การนำเอามูลค่าของบ้านมาใช้สำหรับการพยาบาลระหว่างการเจ็บป่วยระยะยาว (Reserve Mortgage)

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน อย่างที่ทราบกันว่าถ้าหากว่าท่านมีเงินเก็บหรือรายได้เพียงพอ วิธีการดีที่สุดในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลระหว่างท่านเจ็บป่วยระยะยาวก็คือการซื้อประกัน Long Term Care เพราะท่านจ่ายเงินเพียงส่วนเล็กเพื่อได้ประโยชน์เพียงส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากว่าท่านคิดว่าไม่อยากจะเสี่ยงเสียเงินเปล่าเผื่อไม่ได้ใช้และท่านมีเงินเก็บอยู่มาก ท่านก็อาจจะสามารถใช้รายได้ที่มาจากการที่ท่านไม่ต้องทำงาน เช่น รายได้จากค่าเช่า รายได้จากธุรกิจ รายได้จากเงินปันผล ในการรักษาพยาบาลตัวท่านได้ แต่ถ้าท่านไม่มีรายได้เหล่านี้ ท่านก็ต้องใช้เงินเก็บที่สะสมมาในระหว่างที่ท่านทำงานไปจนกว่าเงินเก็บจะหมด หรือบางทีถ้าหากว่าท่านเป็นเจ้าของบ้าน ท่านสามารถนำเอามูลค่าบ้านไปเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกกันว่า Reverse Mortgage ค่ะ

อย่างที่ชื่อบ่งบอกนะคะ Reverse Mortgage คือการที่เราสามารถนำเอามูลค่าของบ้าน (Home Equity Loan) ออกไปกู้เงินซึ่งจะให้เงินสดออกมาใช้โดยที่ไม่ต้องขายบ้าน โดยส่วนใหญ่พวกนี้จะมีลักษณะคือ

- ท่านจะสามารถเลือกว่าจะรับเป็นเงินก้อนทีเดียวหรือให้บริษัทที่ให้กู้ยืมจ่ายให้ท่านเป็นรายเดือน หรือเปิดบัญชี Line of Credit ให้ท่านถอนเงินออกมาใช้ในยามที่ต้องการ

- ไม่มีเงื่อนไขในการใช้เงิน ท่านสามารถใช้เงินไปทำอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ

- อนุญาตให้ท่านอาศัยอยู่ในบ้านของท่านและยังคงความเป็นเจ้าของโฉนดบ้านและที่ดินได้

- ท่านต้องจ่ายภาษีที่ดิน ประกันบ้านและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมด้วยตัวเอง

- และท่านไม่ต้องจ่ายเงินที่กู้มาคืนตราบใดที่ท่านยังอาศัยอยู่ในบ้านของท่าน โดยเงินที่ท่านติดอยู่จะถูกจ่ายคืนให้กับบริษัทที่ให้กู้เมื่อผู้ที่กู้ยืมคนสุดท้ายซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นคู่สมรสที่อาศัยอยู่ในบ้านคนสุดท้าย เสียชีวิต ขาย หรือว่าย้ายออกจากบ้าน


คุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถกู้ยืมเงินได้ตามโปรแกรมนี้คือ

- ท่านจะต้องมีอายุอย่างน้อย 62 ปีขึ้นไป

- การกู้เงินแบบนี้ไม่เหมือนการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านทั่วไป ท่านไม่จำเป็นต้องแสดงรายได้และประวัติเครดิตการเงินเพื่อที่จะได้รับการอนุมัติเงินกู้

- บ้านที่จะนำมาขอกู้ยืมเงินจะต้องเป็นบ้านที่ท่านอาศัยอยู่หลัก (Primary Residence) เท่านั้น จะเป็นอสังหาริมทรัพย์อื่นที่ท่านถือครองไม่ได้

ในการขออนุมัติ ท่านจะต้องพบกับที่ปรึกษาในโปรแกรมที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลก่อนที่จะเริ่มกระบวนการกู้ยืมเงิน โดยที่ปรึกษาจะสามารถช่วยเหลือท่านในการตัดสินใจว่าโปรแกรมนี้เหมาะสมกับท่านหรือไม่


สิ่งหนึ่งที่ท่านควรจะพิจารณานอกเหนือไปจากข้างต้นคือ

- ท่านต้องใช้เงินที่ได้มาในการจ่ายเงินกู้ยืมในการซื้อบ้านอื่น หรือใช้ในการจ่ายหนี้สินอื่น ๆ ที่มีต่อบ้าน หรือใช้สำหรับการซ่อมบ้านเท่านั้น

- ตราบใดที่ท่านนำเงินที่ได้รับในแต่ละเดือน ท่านไม่ต้องเสียภาษีในเงินที่ท่านได้มาเหล่านี้ และจะไม่รวมเป็นรายได้หรือมีผลกระทบกับสิทธิ์ประโยชน์จากประกันสังคมหรือเมดิแคร์

- เงินที่ท่านได้ไม่นับรวมไปเป็นรายได้เพื่อการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของเมดิเคดหรือเมดิแคล

- เมื่อท่านได้เงินจากโปรแกรม Reverse Mortgage แล้ว หากท่านต้องการจะกู้ยืมเงินโดยใช้มูลค่าบ้านอีกก็จะเป็นการยาก แต่ท่านสามารถจะทำโปรแกรมรีไฟแนนซ์เพิ่มได้ถ้าหากว่าบ้านของท่านมีมูลค่าของบ้านเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับเงินแล้วค่ะ

- หากว่าทายาทของท่านต้องการจะเก็บรักษาบ้านไว้ต่อ ทายาทสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินที่ติดอยู่คืนให้กับบริษัทที่กู้เงิน หรือถ้าทายาทตัดสินใจที่จะขายบ้าน เขาก็สามารถจะเก็บเงินส่วนต่างหลังจากที่ทายาทจ่ายเงินที่ติดอยู่คืนให้กับบริษัทที่กู้เงินได้


ฟังดูก็ไม่เลวเลยนะคะโปรแกรมนี้ แต่สำคัญที่สุดคือก่อนการตัดสินใจก็คือท่านควรจะปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่ท่านไว้ใจได้ก่อนทุกครั้งค่ะ เพราะอย่างที่ทราบกระบวนการพวกนี้ถ้าหากทำไปแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก ฉบับหน้าเราจะมาพูดถึงวิธีในการหาเงินเพื่อมาใช้จ่ายระหว่างท่านเจ็บป่วยระยะยาวแบบอื่นกันต่อไป

บทความนี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปไม่ใช่เป็นการให้คำแนะนำ หากท่านมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ อยากจะถามคำถามในกรณีส่วนตัวท่านสามารถโทร.มาสอบถามกับผู้เขียนได้ที่เบอร์ (850) 598-1709 หรือจะอีเมลมาหาผู้เขียนที่ walaipank@gmail.com ก็ได้ค่ะ หากผู้เขียนไม่ได้รับสายก็ฝากข้อความไว้ได้ จะติดต่อท่านกลับไปภายหลัง รวมทั้งถ้าอยากจะติดตามบทความย้อนหลังก็สามารถติดตามได้ที่เวบไซด์ของหนังสือพิมพ์ไทยแอลเอ คอลัมน์ “เรียนรู้เมื่อต้องอยู่เมืองลุงแซม”


อ้างอิง: www.longtermcare.gov


วลัยพรรณ เกษทอง

22 มกราคม พ.ศ. 2564