อันเนื่องมาจาก...อัคคีภัย (จบ)

ฉันกับน้องชายได้เปลี่ยนเตียงนอนอยู่ที่ ร.พ. รวม 4 วัน จึงได้กลับมาดูแลตัวเองที่บ้านของกัลยาณมิตร... คุณสมชัย-คุณวนิดา ทิพยรัตน์ เจ้าของร้านอาหารใจบุญ (สุริยา-พาสดีน่า) ที่สนิทสนมกันเหมือนญาติ

ด้วยเหตุที่ทางบริษัทอินชัวร์รันส์ยังหาที่พัก...ที่เราขอเลือกเป็นบ้านให้ได้ไม่ทัน เขาให้เลือกว่าเราจะไปพักชั่วคราวที่โรงแรมหรือคอนโดไหนดี... ซึ่งเราขอเลือกพักบ้านเพื่อนสนิทไปก่อน...จนกว่าทางอินชัวร์รันส์จะหาบ้านเช่าให้เราอยู่ชั่วคราวได้ไม่ห่างไกลนักจากบ้านเดิม... ในระหว่างที่บ้านเผชิญอัคคีภัยจะต้องถูกรื้อ...ซ่อมแซม...บางส่วนต้องทุบทิ้ง สร้างใหม่...กะประมาณว่าจะแล้วเสร็จราว 8-10 เดือนโน่นแน่ะ...

ทำไม่เราจึงตัดสินใจเลือก...มาพักอยู่ที่บ้านบนเขาเมืองเกล็นเดลน่ะรึคะ... ก็...แหม...ครอบครัวทิพยรัตน์ใจกว้างยังกะแม่น้ำ 5 สาย มาบรรจบรวมกันนะซีคุณ นอกจากความสะดวกที่เอื้ออำนวยหลายประการแล้ว คุณติ๋ว-วนิดายังให้ความเอาใจใส่ดูแล เป็นพยาบาลให้ฉันอยู่กลายๆ เพราะมือทั้ง 2 ข้างของฉันยังหยิบจับอะไรไม่ถนัดนัก...

หนักหนาที่สุด...ก็คือตอนอาบน้ำนั่นแหละ...เพราะมือยังถูกน้ำไม่ได้ คุณติ๋วเธอก็เลยต้องสวมวิญญาณ... Pet care taker (พยาบาลสัตว์เลี้ยง) จัดการประคับประคองแมวน้ำตัวแม่...ลงอ่าง อาบน้ำ...สระผม...โหย...ย...ทุลักทุเลเป็นที่สุด !!

พอได้มีเวลาพินิจพิจารณาดูหน้าตัวเองบนกระจกบานใหญ่...อย่างชัดๆ จึงได้รู้ว่า... พื้นผิวส่วนที่แพทย์กำจัดขัดเอาเขม่าไฟ ออกไปจากแผลพองบนใบหน้า...เพื่อกันการติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดมะเร็งผิวหนังนั้น...จะเป็นปื้นเหมือนปานแดงหลายปื้น...กลางหน้าผาก...ช่องว่างระหว่างคิ้ว...เปลือกตาข้างขวา กลางแก้มขวา...เหนือหยักริมฝีปาก...กลางไหปลาร้าด้านซ้าย... ฉันจะต้องขยันใช้ครีม E ถูทา...ถูทาวันละหลายๆ ครั้ง... สภาพใบหน้าคล้ายกับผีถูกน้ำร้อนลวกมาแล้ว...ถูกฉาบหน้าไว้ด้วยน้ำมันหมู...มันแผล็บ..บ แทบว่าเอาไปทอดกล้วยแขกได้ก็ละกัน...อยู่หน้ากระจกทีไรหดหู่ละเหี่ยใจอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ก่อนหน้าเผชิญอัคคีภัยก็ใช่ว่า...จะสะสวย ขนาดเข้าข้างตัวเองแทบตายก็ยังเห็นว่า...แค่พอดูได้ มาตอนนี้...อี้ย..ย...มันหมดสภาพ...ดูไม่ได้เอาเลยนะเนี่ย...เฮ้อ..อ...ต้องทำใจละ..

แต่...คุณหมอให้กำลังใจและยืนยันว่า...ปื้นปานแดงหลายจุดด่างจะค่อยๆ กลายเป็นสีดำ...แล้วก็จะค่อยๆ จางหายไปเอง... ตามกาลเวลา... จะหายสนิทนั้นกำหนดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพเซลล์ผิวของแต่ละคน...ซ้ำกำชับเข้มว่า

ห้ามถูกแดดเด็ดขาด ! ศัตรูตัวร้ายของผู้ประสบอัคคีภัย (Burn Victim) คือ...แสงแดดกล้า !

และนี่ก็คือ..เหตุผลที่อิฉันต้องทำตัวเป็น...หนู... (ไม่ใช่น้องหนูหรือคุณหนูนะเคอะ) หลบซ่อนตัวแต่ในรู...อยู่เป็นนานสองนานนี่แหละค้า...ขอสารภาพ หลายๆ คนที่ติดตามอ่านเรื่องราวของ “อัคคีภัย" มาตลอด 4 ตอน มาถึงคราวนี้คงหงุดหงิดใจ...คันปากอยากถามว่า...

“สาเหตุของไฟไหม้มาจากอะไรกันแน่ ?”

ฉันมีคำตอบที่ชัดเจนให้แล้วค่ะ.. ผลจากการ Investigation ได้หลักฐานออกมาว่า...เกิดจากสายไฟเส้นเก่าดึกดำบรรพ์ที่เดินใต้พรมในห้องรับแขก เกิดการเสียดสีกันตรงจุดสายเปื่อยจึงเกิดไฟช็อตขึ้น จากจุดนี้ที่อยู่ใต้โซฟาร์พอดี... ก็เลยเป็นเชื้อเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น...และตู้ปลาขนาด 60 แกลลอนพังพินาศไปได้อย่างฟรีสไตล์กระประมาณว่า....พระเพลิงพิโรธจัดอยู่นานเกือบ 15 นาทีเข้าไปแล้ว...น้องชายจึงได้ตกใจตื่นจากเสียงไหม้เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ...ของแรงโหมของไฟ...ที่เผาผลาญอย่างเมามัน...เพราะหน้าต่างประตูกระจกทุกจุดถูกปิดหมด...ในยามค่ำคืน

ฉันขอฉวยโอกาสฝากอุทาหรณ์เรื่องนี้...ให้เพื่อนนักอ่านที่พักอาศัยอยู่ในบ้านเก่า ที่สร้างมาแล้วอย่างน้อย 30-40 ปี หาเวลาตรวจเช็คการเดินสายไฟรุ่นไดโนเสาร์ดูบ้างนะคะ บางทีอาจถึงเวลาต้องซ่อมหรือเปลี่ยนระบบเดินสายใหม่แล้วก็ได้ อย่าชะล่าใจ...แก้ไขเสียก่อนที่จะสายเกินแก้...จะได้ไม่ต้องเจอกับเรื่องแย่ๆ เฉียดการถูกย่างสดอย่างที่ฉัน...น้อง...และแม่ได้ผจญมา...

หลังจากออกจาก ร.พ. มาแล้ว 2 วัน ฉันกับน้องชายก็มีคิว Follow up ต้องกลับไปให้แพทย์ตรวจดูผล และอาการแผลของเราทั้งสองคน ซึ่ง...ผ่านไปด้วยดีด้วยความพึงพอใจของคุณหมอ อีกทั้งเป็นวันที่แม่ต้องเข้า Surgery รอบ 2 .... เป็นรอบที่คุณหมอจะทำการแล่ผิวเนื้อหน้าขาของแม่ มาปะเติมผิวแขนทั้ง 2 ข้าง ที่เนื้อหลุดหายให้เสมอกัน...

ตอนที่เราเข้าไปเยี่ยม...แม่ออกจากห้องผ่าตัดมาแล้ว...ฤทธิ์ของยาแก้ปวดทำให้แม่หลับๆ ตื่นๆ... ฉันเชื่อว่าตอนนี้แม่คงจะเจ็บแผลหน้าขามากกว่าแผลที่ถูกลวก...เฮ้อ...สงสารแม่เหลือเกินแล้ว...แม่ไม่ต้องพูดบอก...ฉันก็ดูออกจากสายตาและสีหน้าว่า...แม่เจ็บแสนเจ็บแต่แม่เป็นหญิงเหล็ก...จะต้องอยู่...และสู้..สู้..สู้ ให้ถึงที่สุด

นอกจากฉันกับน้องชาย ที่สลับหน้ากันเข้ามาให้กำลังใจแม่แล้ว ก็ยังมีกัลยาณมิตรอีกหลายกลุ่ม...ที่ทยอยกันมาเยี่ยมและให้กำลังใจประมาณว่า 10 วัน ที่แม่ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาล West Hills นั้น แม่กลายเป็น คนไข้ป็อบปูล่าไปโดยปริยาย... เพราะมีคนมาเยี่ยมกันมากทุกวัน จนเหล่าพนักงานและพยาบาลทั่วทั้งชั้น 4 พูดกันให้อึงคนึงทำนองว่า...

สงสัย...แม่คงเป็นบุคคลอาวุโสที่สำคัญของสังคมไทย จึงมีลูกหลาน...ญาติสนิทมิตรสหาย สลับหน้ากันมาเยี่ยมเยียน แทบว่า...ห้องพักคนไข้ไม่ได้ว่างเลยตั้งแต่เช้า...ยัน 2 ทุ่ม มีคนมาให้กำลังใจ...มาเฝ้า...มาเอาใจใส่ตลอดเวลาทุกวัน ยังกับ....ซิเลปริตี้คนดังเลยนะ...ขอบอก !

กระทั่งว่า...ออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว...ก็ยังไม่ลดรา ขณะที่อยู่ในระหว่างพักฟื้น...รักษาสุขภาพ...กายภาพบำบัดตลอดระยะ 5-6 เดือนที่ผ่านมา ก็ยังมีกัลยาณมิตรมาเยี่ยมเยียน...ถึงที่บ้านเช่าชั่วคราวอีกอย่างไม่ขาดสาย...แม่ไม่เคยต้องรู้สึกเหงาหรือว้าเหว่...

เราทั้ง 3 คน... ฉัน, น้อง, และแม่ รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจไมตรี ที่ได้รับการเอื้อเฟื้ออาทรเป็นที่สุด จึงขอ...ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ได้ให้กำลังใจมาบนบรรทัดนี้อีกครั้งอย่างทั่วถึงกันนะคะ

ความเมตตากรุณา..ที่หลั่งไหลมาราวกับน้ำทิพย์ชะโลมใจนั้นจะถูกผลึกตราตรึงไว้ในความทรงจำของเรานาน...เท่านาน

อันเนื่องมาจาก...อัคคีภัย... เห็นทีจะได้ฤกษ์รูดม่านจบ...เอวัง...แล้วละค่ะ อิฉันเองก็จะขอวางปากกาสักพัก...เพราะตอนนี้ต้องจัดการกับภารกิจย้ายของ...จัดของเข้าบ้าน Shadow Hills ของเราเสียที !!