บ้านเขา เมืองเรา
คิด ฉัตรประภาชัย



ทำไมตำรวจถึงต้องใช้กำลัง Use of Force ในบางกรณี

อาทิตย์นี้ได้มีโอกาสเข้าอบรม อัปเดตกฎหมายที่ตำรวจควรรู้ ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2020 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังในการระงับเหตุ (Use of Force)

สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทางการต้องอบรมให้ตำรวจได้ทราบก็เพราะ การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการที่ตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ซึ่งเกิดเป็นข่าวบ่อย ๆ จนถึงกับการยิงทำให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิต ตัวเลขเฉลี่ยที่ทางการต้องชดใช้ในขณะนี้อยู่ที่ $30,000,000 (สามสิบล้านเหรียญต่อคดีที่ถูกฟ้องร้องและแพ้) ผู้บรรยายเป็นทนายความหญิงที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการช่วยว่าความให้ตำรวจทั่วประเทศ อดีตเป็นตำรวจ อัยการ และตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือตำรวจมาตลอด เธอชื่อ MILDRED K. O’LINN หรือ MISSY และเธอยังเป็นผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมอีกด้วย (Cancer Survivor)

สไตล์ในการบรรยายสนุกตลอด 8 ชั่วโมง โดยใช้การ์ตูน วิดีโอและเหตุการณ์จริงในการมาวิเคราะห์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าตำรวจที่เก่งในการทำงาน จับผู้ร้าย แต่เวลาไปขึ้นศาล เจอทนายความของเจ้าทุกข์คู่ความ ซักคำถามเด็ดๆ ที่เขาได้ทำการศึกษาจากเดบโพซิชั่น (Deposition) คำให้การของพยาน การสาบานให้การก่อนขึ้นศาล (Sworn Statement) ของตำรวจ ทนายจะศึกษาดูรายงานการจับกุมอย่างละเอียด เพื่อหาจุดบกพร่อง เสนอคณะลูกขุน ถึงความไม่ยุติธรรมว่า ทำไมถึงใช้กำลังรุนแรง แล้วเรียกคู่ความมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดเหตุ ทำไมถึงต้องใช้กำลังขนาดนี้ ตำรวจได้รับการอบรมอะไรมา อันนี้เขาจะรู้ว่าจุดอ่อนของตำรวจว่ามีอะไร ขณะเวลาซักถามต่อหน้าลูกขุน 12 คน ถ้าตำรวจไม่ได้มีการเตรียมตัวมาที่ดีแล้ว จะแพ้เสมอและต้องชดเชยค่าเสียหาย เฉลี่ยรายละ 30 ล้านเหรียญ

ฉะนั้นการอบรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าคุณจะเป็นตำรวจมาสักกี่ปีก็ตาม ก็ต้องรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และของผู้อื่นตามกฎหมายในปัจจุบัน การอบรมมีค่าใช้จ่ายแพง แต่ถ้าไม่อบรม เวลาโดนฟ้องก็แพงกว่าเยอะ

เกี่ยวกับคณะลูกขุน วลีสำคัญที่ผู้บรรยายบอก คือ

-Nobody wants to vote for the team they do not like. ไม่มีใครอยากจะสนับสนุนทีมที่เขาไม่ชอบ

-Quickly, If they like you or not. คณะลูกขุนจะมีความรู้สึกเร็วมากว่า เขาชอบหรือเชื่อตำรวจคนไหนหรือไม่

-It is hard to change the mind. เป็นการยากที่จะเปลี่ยนใจ คณะลูกขุนบางคนมีอคติกับตำรวจ จะด้วยเคยโดนจับจากการทำผิดกฎจราจร หรือข้อหาอื่นๆ หรือจากการเล่าของญาติพี่น้องเพื่อนฝูงบ้าง ที่เคยติดต่อกับตำรวจ ดูจากหนังในโทรทัศน์ซึ่งมีมากมาย เช่น Cops, Live PD, CSI เป็นต้น แต่คนส่วนใหญ่หารู้ไม่ว่า แค่ 2% เท่านั้นที่ตำรวจต้องใช้กำลังในการเข้าระงับเหตุในประเทศนี้ ฉะนั้นการไประงับเหตุกว่า 90% ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีการร้องเรียนแต่ประการใด

ขณะเดียวกันในจำนวน 2% ที่มีปัญหา ที่อาจต้องใช้กำลังชนิดต่างๆ ในการเข้าควบคุมสถานการณ์นั้น หรือจับกุมผู้กระทำผิด ทางการมีระเบียบใช้ปฎิบัติ และมีกฎหมายบังคับอยู่ ตำรวจเรารู้ว่า 1 ใน 4 ในสังคมอเมริกามีปัญหาที่ป่วยทางประสาท ติดยาเสพติดชนิดต่างๆ ไร้บ้านที่อยู่ ไร้ญาติพี่น้อง หมดหวังอนาคต พวกเขาเหล่านี้มีจำนวนเป็นแสนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นปัญหาหนักขึ้นคือ คนเหล่านี้ไม่รู้หรือไม่ยอมเข้ารับการรักษา คือไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาทางจิตประสาท บ้างไม่ยอมรับ และไม่รู้ว่าตัวเองควบคุมตัวเองไม่ได้

การอบรมได้สอนให้ตำรวจรู้ว่า พวกเขาเหล่านี้ เป็นคนป่วย ต้องการพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญช่วยรักษา ไม่ใช่จับไปใส่คุกอย่างเดียว จึงมีมาตรการการลดความรุนแรงในการเข้าระงับเหตุ เรียกว่า DE-ESCALATION “D”


ฉะนั้นตำรวจจึงต้องมียุทธศาสตร์ในการประเชิญหน้ากับคนเหล่านี้ ดังนี้

1.Self-Control (การควบคุมตัวตำรวจเองก่อน ไม่สักแต่จะใช้การบุกจู่โจมอย่างเดียว เอาใจเขามาใส่ใจเรา)

2.การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Effective Communication)

2.1.เป็นผู้ฟังที่ดี (Listen with a “Listening Face”) โดยการถาม ย้ำคำตอบ คำถามที่ได้มา Paraphrase “ด้วยรอยยิ้ม Friendly”

3.ประเมินสถานการณ์ และการดำเนินจัดการ (Scene Assessment and Management)

4.จะใช้กำลังอะไรถ้าจำเป็นต้องใช้ (Force Options) โดยใช้กฎหมายรองรับที่ว่า

The Force Fraction: “Objectively Reasonable Under The Totality of The Circumstances.” แปลสรุปง่ายๆ ว่า จะต้องมีเหตุผลตามความเป็นจริง ภายใต้ภาพรวมในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ

ถ้าตำรวจทำตามกระบวนการนี้ คือมีการวางแผนที่ดีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ตำรวจจะได้รับการยกเว้นโทษเพราะได้ปฏิบัติตามหน้าที่ เหมือนกับผู้พิพากษาตัดสินอย่างไรก็ไม่มีความผิดเพราะท่านตัดสินตามหลักฐานที่มีต่อหน้าท่าน (Immunity)

แต่ถ้าการกระทำนั้นเกินขอบเขตที่กฎหมายหรือข้อระเบียบของ สนง.ตำรวจระบุไว้เท่านั้น ตำรวจมีสิทธิ์ถูกฟ้องร้องเป็นการส่วนตัวด้วย จบชีวิตวิชาชีพตำรวจเพราะจะถูกไล่ออก อาจติดคุก เสียบ้าน เสียเงินค่าทนายมหาศาลที่ต้องจ่ายเอง


สรุปการใช้กำลังที่ตำรวจสามารถทำได้ เมื่อ

1.การเข้าจับกุมใช้กำลังที่จำเป็น (Effect Arrest)

2.ทำการสู้กับผู้ต้องหาที่ขัดขืน (Overcome Resistance)

3.ป้องกันการหลบหนี (Prevent Escape)

4.การป้องกันตัว (Defense of Self)

5.การป้องกันผู้อื่น (Defense of Others)

พวกเราคงจะเข้าใจแล้วนะครับ ว่าตำรวจมีภารกิจที่ต้องทำมากมาย ในบางกรณี ต้องใช้วิจารณญาณหรือ การตัดสินใจเพียงเสิ้ยววินาที ในเหตุการณ์คับขัน ส่งผลกับชีวิตคนอื่น หรือแม้แต่กับชีวิตตัวเอง บางครั้งก็มีผิดพลาด ด้วยมีอารมณ์เครียด และเหตุผลนานัปการที่บางครั้งจำเป็นต้องใช้กำลัง… เพราะอะไร!!!


โชคดีครับ

คิด ฉัตรประภาชัย