อันเนื่องมาจาก...อัคคีภัย

....และแล้ว....เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ไม่เคยคิดว่าจะได้เผชิญในชีวิตนี้ ก็ได้เดินทางมาหา...ให้ได้สัมผัส...ถึงบ้าน หวุดหวิด...ไปเกิดใหม่อีกแล้ว..ว..ว...

ไฟไหม้บ้าน !

เมื่อเวลาใกล้ๆ ตี 2 ของวันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม ในขณะที่ทุกคนในบ้าน... ซึ่งมีกันอยู่ 3 คน (แม่, ฉันและน้องชาย) กำลังนอนหลับสนิทได้ที่ จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงประหลาด...เปรี๊ยะๆ เปรี้ยงๆ คล้ายเสียงจุดประทัดเป็นระลอก...รู้สึกเหมือนดังขึ้นมาจากใต้พื้นบ้าน

เฮ้ย...แผ่นดินไหวแน่เลย

ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง...แล้วตั้งสติถามตัวเองว่า ควรต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในวินาทีต่อไป แต่ก็ถูกจิตใต้สำนึกกระทุ้งแทรกด้วยคำถามว่า...

“เฮ้ย...แม่ล่ะ...แม่จะรู้ไหมเนี่ย ? ต้องออกไปอยู่กับแม่ก่อนละ แม่จะได้ไม่ตกใจ...”

คิดได้ในทันทีนั้น...ก็ขยับตัวลงจากเตียง แต่อนาโตมี่ของแขนขาที่มีโรคประจำตัวข้ออักเสบอาศัยอยู่เนี่ย... มันช่างเคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย... ต้องยืนตั้งหลักบาลานซ์ตัวเองให้มั่นคงก่อน ถึงจะก้าวเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกได้...

โอ้...มายก็อดด... เกิดอะไรขึ้นละนี่...?

ควันดำเป็นม่านมืดพุ่งเข้ามากระทบหน้า...โหย...ร้อนมากๆ แสบหน้าแสบตาไปหมด...เหลียวซ้ายมาดูห้องนอนของแม่ที่อยู่ติดกัน...ก็...อ้าว...ประตูห้องเปิดอ้าอยู่...ไม่มีร่างแม่อยู่ในนั้น...คุณพระช่วย...แม่อยู่ไหน ?

“แม่...แม่อยู่ไหน...แม่...เกิดอะไรขึ้น ?”

ฉันส่งเสียงตะโกนร้องออกไป ขณะที่หลับหูหลับตาค่อยๆ ไถตัวเองเลียบชิดผนังทางเดินที่จะออกสู่ประตูหน้าบ้าน... โมเม้นท์นั้นจำเป็นต้องสูดควันเข้าไปอย่างไม่มีทางเลือก ความร้อนระอุเหมือนว่าอยู่ในตู้อบพิซซ่า... ความรู้สึกตอนนั้นมันยากที่จะอธิบาย...แต่ไม่ได้คิดว่ากำลังจะตาย !

“แม่อยู่นี่...ทางนี้...มาทางนี้...ไฟไหม้บ้าน ! ”

ได้ยินเสียงแม่ขานรับมาจากบริเวณทางออก...หน้าประตูบ้านให้อุ่นใจขึ้นมาหน่อย แต่ระยะทางเดินจากห้องนอนของฉัน...ต้องเดินคลำเลียบผนังฝ่าควันดำผ่านห้องนอนอีกห้อง และผ่านห้องน้ำใหญ่อีก จึงจะออกไปถึงบริเวณฮอลล์เวย์ทางออกหน้าประตูบ้าน ประมาณราว 15 ก้าวเดินเห็นจะได้...ก้าวของมนุษย์ขาสั้น...ที่มีโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เรื้อรังมาเนิ่นนาน...ก้าวแต่ละก้าวมันช่างยืดยาด...เอ้า...เร็ว...เข้า...โหย...แสบจมูก...เหม็นไหม้...ต้องกลั้นหายใจแล้ว...ไม่อยากสำลักควันไฟที่ร้อนฉ่า....

นี่ถ้าเป็นแป้งพิซซ่าชนิดกรอบบางของ Papa John ก็คงจะใช้เวลาอีกไม่ถึง 5 วินาที...ได้ที่พอดี ! โหย...ร้อนระอุ...ร้อนฉ่า...ร้อนหน้า...ร้อนตา ปวดแสบ...ปวดร้อน...ไปหมดแล้ว...

อาการงุ่มง่ามเหมือนปูหลงทางของฉัน ทำให้แม่หันกลับมาช่วยดึงตัวพาฉันมาที่ประตูบ้าน...เสียงไฟที่ลุกโหมหนัก...เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ...อยู่ด้านหน้าของเตาผิงในห้องรับแขก ทำให้อดที่จะเหลียวไปดูไม่ได้...โหย...กองไฟแดงลุกโชติช่วง...โปรยควันดำกระจายไปทั่วบ้าน...น่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด แม่พยายามที่จะหมุนน็อปประตูล็อคออกไป แต่ไม่ง่ายเลย...เพราะความร้อนจัดของน็อปประตู เราสองคนเกาะกันอยู่ราว 5 วินาที...

ที่สุด...แม่อีกนั่นแหละที่ตัดสินใจทนความร้อนจัดดีกรี ออกแรงหมุนน็อป...จนประตูบ้านเปิดออกได้ !

พอได้กระทบกับอากาศเย็นๆ ตอนตี 2... โหย...ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความร้อนผ่าว..ปวดแสบ...ปวดร้อนผิวที่ผ่านม่านควันไฟออกมาขึ้นไปใหญ่...เอาเหอะยังไงๆ ก็รอดตายออกมาได้ก็แล้วกัน

น้องชายปราดเข้ามาประคองแม่ให้พ้นจากตัวบ้านโดยเร็ว... ดูท่าเขายังงงตื่นตระหนกอย่างมาก เพราะเป็นคนแรกที่ได้ยินเสียงแตกลั่นเปรี๊ยะๆ ของเชื้อเพลิง ตื่นออกมาดู คิดว่าคุณแม่ไฮเปอร์ของตัวเองลุกขึ้นมารื้อของในห้องครัวแต่เช้ามืด...พอรู้เห็นไฟไหม้หนักในห้องรับแขก... ส่งควันดำโขมงตลบอบอวลไปทั่ว... ตัวเองสำลักควันไฟและด้วยความตกใจ...คว้าเก้าอี้โต๊ะกินข้าวห้องไดนิ่งรูม ฟาดกระทบบานหน้าต่างกระจกยาวในห้องนั้น...แล้วตัวเองก็กระโดดผ่านกระจกแตกออกมาด้วย...เพราะหายใจไม่ออก !

ครั้นออกมาแล้ว...นึกขึ้นได้ เฮ้ย...แม่กับพี่สาวยังอยู่ในบ้านนี่หว่า... พยายามเปิดประตูหน้าบ้านเข้ามาช่วย...ก็เปิดไม่ได้ ประตูล็อคต้องเปิดจากด้านในหรือใช้กุญแจไข...ทำไงให้ทันการดีล่ะ สัญชาติญาณนำให้วิ่งอ้อมไปทุบหน้าต่างห้องนอนผู้เป็นมารดา แล้วกลับมาเอาก้อนหินทุบหน้าต่างกระจกห้องนอนของฉัน...วิ่งวนกลับไปกลับมา โดยไม่รู้ตัวว่าเลือดไหลตามหน้า...แข้งขา...เพราะถูกกระจกบาด พอเห็นร่างของแม่กับพี่สาวพ้นประตูบ้านออกมาได้ ค่อยใจชื้นขึ้นมาระดับหนึ่ง...

แต่...บ้านที่อยู่มา 32 ปีนี่สิ...กำลังตกเป็นเชื้อเพลิง ไม่ได้...ไม่ได้...ต้องช่วยดับเพลิงไม่ให้ลุกลามมากขึ้น

ฉันเดาว่า...สมองในโมเม้นท์นั้นของเขาคงคิดร้อนรุ่มอย่างนั้น... โถ...คุณขา...ต้องเข้าใจนะคะว่า...บ้านใคร...ใครก็ต้องรักกว่าจะผ่อนหมดเป็นเจ้าของอย่างภาคภูมิใจ...ด้วยน้ำพักน้ำแรงน่ะ ต้องเสียหยาดเหงื่อไปไม่รู้จักเท่าไหร่นี่นะ...จะโทรบอก 911 แจ้งหน่วยดับเพลิง...โทรศัพท์ก็อยู่ในบ้าน...เขาวิ่งข้ามฟากไปกดออดเพื่อนบ้าน Mr & Mrs Campbell ที่สนิทสนม...ก็บังเอิญไม่มีใครอยู่...คงไปเวเคชั่นต่างรัฐ เขาวิ่งข้ามกลับมายังเพื่อนบ้านใหม่หลังถัดจากเรา Mr. McClay เพื่อขอความช่วยเหลือ...ช่วยโทร 911 ให้ทีเถอะ... ขณะนั้นแม่กับฉันพยุงกันและกัน มานอนแผ่หายใจร่อแร่อยู่กลางสนามหน้าบ้าน...ช่วยกันเปล่งเสียงร้อง...

“Help...Help...Help”

ไม่ได้ผล...ในยามวิกาลของเวลาตี 2 กว่าๆ นั้น ชาวบ้านหมกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม...กำลังหลับสนิทอย่างอุ่นสบายตัว หากจะได้ยินแผ่วๆ แว่วเข้ามาบ้าง ก็คงคิดว่าเป็นเสียงเรียก...ร้องให้ช่วยอยู่ในความฝัน...มากกว่า !

น้องชาย...ไปยืนเลือดหยดกดออก...ซ้ำรัวกำปั้นทุบหน้าประตูบ้านมิสเตอร์แม็คคเลย์เพื่อนบ้านอึดใจใหญ่เหมือนกัน...แหม...เวลาตี 2 นี่นะเป็นใครก็ต้องงัวเงียเป็นธรรมดา พอเปิดประตูบ้านเจอสภาพของเพื่อนบ้านที่มีบาดแผลเลือดไหลเป็นทาง...มาบอกว่า ไฟไหม้บ้าน...เท่านั่นแหละ...

มิสเตอร์แม็คคเลย์...ก็ตาสว่างในบัดดล... โทรแจ้ง 911 หน่วยดับเพลิงแล้ว... ดีใจหาย...ยังดึงลากสายยางรดน้ำต้นไม้บ้านตัวเองข้ามเขตบ้านมาช่วยฉีดน้ำเข้าไปในบ้านเราอีกแน่ะ

ระหว่างที่คอยหน่วยดับเพลิงและแอมบูแลนซ์เกือบ 15 นาทีนั้น มิสเตอร์เพื่อนบ้านกับน้องชาย ต่างช่วยกันลากสายยางฉีดน้ำกันฉุกละหุก น้องชายฉันน่ะ....ความรักบ้านจนลืมเจ็บ...ลากสายยางหน้าบ้านเข้าไประดมฉีดน้ำในบ้านอย่างเอาเป็น...เอาตายทีเดียว คราวนี้ไม่สำลักควันไฟแล้ว เพราะหน้าต่างกระจกห้องกินข้าว...แตกโล่ง และประตูบ้านเปิดกว้างให้มีอากาศได้ถ่ายเท...พอหายใจไม่ติดขัด

แม้ว่าพลังสายยางรดน้ำต้นไม้...จะน้อยนิด...ไม่สามารถหยุดดับไฟได้ แต่อย่างน้อยที่สุด...ก็ช่วยประคองไม่ให้พายุไฟโหมลามลุกโลดไปยังส่วนอื่นๆ ของบ้านได้...

(เม้าท์ต่อเสาร์หน้านะคะ...)