

ภาพที่เห็นจากประเทศไทยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้คนไทยที่อยู่ไกลบ้านอย่างผมอดสะเทือนใจไม่ได้ เห็นพี่น้องประชาชนต้องติดอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะชุมชนการเคหะ บางคนไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำดื่ม ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยต้องรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร หลายคนต้องอยู่กับน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน
ดูแล้วน้ำตาไหลครับ
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “น้ำท่วม” แต่เป็นเรื่องของ ชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน
ฝนตกหนักเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถห้ามได้ แต่คำถามสำคัญคือ
เราสามารถเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่?
ผมเชื่อว่า ได้ ประเทศไทยกับอเมริกา…คิดเรื่องน้ำท่วมต่างกันอย่างไร?
ผมไม่ได้หมายความว่าอเมริกาไม่มีน้ำท่วม เพราะสหรัฐอเมริกาก็ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายครั้ง และประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดการบริหารจัดการภัยพิบัติของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับ การเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย การลดความเสี่ยง และการฟื้นฟูหลังเกิดภัย ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วจึงเริ่มคิดว่าจะช่วยประชาชนอย่างไร
หน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง รัฐ เคาน์ตี ไปจนถึงเมือง มีการวางแผนล่วงหน้า กำหนดพื้นที่เสี่ยง ระบบแจ้งเตือน เส้นทางอพยพ ศูนย์พักพิง และการจัดเตรียมอาหาร น้ำ ยา และอุปกรณ์ช่วยเหลือ
พูดง่าย ๆ คือ “อย่ารอให้น้ำมาแล้วจึงคิดว่าจะช่วยคนอย่างไร แต่ต้องรู้ล่วงหน้าว่า ถ้าน้ำมา เราจะช่วยใคร ที่ไหน และอย่างไร”
แล้วกรุงเทพฯ ต้องเปลี่ยนอะไร?
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ พื้นที่หลายส่วนอยู่ในระดับต่ำ มีคลอง ถนน อาคาร และชุมชนหนาแน่น เมื่อฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ น้ำจำนวนมหาศาลจึงเข้าสู่ระบบพร้อมกัน
ดังนั้น การแก้ปัญหาไม่ควรคิดเฉพาะเรื่อง “เครื่องสูบน้ำ” หรือ “ขุดคลองเพิ่ม” เท่านั้น
ประเทศไทยควรมีแผนระยะยาวที่เชื่อมโยงตั้งแต่
การพยากรณ์ฝน → การบริหารน้ำ → พื้นที่รับน้ำ → ระบบระบายน้ำ → การแจ้งเตือน → การอพยพ → การช่วยเหลือประชาชน → การฟื้นฟูหลังน้ำลด
และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ว่าเมื่อเกิดเหตุ ใครมีหน้าที่ทำอะไร
เพราะในเวลาวิกฤต ประชาชนไม่ควรต้องโทรศัพท์ถามว่า
“ใครจะมาช่วยผม?” แต่ระบบควรตอบได้ทันทีว่า
“ความช่วยเหลือกำลังไปหาคุณ” เราอาจหยุดฝนไม่ได้ แต่เราหยุดความทุกข์ที่ไม่จำเป็นได้
ผมเชื่อว่าคำว่า “ภัยธรรมชาติ” ไม่ควรกลายเป็นคำอธิบายสำหรับทุกความเสียหาย
ฝนตกหนักเป็นธรรมชาติ แต่การที่ประชาชนไม่มีน้ำดื่มหลายวัน ไม่มีอาหาร ไม่มีเรือหรือยานพาหนะเข้าถึง ผู้สูงอายุและผู้ป่วยไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้
สิ่งเหล่านี้บางส่วน สามารถวางแผนป้องกันได้
ทุกเขตควรมีบัญชีพื้นที่เสี่ยงและประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ พร้อมจุดเก็บอาหาร น้ำดื่ม ยา เครื่องปั่นไฟ เรือ และอุปกรณ์กู้ภัย เมื่อเกิดเหตุ ไม่ควรรอให้ประชาชนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ควรมีระบบที่สามารถส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้ทันที
แล้วมูลนิธิและอาสาสมัครต้องทำหน้าที่แทนรัฐบาลหรือ?
อีกภาพหนึ่งที่เห็นแล้วทั้งซาบซึ้งและอดตั้งคำถามไม่ได้ คือการที่ มูลนิธิ อาสาสมัคร และประชาชนทั่วไปต้องระดมกำลังกันนำอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยผู้ประสบภัย
ผมขอชื่นชมทุกคนจากใจจริงครับ นี่คือ “น้ำใจของคนไทย” ที่ไม่เคยทอดทิ้งกันในยามลำบาก
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องถามกันอย่างจริงจังว่า
“เมื่อเกิดภัยพิบัติ การช่วยเหลือประชาชนควรเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลหรือไม่?”
รัฐบาลควรเป็น เจ้าภาพหลัก เพราะมีทั้งงบประมาณ บุคลากร ฐานข้อมูล อำนาจตามกฎหมาย และทรัพยากรที่ภาคประชาชนไม่มี
ส่วนมูลนิธิและอาสาสมัครควรเป็น กำลังเสริมที่สำคัญ เพื่อช่วยให้เข้าถึงประชาชนได้เร็วขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น
เราไม่ควรสร้างระบบที่เมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วต้องถามว่า
“มูลนิธิไหนจะเอาเรือมา?”
“ใครจะเอาข้าวมาแจก?”
“ใครจะเอาน้ำดื่มเข้าไป?”
สิ่งเหล่านี้ควรมีแผนรองรับตั้งแต่ก่อนเกิดภัย รัฐบาลควรตอบได้ตั้งแต่วันแรกว่า
พื้นที่ไหนจะถูกตัดขาด ประชาชนกี่คนต้องได้รับความช่วยเหลือ อาหารอยู่ที่ไหน
น้ำดื่มอยู่ที่ไหน เรืออยู่ที่ไหน รถกู้ภัยอยู่ที่ไหน ศูนย์พักพิงอยู่ที่ไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ
เพราะมูลนิธิไม่ควรเป็น “ความหวังสุดท้าย” ของผู้ประสบภัย แต่ควรเป็น “พลังเสริม” ที่ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ผมอยากเห็นจากประเทศไทย
ผมอยากเห็นประเทศไทยมี “National Flood Emergency Plan” หรือแผนรับมืออุทกภัยระดับชาติที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกัน ตั้งแต่รัฐบาลกลาง กรุงเทพมหานคร จังหวัดโดยรอบ กรมชลประทาน หน่วยกู้ภัย ทหาร ตำรวจ โรงพยาบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และควรมีการซ้อมแผนจริงก่อนฤดูฝนทุกปี ไม่ใช่ซ้อมเฉพาะเจ้าหน้าที่ แต่ต้องให้ประชาชนรู้ด้วยว่า
ถ้าน้ำมา…ฉันต้องไปที่ไหน?
ถ้าไม่มีอาหาร…ฉันจะได้รับความช่วยเหลือจากใคร?
ถ้าผู้สูงอายุออกจากบ้านไม่ได้…ใครจะมารับ?
ถ้าไฟฟ้าดับและโทรศัพท์ใช้ไม่ได้…จะติดต่อใคร?
คำถามเหล่านี้อาจดูธรรมดาในวันที่ไม่มีน้ำท่วม แต่ในวันที่น้ำสูงถึงเอว
คำตอบเหล่านี้อาจหมายถึงชีวิตของคนคนหนึ่ง
จากคนไทยในอเมริกา…ถึงพี่น้องที่ประเทศไทย
ในฐานะคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ผมเชื่อว่าความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากในอเมริกาเวลามองภาพข่าวจากประเทศไทย ไม่ต่างจากผม เราอาจอยู่ห่างกันหลายพันไมล์
แต่เมื่อเห็นคนไทยด้วยกันต้องเดือดร้อน หัวใจเราก็ยังอยู่ที่ประเทศไทย
ขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนทุกคนที่กำลังประสบภัย ขอให้เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และผู้ที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกคนปลอดภัย และขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือกัน
น้ำอาจท่วมถนน น้ำอาจท่วมบ้าน แต่น้ำใจของคนไทยอย่าให้ท่วมไปกับน้ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ควรเป็นเพียงข่าวที่เราดูแล้วสงสาร ก่อนจะผ่านไปเมื่อระดับน้ำลดลง
แต่ควรเป็น บทเรียนราคาแพง ที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจังว่า
“ครั้งหน้า ถ้าฝนหนักกว่านี้…เราพร้อมหรือยัง?”
เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่เพียงคำปลอบใจหลังเกิดภัย
แต่คือ ระบบที่ทำให้เขาปลอดภัยก่อนภัยจะมาถึง
บ้านเขา เมืองเรา…ประเทศไทยคือบ้านของเรา
และผมเชื่อว่า คนไทยไม่ควรต้องร้องไห้เพราะไม่มีน้ำดื่มและอาหารในวันที่เกิดน้ำท่วมอีกต่อไป
โชคดีครับ
คิด ฉัตรประภาชัย