ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



นักวิทยาศาสตร์แจง คลิปไวรัลแสงปริศนาพุ่งสวนอุกกาบาตเฉียดภูเขาไฟไม่เกี่ยวกับ ‘เอเลี่ยน’ ...

ชาวเน็ตแห่วิเคราะห์คลิปวิดีโอนาทีอุกกาบาตพร้อมแสงสีเขียวพุ่งผ่านภูเขาไฟที่กำลังปะทุในฟิลิปปินส์ ก่อนเกิดแสงลึกลับลอยสวนขึ้นมาจากจุดตก ทำคนจินตนาการไปไกลถึง “ยูเอฟโอ”...

(1 มิ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการเผยแพร่คลิปวิดีโอไวรัลซึ่งเป็นเหตุการณ์ขณะที่ภูเขาไฟในประเทศฟิลิปปินส์กำลังปะทุโดยมีอุกกาบาตตกในบริเวณใกล้เคียงระหว่างนั้น

ช่องยูทูบ “Afar.TV” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ภูเขาไฟมายอน บนเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังปะทุพ่นลาวาในช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. ของวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ในระหว่างนั้นกลับมีลูกไฟอุกกาบาตสีเขียวสว่างวาบพุ่งพาดผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงและตกลงไปที่บริเวณหลังภูเขาไฟ ...

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตพากันแตกตื่นคือ ในช่วงเวลาหลังจากที่อุกกาบาตตกพ้นสายตาไปแล้ว กลับมีจุดแสงสีขาวขนาดเล็กพุ่งสวนทางลอยขึ้นมาจากบริเวณดังกล่าว ซึ่งปรากฏให้เห็นเพียงแวบเดียว ก่อนจะเคลื่อนที่หายไปหลังภูเขาไฟ ทำให้เกิดกระแสข่าวลือและการคาดเดาตามมาในทันทีว่า อาจมีวัตถุต่างดาวหรือยานลึกลับลงจอดแล้วบินขึ้นจากบริเวณปากภูเขาไฟ...

อย่างไรก็ตาม ดร.อาวี โลบ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ออกมาให้คำอธิบายว่า วัตถุส่องแสงที่เห็นพุ่งสวนขึ้นมานั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกหรือกิจกรรมของ “เอเลี่ยน” เลย แต่มันน่าจะเป็นเพียงแสงวาบจากดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่บนอวกาศแล้วบังเอิญสะท้อนกับแสงอาทิตย์พอดี ซึ่งในปัจจุบันมีดาวเทียมสื่อสารโคจรรอบโลกอยู่มากกว่า 10,000 ดวง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสามารถมองเห็นแสงในลักษณะดังกล่าว และเหตุการณ์ที่แสงดาวเทียมมาปรากฏในจุดและเวลาเดียวกับที่อุกกาบาตตกนั้น ก็เป็นเพียงความบังเอิญอย่างที่สุดเท่านั้น...

ดร.โลบ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าโครงการ “กาลิเลโอ” ที่ทำหน้าที่ค้นหาร่องรอยเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตนอกโลกโดยเฉพาะ ยังได้กล่าวเสริมว่า แสงจากดาวเทียมเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ต่อการทำงานของนักดาราศาสตร์ เพราะพวกมันมักจะปรากฏเป็นเส้นแสงรบกวนในภาพถ่ายท้องฟ้าของหอดูดาวอยู่เป็นประจำ

ขณะเดียวกัน ดร.ปีเตอร์ บราวน์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นในแคนาดา ก็ได้ให้ความเห็นกับสำนักข่าว นิวยอร์กไทมส์ ว่า อุกกาบาตลูกนี้ไม่น่าจะตกถึงพื้นโลกด้วยซ้ำ โดยเมื่อพิจารณาจากแนวเส้นแสงที่เด่นชัด คาดว่ามันน่าจะเผาไหม้และสลายตัวไปในชั้นบรรยากาศจนหมดสิ้นแล้ว

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : X / restitutorII...


เหงื่อออกเยอะ = ออกกำลังกายดี จริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญไขคำตอบ

เหงื่อเป็นกลไกระบายความร้อนของร่างกาย ไม่ใช่ตัวชี้วัดความหนักของการออกกำลังกายหรือการเผาผลาญแคลอรี่ที่แม่นยำ

ปริมาณเหงื่อของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม ความฟิต อายุ และสภาพแวดล้อม จึงไม่สามารถใช้เปรียบเทียบกันได้

คนที่ฟิตหรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ ร่างกายจะปรับตัวให้เหงื่อออกได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อระบายความร้อน ไม่ได้แปลว่าออกกำลังกายหนักกว่าเสมอไป

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัววัดความหนักของการออกกำลังกาย ซึ่งจะมีความแม่นยำมากกว่าปริมาณเหงื่อ

อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่า การวิ่งหรือออกกำลังกายแบบเดิมที่เคยสบาย ตอนนี้กลับทำให้เหงื่อท่วมตัวเร็วกว่าปกติ จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า “ยิ่งเหงื่อออกเยอะ ยิ่งเผาผลาญดี” หรือ “ยิ่งมีเหงื่อ เท่ากับ ยิ่งแปลว่าออกกำลังกายหนัก”

แต่ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายบอกว่า “เหงื่อ” อาจไม่ได้เป็นตัววัดความหนักของการออกกำลังกายที่แม่นยำอย่างที่หลายคนคิด

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า จริง ๆ แล้วเหงื่อบอกอะไรเกี่ยวกับร่างกายของเรา และทำไมบางคนเหงื่อออกมาก ขณะที่บางคนแทบไม่มีเหงื่อเลย แม้ออกกำลังกายเท่ากัน

เหงื่อคือ “ระบบระบายความร้อน” ของร่างกาย

เมื่อเราออกกำลังกาย อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะสูงขึ้น สมองจึงส่งสัญญาณไปยังต่อมเหงื่อให้ผลิตเหงื่อออกมา เพื่อช่วยระบายความร้อนผ่านกระบวนการระเหย

ดร. ไมเคิล เฟรเดอริคสัน (Michael Fredericson) แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาจาก Stanford University อธิบายว่า เหงื่อเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกินไป โดยเฉพาะระหว่างการออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน

แต่ ทุกครั้งที่เหงื่อออก ร่างกายไม่ได้เสียแค่น้ำ แต่ยังสูญเสีย “อิเล็กโทรไลต์” (เกลือแร่ในร่างกาย) ที่สำคัญ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียมด้วย

งานวิจัยพบว่า นักกีฬาหลายคนสามารถเสียเหงื่อได้มากกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมง โดยเฉพาะในอากาศร้อนหรือระหว่างการออกกำลังกายหนัก และหากร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว สมรรถภาพทั้งด้านร่างกายและสมองจะเริ่มลดลง

เหงื่อออกเยอะ ไม่ได้แปลว่า “ฟิตกว่า” เสมอไป

นักสรีรวิทยาการออกกำลังกายจาก Georgia Institute of Technology ระบุว่า ไม่สามารถใช้ปริมาณเหงื่อมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้ว่า “ใครออกกำลังกายหนักกว่า” เพราะแต่ละคนมี “อัตราการเสียเหงื่อ” ไม่เท่ากัน

บางคนเหงื่อออกง่ายตั้งแต่เริ่มขยับตัว ขณะที่บางคนออกกำลังกายหนักแต่กลับมีเหงื่อออกไม่มาก ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทั้งพันธุกรรม ความฟิต อายุ รวมถึงสภาพแวดล้อมด้วย

ตัวอย่างเช่น การปั่นจักรยานในคลาสที่ร้อนและชื้น อาจทำให้เหงื่อออกมากกว่าปั่นกลางแจ้งใต้ร่มไม้ แม้ความหนักของการออกกำลังกายจะใกล้เคียงกัน

ความชื้นยังมีผลต่อการระบายเหงื่อด้วย เพราะเมื่อผิวเปียกมาก เหงื่อจะระเหยได้ยาก ทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนและเหนียวตัวมากขึ้น

คนฟิตมัก “เหงื่อออกเร็วขึ้น”

แม้จะฟังดูแปลก แต่ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือคุ้นชินกับอากาศร้อน มักเริ่มเหงื่อออกเร็วกว่าเดิม

นักสรีรวิทยาจาก Pennsylvania State University อธิบายว่า เมื่อร่างกายปรับตัวกับความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเหงื่อจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหงื่อจะออกเร็ว กระจายทั่วร่างกายมากขึ้น และเจือจางขึ้น ทำให้ระเหยได้ง่ายกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมเหงื่อจะทำงานลดลง เหงื่อจึงมักออกน้อยลงกว่าวัยหนุ่มสาว

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากออกกำลังกายในอากาศที่ร้อน ควรสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เพราะอาจเป็นสัญญาณของ “ภาวะอ่อนเพลียจากความร้อน” หรือ Heat Exhaustion ได้

อาการที่ควรหยุดพักทันที ได้แก่ เวียนหัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หนาวสั่น ปัสสาวะน้อยผิดปกตื อ่อนแรงผิดปกติ และหากเริ่มมีอาการสับสน มึนงง หรือพูดไม่รู้เรื่อง ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเข้าสู่ภาวะ Heat Stroke หรือที่คนไทยเรียกว่า "โรคลมแดด" คือภาวะฉุกเฉินที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงเกิน 40c จนระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายล้มเหลว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินอันตรายถึงชีวิต

ดื่มน้ำอย่างไร ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน

American College of Sports Medicine แนะนำว่า ควรเริ่มดื่มน้ำตั้งแต่ก่อนออกกำลังกาย ไม่ใช่รอจนรู้สึกกระหายน้ำ เพราะความรู้สึก “กระหาย” อาจเกิดช้ากว่าที่ร่างกายสูญเสียน้ำไปแล้ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

หนึ่งในวิธีประเมินง่าย ๆ คือชั่งน้ำหนักก่อนและหลังออกกำลังกาย หากน้ำหนักลดลงราว 0.45 กิโลกรัม ควรดื่มน้ำเพิ่มประมาณ 3 แก้วเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ

ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้สังเกตสีปัสสาวะ ซึ่งควรมีสีเหลืองอ่อนคล้ายเลมอนเจือจาง มากกว่าสีเข้ม

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำมากเกินไปก็อาจอันตรายได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ หรือเกิดภาวะ hyponatremia โดยเฉพาะในคนที่ออกกำลังกายระยะยาว

ถ้าอยากวัดความหนักของการออกกำลังกาย ให้ดู “หัวใจ” ดีกว่าเหงื่อ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวชี้วัดความหนักของการออกกำลังกายที่แม่นยำกว่าเหงื่อ

เพราะในอากาศร้อน หัวใจจะทำงานหนักขึ้นเพื่อช่วยระบายความร้อน ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าปกติ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม

ดร. ฌอน สแวริงเกน (Sean Swearingen) แพทย์โรคหัวใจด้านกีฬา แนะนำว่า ในวันที่อากาศร้อน ควรปรับความเร็วหรือระยะทางให้เหมาะสม เพื่อรักษาระดับหัวใจให้อยู่ใกล้เคียงกับวันที่อากาศปกติ แทนที่จะฝืนทำผลงานเท่าเดิม

ท้ายที่สุดแล้ว เหงื่ออาจไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่า “ใครฟิตกว่าใคร” แต่มันคือสัญญาณที่ร่างกายกำลังพยายามปกป้องตัวเองจากความร้อนมากกว่า การออกกำลังกายอย่างปลอดภัย สำคัญกว่าการพยายามให้ “เหงื่อออกให้มากที่สุด”

อ้างอิง nytimes


นอนท่าไหนดีต่อหัวใจ? รวมเคล็ดลับจัดท่านอนให้หลับลึก ไม่ทำร้ายสุขภาพ

การนอนหลับมีผลต่อสุขภาพหัวใจโดยตรง หลายคนสงสัยว่า นอนท่าไหนดีต่อหัวใจที่สุด การนอนตะแคงขวาช่วยลดแรงกดทับได้จริงหรือไม่ มาเช็กท่านอนที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์เพื่อสุขภาพที่ดีกัน

นอนท่าไหนดีต่อหัวใจ? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของแต่ละท่านอน

การนอนหลับอย่างมีคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า "ท่านอน" ก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจโดยตรง ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า การเลือกท่านอนที่เหมาะสมสามารถช่วยลดแรงกดทับและส่งเสริมการทำงานของหัวใจได้ โดยแต่ละท่านอนมีข้อดีและข้อควรระวัง ดังนี้

1. นอนตะแคงขวา สำหรับคำถามที่ว่า นอนท่าไหนดีต่อหัวใจ การนอนตะแคงขวามักเป็นท่าที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว

ข้อดี ช่วยให้หัวใจอยู่ในตำแหน่งที่คงที่ ลดแรงกดทับจากอวัยวะภายในช่องอก ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และช่วยลดความรู้สึกใจสั่นในขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวัง แม้จะดีต่อหัวใจ แต่ผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนควรระมัดระวัง เนื่องจากท่านี้จะทำให้หูรูดกระเพาะอาหารคลายตัว และอาจส่งผลให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาได้ง่ายกว่าปกติ

2. นอนตะแคงซ้าย การนอนตะแคงซ้ายมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบย่อยอาหาร แต่สำหรับเรื่องหัวใจอาจต้องพิจารณาตามสภาวะร่างกายของแต่ละบุคคล

ข้อดี เป็นท่าที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน และดีต่อหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังทารกในครรภ์ รวมถึงลดการกดทับของมดลูกต่อเส้นเลือดดำใหญ่

ข้อควรระวัง ทางการแพทย์พบว่า ผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจล้มเหลวอาจรู้สึกอึดอัด หรือหายใจลำบากเมื่อนอนตะแคงซ้าย เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะดึงให้หัวใจขยับเข้าใกล้ผนังหน้าอกซ้ายมากเกินไป ทำให้รู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจชัดเจนขึ้น (ใจสั่น) จนรบกวนการนอนหลับได้

3. นอนหงาย การนอนหงายเป็นท่าที่เป็นมิตรต่อกระดูกสันหลัง แต่อาจซ่อนความเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการหายใจ

ข้อดี ช่วยรักษาสรีระของกระดูกสันหลังและคอให้อยู่ในแนวตรง ช่วยลดอาการปวดหลังและคอ

ข้อควรระวัง ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะนอนกรน หรือมี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะนี้จะส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงขณะหลับ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจในระยะยาว

4. นอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ไม่แนะนำ อย่างยิ่ง

ข้อควรระวัง นอกจากจะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปและปวดคอแล้ว การนอนคว่ำยังสร้างแรงกดทับบริเวณทรวงอกโดยตรง ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนลดลง หัวใจจึงต้องออกแรงสูบฉีดเลือดหนักขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้หัวใจโดยไม่จำเป็น

3 ท่านอนยอดฮิต นอนท่าไหนดีต่อหัวใจ และท่าไหนที่คนมีโรคประจำตัวควรเลี่ยง

ปรับพฤติกรรมการนอน ช่วยถนอมสุขภาพหัวใจ

นอกจากการเลือกท่านอนที่เหมาะสมแล้ว สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมการนอนยังมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ

เลือกท่าตามสุขภาพร่างกาย หากต้องการถนอมหัวใจ "นอนตะแคงขวา" คือคำตอบ แต่หากมีอาการกรดไหลย้อนรุนแรง อาจต้องพิจารณา "นอนตะแคงซ้าย" สลับกันไป

หนุนศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อย สำหรับผู้ที่มี ภาวะหัวใจล้มเหลว การใช้หมอนหนุนศีรษะและลำตัวช่วงบนให้สูงขึ้น จะช่วยลดปริมาณเลือดที่ไหลกลับสู่หัวใจ ป้องกันภาวะน้ำคั่งในปอด และทำให้หายใจได้โล่งขึ้น

รักษาเวลาเข้านอนให้สม่ำเสมอ ควรนอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้หัวใจและหลอดเลือดได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

สังเกตความผิดปกติ หากมีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึก หอบเหนื่อย หรือใจสั่นเป็นประจำ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กการทำงานของหัวใจ

หากประเมินว่า นอนท่าไหนดีต่อหัวใจ สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถเลือกนอนท่าที่รู้สึกสบายที่สุดได้ แต่หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ การนอนตะแคงขวา นับเป็นตัวเลือกที่ช่วยลดแรงกดทับและส่งเสริมการทำงานของหัวใจได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรเลือกท่านอนที่สอดคล้องกับโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อสุขภาพการนอนที่สมบูรณ์แบบที่สุด


มะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ก่อน ป้องกันได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ทั่วโลก โดยพบเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักเจริญเติบโตไปเป็นติ่งเนื้อ และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาหรือป้องกันอย่างทันท่วงที เซลล์ผิดปกติเหล่านี้อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม และแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

ให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ อายุที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่จะสูงขึ้นเมื่ออายุเกิน 45 ปี แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบในคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้น

พันธุกรรมและประวัติครอบครัว หากมี พ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติสายตรง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคจะสูงขึ้น นอกจากนี้กลุ่มที่มีภาวะทางพันธุกรรมผิดปกติ เช่น Lynch syndrome หรือ Familial Adenomatous Polyposis (FAP) จะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนทั่วไป

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease – IBD) ผู้ที่เป็น โรค Crohn’s disease หรือ Ulcerative colitis จะมีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงขึ้นกว่าปกติ

อาหารและการบริโภค การรับประทาน อาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะจาก เนื้อแดง และอาหารแปรรูป (เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม) มีข้อมูลว่าสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ รวมถึงอาหารปิ้งย่างหรือไหม้เกรียมซึ่งมีสารกระตุ้นมะเร็งก็พบว่าเพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน

พฤติกรรมการใช้ชีวิต การขาดการออกกำลังกายและภาวะน้ำหนักเกินอาจส่งผลต่อการเกิดโรคนี้ได้

อาการที่ควรระวัง

การเปลี่ยนแปลงลักษณะการขับถ่าย เช่น ท้องผูก สลับท้องเสีย อุจจาระก้อนเล็กลง หรือลักษณะอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป

การมีเลือดปนในอุจจาระ อุจจาระปนเลือดสดๆ หรือเลือดสีคล้ำมาก

อาการอ่อนเพลียและน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาการปวดท้องหรือรู้สึกไม่สบายในบริเวณท้อง

อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง

ซีด โลหิตจาง

การตรวจวินิจฉัยหามะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

การตรวจสุขภาพเบื้องต้น แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบประวัติสุขภาพและอาการของ ผู้ป่วย จากนั้นอาจสั่งให้ทำการตรวจเลือดและตรวจอุจจาระเพื่อหาความผิดปกติ เช่น การตรวจพบซีด หรือเลือดแอบแฝงในอุจจาระ

การส่องกล้องลำไส้ (Colonoscopy) เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงในการตรวจหามะเร็งหรือติ่งเนื้อ (Polyp) ในลำไส้ใหญ่ ซึ่งนอกจากการช่วยในการวินิจฉัยแล้วยังสามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติออกมาตรวจทางพยาธิวิทยาได้ด้วย

การตรวจภาพรังสีด้วย CT scan, CT colonoscopy หรือ MRI เป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองประเมินระยะการแพร่กระจายของโรค (staging) รวมถึงช่วยวางแผนในการรักษา

การตรวจ stool DNA test หรือการตรวจ DNA ของเซลล์มะเร็งในเลือด เป็นการตรวจหา DNA ที่เกิดขึ้นจากเซลล์มะเร็งที่หลุดออกมาในปนอุจจาระหรือกระแสเลือด

วิธีการรักษา

สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัดผ่านกล้อง (minimally invasive surgery) โดยมีแนวทางดังนี้

การตัดติ่งเนื้อโดยการส่องกล้อง ซึ่งสามารถทำได้โดยการ Polypectomy และ Endoscopic Mucosal Resection โดยหากพบติ่งเนื้อที่มีเซลล์มะเร็งขนาดเล็ก แพทย์จะตัดติ่งเนื้อออกโดยการส่องกล้อง ซึ่งสามารถนำติ่งเนื้อออกได้ทั้งหมด วิธีนี้เหมาะสำหรับรักษามะเร็งในระยะเริ่มต้น

การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) เมื่อมีติ่งเนื้อที่ไม่สามารถตัดออกได้ในระหว่างการส่องกล้อง แพทย์จะทำการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่มีมะเร็งออกโดยการเจาะรูขนาดเล็กที่ผนังหน้าท้อง และในขั้นตอนนี้ยังสามารถเก็บตัวอย่างต่อมน้ำเหลืองเพื่อไปตรวจหาการกระจายของมะเร็งได้

การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Colorectal Surgery) เป็นวิธีมาตรฐานในการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนมะเร็งออกจากร่างกาย

เคมีบำบัด (Chemotherapy) ใช้ยาเคมีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งมักใช้ในกรณีที่มะเร็งลุกลามหรือมีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด

รังสีบำบัด (Radiation Therapy) เป็นการใช้รังสีเอ็กซ์หรือโปรตอนเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยในบางกรณีแพทย์อาจใช้รังสีรักษาก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งให้ง่ายต่อการผ่าตัด

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) การรักษาประเภทนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถต่อสู้และกำจัดเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งมักผลิตโปรตีนที่ช่วยปิดกั้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เมื่อมีการตรวจพบเซลล์มะเร็ง การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจะทำหน้าที่แทรกแซงกระบวนการผลิตโปรตีนในเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมามีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับมะเร็งอีกครั้ง แพทย์มักแนะนำวิธีการรักษานี้ในผู้ป่วยที่มะเร็งได้แพร่กระจาย โดยจะมีการประเมินว่าผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดหรือไม่

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) การรักษารูปแบบนี้มุ่งเน้นที่การระงับการเติบโตของเซลล์มะเร็งและการทำลายเซลล์ผิดปกติ โดยแพทย์มักใช้ร่วมกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งเป็นแนวทางที่นิยมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจาย

การป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

มุ่งเน้นไปที่การลดความเสี่ยงผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้

รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช

ลดการบริโภคเนื้อแดงและอาหารแปรรูป

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

หยุดสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์

ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่อาจพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เหมาะสม หมั่นสังเกตความผิดปกติของอุจจาระ การตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อมีข้อบ่งชี้ จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม ลดอัตราการเสียชีวิต และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย หากท่านมีข้อสงสัย สามารถเข้ามารับคำปรึกษาได้ เพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพลำไส้ที่ดี และปลอดภัยจากมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข้อมูลโดย : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับ Advanced Gastrointestinal Endoscopy and Liver Diseases Center โรงพยาบาลพญาไท 2


สามเณรตฤณ ทำสำเร็จ อายุน้อยที่สุด สอบผ่านผู้ทรงพระปาติโมกข์

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, วันที่ 3 มิถุนายน 2569 จากกรณี สามเณรตฤณ อภิวันท์สนอง วัดนิคมผัง 16 ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีอายุเพียง 7 ขวบ สมัครเข้าโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 และสามารถสอบผ่านทั้งสองรอบของโครงการฯ โดยในรอบตัดสินเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ใช้เวลาในการสอบ 50 นาที นั้น

พระมหาใจ เขมจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ประธานโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก จ.เขมจิตต์ ว่า สามเณรตฤณ อภิวันท์สนอง ได้บันทึกสถิติ ประมวลอย่างสังเขปดังนี้

๑.เป็นสามเณรอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้านพุทธศาสนาในประเทศไทย คือเป็นผู้มีอายุ ๗ ขวบ ที่มีการสอบสวดปาติโมกข์ด้วยการ “บันทึกให้เห็น ให้ฟังทั่วกัน”

๒.เป็นประวัติศาสตร์ของแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐ ในโอกาสมหามงคลของทั้งสองพระองค์ คือ

๑) มีสามเณรทรงพระปาติโมกข์ที่สอบได้รวมกันมากที่สุดในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ จำนวน ๖๓ รูป

๒) มีสามเณรอายุน้อยที่สุด ๗ ปี เป็นผู้ทรงพระปาติโมกข์ ในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

๓.จากข้อ ๑ และ ๒ จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทยด้วย ที่มีสามเณรอายุน้อยสุดทรงพระปาติโมกข์ได้ โดยพระมหาเถระผู้ใหญ่ได้เคยกล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นประวัติศาสตร์ของยุครัตนโกสินทร์ หรืออาจรวมถึงยุคอื่นๆด้วย

๔.สามเณรใช้เวลาในการสอบ ๕๐ นาที พัก ๒ นาที เสียงการสวดอาจมีบางอักขระที่เปล่งด้วยสำเนียงของเด็ก ที่ลิ้นและฟันไม่คล่องในบางอักษร หรือสวดเร็วไม่ชัดในบางคำ แต่มีความแม่นยำและครบคำทุกสิกขาบท ท่องได้จริง โดยมีกรรมการสอบ ๑ รูป กรรมการพยาน ๓ รูป ช่วยตรวจทานและเป็นผู้ร่วมสอบ

๕.อิริยาบถของสามเณรน้อยในวัย ๗ ขวบ ที่ใช้เวลาสวดนาน จึงมีเปลี่ยนอิริยาบถและหยุดพักเพื่อมิให้เหนื่อยเกินไป แต่ยังคงปรากฏความอดทนและเปล่งเสียงดังฟังชัด ด้วยพลังแห่งสมาธิและสัญญาอันดี ทำให้สอบจบด้วยเวลาตามที่โครงการกำหนด คือไม่เกิน ๕๕ นาที

๖.นับแต่สามเณรตฤณ มีข่าวสมัคร ความเคลื่อนไหวขณะท่องปาติโมกข์ สอบผ่านรอบที่ ๑ จนถึงผ่านรอบที่ ๒ มีผู้สนใจจำนวนมาก ทำให้เป็นข่าวในทุกสื่อและเกือบทุกสำนักข่าว เป็นการดึงศรัทธาปสาทะ ความเชื่อความเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนไทย ในยามที่กำลังหวั่นไหวให้กลับมาตั้งมั่นและเชื่อในเรื่องการฝึกตน

๗.สามเณรตฤณ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับสามเณร หรือเด็กไทยที่อยากบวชเรียน เหมือนที่ตนเองเคยได้รับแรงบันดาลใจมาก่อน และทำให้วงการศึกษาทั้งในวัดและนอกวัดเกิดความเชื่อมั่นในการพัฒนาศักยภาพ ความสามารถ และสติปัญญาของเด็ก สนับสนุนให้เด็กได้มีพื้นที่แสดงออกตามความถนัดและสนใจ

การท่องปาติโมกข์ไม่ใช่เรื่องที่เด็กทั่วไปจะทำ เพราะต้องมีฉันทะความพอใจจริงๆ ทั้งต้องบวชเป็นสามเณร เพื่อให้มีกำลังของสมณะ ผู้เป็นศาสนทายาท ทั้งมิใช่เณรทุกรูปจะสวดได้ ต้องมีขันติ ความอดทน ความขยัน ความเสมอต้นเสมอปลาย แม้ความจำไม่ดี แต่ต้องมีความเพียรไม่ย่อท้อ มีสมาธิและสติคอยประคองสม่ำเสมอ มีครูบาอาจารย์ช่วยสอน

มีเรื่องที่ควรเล่าถึงความสามารถและสติปัญญาของเด็กไทย ผ่านเรื่องราวของโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ และสามเณรตฤณ อีกพอสมควร เห็นว่าเขียนมากแล้ว จึงพักไว้เท่านี้ ฯ