นายอำเภอระดม อส. เคลียร์เส้นทางเปิดสัญจร พร้อมสั่งเตือน 2 ฝั่งริมน้ำยวม-แม่สะเรียง รับมือมวลน้ำหลากระลอกใหม่
วันที่ 4 มิ.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเกิดสภาวะฝนตกหนักสะสมในพื้นที่เทือกเขาสูงส่งผลให้เกิดอุทกภัยฉับพลัน ล่าสุด นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าและการบริหารจัดการสาธารณภัยในพื้นที่ว่า จากการที่ฝนตกกระหน่ำอย่างรวดเร็วเมื่อค่ำวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้เกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงบริเวณลำน้ำห้วยปู ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 เข้าสู่บ้านห้วยปู ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง มวลน้ำป่ามีปริมาณมหาศาลและความเร็วเชี่ยวตราก ได้เอ่อล้นเข้าท่วมทางข้ามน้ำอย่างวิกฤต ส่งผลให้ยานพาหนะและรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ในห้วงเวลาดังกล่าว
นอกจากปัญหาอุทกภัยทางน้ำแล้ว ในเวลาใกล้เคียงกันยังได้รับรายงานอุบัติภัยทางถนน โดยพบเหตุดินโคลนสไลด์ลื่นไถลจากหน้าผาภูเขาลงมาปิดทับเสียวผิวจราจรเป็นบริเวณกว้าง บนเส้นทางหลวงหมายเลข 108 ช่วงระหว่างอำเภอแม่สะเรียง ไปยังตำบลแม่เหาะ ส่งผลกระทบให้เส้นทางคมนาคมสายหลักดังกล่าวต้องหยุดชะงักและไม่สามารถใช้สัญจรได้เช่นกัน
ภายหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤต นายอำเภอแม่สะเรียงได้สั่งการยกระดับแผนเผชิญเหตุ นำกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) อำเภอแม่สะเรียง ร่วมกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รุดเดินทางลงพื้นที่นำเครื่องจักรกลและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งเร่งตักดินโคลนและเศษไม้ที่ขวางทางจราจรเพื่อเปิดเส้นทางอย่างเร่งด่วน ซึ่งจากการบูรณาการทำงานอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถเคลียร์สิ่งกีดขวางและเปิดทางให้รถยนต์รวมถึงประชาชนกลับมาใช้เส้นทางคมนาคมได้ตามปกติแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ได้กล่าวเน้นย้ำและแสดงความห่วงใยว่า แม้เส้นทางจะเปิดให้บริการได้แล้ว แต่สถานการณ์ทางน้ำยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ เนื่องจากมวลน้ำป่าก้อนดังกล่าวจากห้วยปูกำลังเคลื่อนตัวไหลลงสู่ลำน้ำแม่สะเรียง และจะไหลไปสมทบกับลำน้ำยวมต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอุทกภัย
จึงขอประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการไปยังพี่น้องประชาชนที่มีบ้านเรือนและพื้นที่ทำกินอาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งตลิ่งลำน้ำแม่สะเรียงและลำน้ำยวม ให้เตรียมความพร้อมเฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสาร พยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไปโปรดใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเดินทางท่องเที่ยวหรือสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากตลอดเส้นทางภูเขายังคงมีเศษดินโคลนตกค้างอยู่บนพื้นผิวถนน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ง่าย รวมถึงบางช่วงอาจยังมีน้ำป่าไหลหลากเอ่อท่วมผิวจราจรเป็นช่วง ๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกท่าน
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี รับหนังสือจากสมาคมพืชไร่ กรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนาม MOU กับทางสหรัฐอเมริกาในการนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในกระบวนการจัดการ
โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า การที่นางศุภจีเปิดโอกาสให้มีการลงนามเพื่อนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรไทยปลูก ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมนางศุภจีถึงจะไปลงนามให้นำเข้า ซึ่งอาจเกิดผลกระทบในระยะยาวต่อคนไทยได้ สิ่งที่ประชาชนผู้มายื่นหนังสือกังวลใจคือผลกระทบด้านราคา จริงอยู่ที่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไม่เพียงพอต่อการผลิตอาหารสัตว์ แต่ขณะนี้เกิดสมดุลแล้ว เนื่องจากสามารถใช้ผลผลิตอย่างอื่นมาเป็นวัตถุดิบได้ รวมถึงการนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบ โดยขณะนี้ไม่ใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของข้าวโพด แต่หากข้าวโพด GMO ที่นางศุภจียอมให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์นำเข้ามา จะมีผลกระทบต่อราคาในอนาคตเนื่องจากข้าวโพด GMO มีราคาถูกกว่า จึงเรียกร้องไปยังนางศุภจีให้เห็นแก่เกษตรกร อย่าเห็นแก่นายทุนและเรียกร้องให้ยกเลิกแผนโครงการนี้
“ฝากไปยังนางศุภจีว่าตนมีความจริงใจต่อรองนายกฯ หากทำอะไรดีก็ชื่นชม แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะต้องเตือน การที่นางศุภจีไปเห็นชอบกับสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์และนำเข้าข้าวโพด GMO แบบไม่กำหนดระยะเวลาอันตราย โดยในช่วงนี้เป็นช่วงกระบวนการ และหากนำเข้าในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว ราคาข้าวโพดจะตกต่ำขนาดไหน จึงขอให้นางศุภจีปรับหรือยกเลิกแผนงานโครงการนี้เพื่อผลดีต่อภาพรวมธุรกิจอาหารสัตว์ เพื่อพี่น้องค้าพืชไร่และพี่น้องเกษตรกรปลูกข้าวโพด”นพ.วรงค์ กล่าว
ด้านนายพรเทพ ปู่ประเสริฐ อุปนายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า ทางสมาคมมีความกังวลจากกรณีที่นางศุภจีได้มีการลงนาม MOU นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯมาไทย พวกตนมีข้อกังวล 3 ประเด็นคือ ปัจจุบันไทยไม่อนุญาตให้เกษตรกรปลูกพืช GMO เด็ดขาด แต่วันนี้ไทยกลับไปนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากเมล็ดพันธุ์ GMO เข้าไทย ซึ่งบทเรียนนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2550 จากพืชถั่วเหลือง และการลงนาม MOU ข้าวโพดในครั้งนี้ มีการปรับลดภาษีนำเข้าจาก 73% เหลือ 0% ในส่วนของราคาและเสถียรภาพการค้าภายในประเทศในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรภายในประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่กำหนดระยะเวลา การนำเข้าจะเกิดการทับซ้อนในการบริหารจัดการวัตถุดิบ ทำให้เกิดวัตถุดิบล้นตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว นำไปสู่ภาวะราคาตกต่ำ โดยทางสมาคมพิจารณาแล้วว่า วัตถุดิบทดแทนภายในยังเพียงพอต่อความต้องการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะปลายข้าว มันเส้น มันสำปะหลัง ที่ทางสมาคมเรียกร้องนางศุจีทบทวนและบริหารจัดการวัตถุดิบภายในเสียก่อนตอนจะนำเข้าข้าวโพดเข้ามา ราคาข้าวโพดยังตกต่ำเหลือ 6 บาท และหากนำเข้าข้าวโพดเข้ามาจริง ราคาข้าวโพดจะไม่ยิ่งตกต่ำลงหรือ
ทอ.ส่งโดรนพระราชทาน สนับสนุนดับเพลิงโกดังตลาดสามแยกไทยรุ่ง ขอนแก่น ถ่ายทอดภาพความร้อนเรียลไทม์ สู่รถบัญชาการ ช่วยประเมินสถานการณ์-เพิ่มประสิทธิภาพควบคุมเหตุ
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 กองทัพอากาศ ระดมกำลังสนับสนุนภารกิจควบคุมเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้าในพื้นที่ตลาดสามแยกไทยรุ่ง จ.ขอนแก่น โดยศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพองจัดส่งโดรนพระราชทาน รถ Command Post รถดับเพลิงอาคาร พร้อมกำลังพลและทหารกองประจำการ เข้าร่วมปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่
ทั้งนี้ กองทัพอากาศยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัย และพร้อมอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกสถานการณ์
สำหรับการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ได้มีการนำโดรนพระราชทานขึ้นบินสำรวจสถานการณ์ พร้อมถ่ายทอดภาพแบบ Real Time ผ่านกล้อง Thermal ตรวจจับความร้อน ส่งข้อมูลตรงมายังรถ Command Post เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้บัญชาการเหตุการณ์ร่วมและหัวหน้าชุดดับเพลิงในการประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และตัดสินใจวางแผนการปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ ช่วยในการดับเพลิงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
กองทัพอากาศยังได้แสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว พร้อมยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนในทุกพื้นที่
วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คน
ในส่วนของยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ
สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้า
นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า แสดงให้เห็นว่าโครงการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นในวงกว้าง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการสามารถลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนและท้องถิ่นทั่วประเทศ
“รัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
4 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าหลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านมติจำกัดอำนาจในการทำสงครามของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในอิหร่าน โดยผลการลงคะแนนคือ 215 ต่อ 208 โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คน โทมัส แมสซี, ไบรอัน ฟิตซ์แพทริก, ทอม บาร์เร็ตต์ และวอร์เรน เดวิดสัน ได้ลงคะแนนกับพรรคเดโมแครตสนับสนุนร่างมติดังกล่าว
ความคืบหน้าล่าสุด 1 ใน 4 สมาชิกพรรครีพับลิกันที่ออกเสียงลงคะแนนร่วมกับเดโมแครตเพื่อจำกัดอำนาจ ทรัมป์ นั้น ได้กล่าวว่า "ชาวอเมริกันรู้สึกไม่พอใจกับความขัดแย้งนี้ ผมคิดว่าประชาชนรู้สึกผิดหวังอย่างแน่นอน" ส.ส.คนดังกล่าวเปิดใจหลังลงคะแนนแล้วเสร็จ เมื่อถูกถามถึงความเจ็บปวดที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาได้รับจากสงคราม
ซึ่ง ส.ส.พรรครีพับลิกัน จากรัฐมิชิแกนที่มีการแข่งขันสูง กล่าวกับสื่อดังซีเอ็นเอ็นว่า การลงคะแนนของเขานั้นมาจาก 'ปัจจัยหลายประการ' แต่เขาเข้าใจอย่างแน่นอนว่าสงครามส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตของเขา
ด้านนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีระหว่างการเจรจาอาจเป็น 'อันตราย' เมื่อถูกซักถามในเรื่องนี้ ส.ส.ท่านหนึ่งจากพรรครีพับลิกันได้ปกป้องการลงคะแนนเสียงของเขาโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า มีกฎหมายอยู่แล้ว พร้อมชี้ไปที่พระราชบัญญัติอำนาจสงคราม ผมไม่เห็นว่ามันซับซ้อนตรงไหน นำเสนอต่อสภาคองเกรส อภิปรายกันตามข้อเท็จจริง และลงคะแนนเสียง นั่นคือวิธีการที่ระบบควรจะเป็น
ส่วนอีกหนึ่งสมาชิกของรีพับลิกันที่ลงคะแนนมติจำกัดอำนาจ ได้วิพากษ์วิจารณ์ ทรัมป์ มานานแล้วว่าทำสงครามโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา โดยเขาบอกว่า "ประชาชนเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้แล้ว พวกเขาเบื่อหน่ายกับราคาน้ำมันเบนซิน 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และ ดีเซล 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน รวมถึงปุ๋ยที่เราไม่มีเงินพอที่จะใช้ในไร่นาของเราในรัฐเคนทักกี การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ดีว่า สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เบื่อหน่ายกับสงครามนี้แล้ว
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012