

ปัญหาหนึ่งของผู้สูงอายุคือการสูญเสียการได้ยิน ซึ่งเกิดจากประสาทหูชั้นในค่อยๆ เสื่อมไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น แม้อาการหูตึงในผู้สูงวัยจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากเท่ากับโรคร้ายแรงอื่นๆ แต่ก็กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และอาจเกิดปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้ดูแลและผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุเข้าใจผิดเรื่องการรับประทานยาหรือการดูแลตัวเองจนส่งผลเสียต่อโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ หรือผู้สูงอายุอาจปลีกตัวออกจากสังคมเนื่องจากขาดความมั่นใจ จนเกิดภาวะเครียดและซึมเศร้าในที่สุด
สาเหตุของอาการหูตึงในผู้สูงวัย
เกิดจากเส้นประสาทหูและเซลล์ขนในหูชั้นในเสื่อมลงตามอายุ โดยเซลล์ขนส่วนฐานของคอเคลีย (cochlea) จะเริ่มเสื่อมก่อน ส่งผลให้เมื่ออายุมากขึ้นจะไม่ได้ยินช่วงเสียงแหลมความถี่สูง จากนั้นความเสื่อมจะค่อยๆ ลามไปถึงช่วงความถี่กลางซึ่งเป็นระดับของเสียงพูด จึงทำให้ผู้สูงอายุเริ่มฟังไม่ชัดเจน โดยเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้โรคเรื้อรังและการรับประทานยาบางชนิดอาจเป็นปัจจัยให้ประสาทหูเสื่อมเร็วขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ในบางกรณีหากปล่อยทิ้งไว้ภาวะหูตึงอาจเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นหูตึงขั้นรุนแรง
แค่ไหนเรียกหูตึง
หูตึง คือภาวะที่ความสามารถในการได้ยินลดลง ซึ่งมีระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน ดังนี้
เสียงที่ได้ยิน ระดับความรุนแรง
ได้ยินเสียงพูดคุยในระดับ 0-25 เดซิเบล ปกติ
ไม่สามารถได้ยินเสียงกระซิบ มีระดับการได้ยินที่ 26- 40 เดซิเบล หูตึงน้อย
ไม่ได้ยินเสียงพูดในระดับปกติ ระดับเสียงเพิ่มเป็น 41-55 เดซิเบล หูตึงปานกลาง
ไม่ได้ยินแม้คนที่พยายามพูดเสียงดัง ต้องใช้เสียงดังระดับ 56-70 เดซิเบล หูตึงมาก
เมื่อตะโกนก็ยังไม่ได้ยิน ด้วยระดับเสียง 71-90 เดซิเบล หูตึงขั้นรุนแรง
หากต้องใช้เสียงดังมากกว่า 91 เดซิเบลขึ้นไป หูหนวก
การวินิจฉัยอาการหูตึงในผู้สูงวัย
พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ด้วยการพูดคุยซักประวัติ ดูลักษณะอาการและภาวะการได้ยินเบื้องต้น
ตรวจหูอย่างละเอียด ตั้งแต่หูชั้นนอก หูชั้นใน แก้วหู บางกรณีอาจมีการตรวจระบบประสาท และเส้นประสาทสมองร่วมด้วย
การตรวจพิเศษต่าง ๆ เช่น การตรวจการได้ยิน (Audiogram) เพื่อประเมินระดับการสูญเสียการได้ยิน
เมื่อไหร่ผู้สูงวัยจึงควรตรวจการได้ยิน
มักขอให้คู่สนทนาพูดซ้ำหลายๆครั้ง
ดูโทรทัศน์เสียงดังกว่าปกติ
ได้ยินไม่ชัด บางคำหายไป ได้ยินไม่ครบทั้งประโยค
มีเสียงดังในหู
พูดเสียงดังกว่าปกติ
การป้องกันและชะลออาการหูตึง
หลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง
ไม่ใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ยกเว้นยาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
ถ้าหากรู้สึกเจ็บหูหรือมีของเหลวไหลออกจากหู ให้ปรึกษาแพทย์ทันที
ทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่น ความดัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินได้
การสื่อสารกับผู้สูงวัยที่สูญเสียการได้ยิน
พูดด้านหน้าของผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยิน
ไม่สวมหน้ากากอนามัย หรืออื่นๆ ที่ทำให้ผู้ฟังมองไม่เห็นรูปปาก
พูดเป็นประโยคสั้น กระชับ
พูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน แต่ไม่จำเป็นต้องตะโกน
ควรพูดขณะที่มีเสียงรบกวนรอบข้างน้อยที่สุด เช่น เสียงโทรทัศน์
การรักษาอาการหูตึง
เนื่องจากปัจจุบันไม่มียารักษาภาวะเสื่อมตามวัยของระบบประสาทหู ดังนั้นในกรณีที่อาการหูตึงในผู้สูงวัยมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาให้ใส่เครื่องช่วยฟัง (hearing aids) ซึ่งช่วยทำหน้าที่เสมือนเครื่องขยายเสียงให้ดังขึ้น โดยใส่ไว้ในช่องหู สามารถถอดเก็บได้ ในกรณีหูตึงขั้นรุนแรงหรือหูหนวก แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear implant) ในกระดูกก้นหอยที่อยู่ในบริเวณหูชั้นใน
หากเพิ่งเริ่มมีอาการหูตึงจากประสาทหูเสื่อมตามวัย ผู้สูงอายุควรระวังและดูแลไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น ด้วยการพบแพทย์สม่ำเสมอเพื่อตรวจเช็กระดับการได้ยิน นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง และพยายามควบคุมโรคเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยง รวมถึงไม่ควรซื้อยาหยอดหูมาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอและทำจิตใจให้แจ่มใส
ขอบคุณข้อมูล : พญ. สาวิตรี ชลออยู่ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา (หู คอ จมูก)
จากคะแนนรีวิวนักชิมทั่วโลก!
หอมมันกะทิ กรอบนอกนุ่มใน สูตรภูมิปัญญาพื้นบ้าน
จากเตาถ่านริมทาง สู่แชมป์ระดับโลก
นี่แหละ…ซอฟต์พาวเวอร์ไทยของจริง
ใครมีร้านอร่อยแนะนำกันมาเลย
#ขนมครก #TasteAtlas #ของหวานไทย #SoftPowerไทย #ยินดีไทยแลนด์
กลายเป็นประเด็นฮือฮาในโลกโซเชียล จากประกาศของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ปรับเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 3-6 มี.ค. หลังพบโรค ‘อีสุกอีใส’ ระบาดในกลุ่มนักศึกษา เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งโรคนี้ดูเหมือนจะเป็นโรคพื้นฐานที่ใครก็เคยเป็น แต่ความจริงแล้วหากเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ อาจมีความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลกว่าที่คิด
อีสุกอีใสเกิดจากอะไร ทำไมถึงติดต่อกันง่าย
โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายมากผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ
การหายใจ: สูดดมละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยกับผู้ติดเชื้อ
การสัมผัส: สัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือแผลของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน
เช็กอาการ “อีสุกอีใส” ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
อาการมักจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 10-21 วัน โดยแบ่งเป็นระยะดังนี้
ระยะแรก: มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ และเบื่ออาหาร (คล้ายไข้หวัด)
ระยะผื่น: เริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามใบหน้า ลำตัว และกระจายไปทั่วร่างกาย
ระยะตุ่มน้ำ: ผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส มีอาการคันอย่างมาก ก่อนจะค่อยๆ ตกสะเก็ด
ข้อควรระวัง: ในผู้ใหญ่ อาการมักรุนแรงกว่าในเด็ก และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือสมองอักเสบได้ หากมีอาการหายใจหอบหรือซึมลงต้องพบแพทย์ทันที
4 สาเหตุหลักที่ทำให้อีสุกอีใสในผู้ใหญ่รุนแรงกว่าเด็ก
การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน: ร่างกายผู้ใหญ่ต่อสู้กับไวรัสด้วยการสร้างการอักเสบที่รุนแรงกว่า ทำให้มีไข้สูง ผื่นเยอะ และเจ็บปวดมากกว่า
ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน: ผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะภายในสูง เช่น ปอดอักเสบ ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้
ระยะเวลาป่วยนานกว่า: ผู้ใหญ่ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเด็ก โดยตุ่มอาจใช้เวลาตกสะเก็ดและหายดีนานกว่า 10 วันหรือมากกว่า
โรคประจำตัวและสุขภาพ: หากมีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้น
ไขข้อสงสัย เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว เป็นอีกได้หรือไม่?
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ถ้าเคยเป็นตอนเด็กแล้ว จะติดเชื้อจากการระบาดครั้งนี้ได้อีกไหม?”
คำตอบคือ “มีโอกาสน้อยมาก แต่เป็นไปได้” โดยปกติเมื่อเป็นแล้วร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่ในรายที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้
อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่หายไปจากร่างกาย แต่จะไปหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท และอาจปรากฏออกมาอีกครั้งในรูปแบบของ “โรคงูสวัด” (Herpes Zoster) เมื่อร่างกายอ่อนแอ
วิธีรักษาและการป้องกันที่ถูกต้อง
ในปัจจุบันการรักษาเน้นไปที่การประคับประคองตามอาการ
การใช้ยา: ยาลดไข้ (หลีกเลี่ยง Aspirin), ยาแก้แพ้เพื่อลดการคัน และในรายที่อาการหนักแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส
การดูแลตัวเอง: ดื่มน้ำมากๆ ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
การป้องกันที่ดีที่สุด: คือการฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ซึ่งสามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
เช็กราคาวัคซีนอีสุกอีใส
หากคุณยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไม่แน่ใจว่าฉีดวัคซีนครบหรือยัง (ปกติควรฉีด 2 เข็ม) ราคาโดยประมาณในปัจจุบันมีดังนี้
โรงพยาบาลรัฐ / มหาวิทยาลัย: ประมาณ 800 - 1,100 บาท ราคานี้มักยังไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์ (ประมาณ 50-200 บาท)
โรงพยาบาลเอกชน: ประมาณ 1,500 - 2,500 บาท มักจัดเป็นแพ็กเกจ 2 เข็ม ราคาจะอยู่ที่ 3,000 - 4,500 บาท (รวมค่าบริการแล้ว)
คลินิกเอกชนทั่วไป: ประมาณ 1,200 – 1,800 บาท ราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อวัคซีนและค่าบริการแต่ละแห่ง
เงื่อนไขและข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีนอีสุกอีใสสำหรับผู้ใหญ่ ต้องฉีดกี่เข็ม
สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 13 ปีขึ้นไป) ต้องฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันขึ้นสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ (ป้องกันได้ประมาณ 94-98%)
ใครห้ามฉีดวัคซีนอีสุกอีใส
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์: และห้ามตั้งครรภ์หลังฉีดอย่างน้อย 1 เดือน
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง: หรือกำลังกินยากดภูมิคุ้มกัน
คนที่มีไข้สูง: ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
ฉีดแล้วยังเป็นได้ไหม?
มีโอกาสเป็นได้ แต่ความรุนแรงจะลดลงมาก ตุ่มจะน้อยกว่า (ไม่เกิน 50 จุด) ไข้ต่ำ และหายเร็วขึ้นกว่าคนที่ไม่ฉีดเลย
วัคซีนอีสุกอีใส เบิกประกันสังคมได้ไหม
วัคซีนอีสุกอีใส ไม่สามารถเบิกประกันสังคมได้ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในหมวด “วัคซีนทางเลือก” ไม่ใช่วัคซีนพื้นฐานตามสิทธิประกันสังคม ซึ่งจะครอบคลุมเฉพาะวัคซีนบางชนิดตามเงื่อนไข เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (สำหรับผู้ประกันตนอายุ 50 ปีขึ้นไป) หรือ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า/บาดทะยัก ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือถูกกัดเท่านั้น
แนะนำวิธีรับมือความเครียดจากการเสพข่าวสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเทคนิค Digital Detox และวิธีสังเกตอาการ Doomscrolling จากจิตแพทย์ เพื่อการดูแลสุขภาพจิตของวัยทำงานในยุคข้อมูลล้น
สถานการณ์ สงครามตะวันออกกลาง ที่ทวีความรุนแรงและปรากฏบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง กำลังกลายเป็น “พิษร้าย” ต่อสุขภาพจิตของใครหลายคนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอาการ Doomscrolling หรือการไถหน้าจออ่านข่าวร้ายซ้ำๆ จนเกิดความวิตกกังวล เราชวนฟังคำแนะนำจากจิตแพทย์ พร้อมวิธีทำ Digital Detox เพื่อกู้คืนความสมดุลให้จิตใจ และวิธีเช็กข้อมูลให้ชัวร์ก่อนแชร์ เพื่อหยุดวงจรความเครียดในระยะยาว
รู้จัก Doomscrolling พฤติกรรมเสพติดข่าวร้ายที่ทำลายสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว
ในยุคที่ข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว วัยทำงานหลายคนตกอยู่ในสภาวะ “Doomscrolling” คือการหยุดไม่ได้ที่จะติดตามข่าวเชิงลบ เช่น ข่าวสงครามตะวันออกกลาง แม้จะทำให้รู้สึกหดหู่หรือหวาดกลัวก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าการเสพข่าวร้ายต่อเนื่องกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดมากเกินจำเป็น ส่งผลต่อการนอนหลับ และสมาธิในการทำงาน
3 วิธีแก้เครียดและรับมือความรู้สึกดิ่งจากจิตแพทย์
กรมสุขภาพจิตและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแนะว่า การตระหนักรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด หากคุณเริ่มมีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย หรือมองโลกในแง่ร้ายเกินจริง ควรเริ่มปฏิบัติดังนี้
รับรู้และยอมรับ: ยอมรับว่าความรู้สึกเศร้าหรือกังวลเป็นเรื่องปกติ แต่อย่าให้ความรู้สึกนั้นเข้าครอบงำการใช้ชีวิตประจำวัน
จำกัดเวลาการรับสื่อ: กำหนดเวลาดูข่าวเพียงวันละ 2 ช่วง เช่น เช้าและเย็น ช่วงละไม่เกิน 15-30 นาที
โฟกัสสิ่งที่มีอิทธิพลต่อเราได้จริง: สนใจเรื่องในชีวิตประจำวันที่เราควบคุมได้ เช่น งาน งานอดิเรก หรือคนในครอบครัว
Digital Detox ปิดหน้าจอ พักใจจากสมรภูมิออนไลน์
การทำ Digital Detox ไม่ใช่การตัดขาดจากโลกภายนอก แต่คือการ “จัดระเบียบ” การรับสื่อ เพื่อให้สมองได้พักผ่อน
Mute/Unfollow: ปิดการแจ้งเตือนจากเพจที่นำเสนอภาพความรุนแรง หรือพักการติดตามบัญชีที่กระตุ้นความวิตกกังวล
No Screen Before Bed: งดเช็กข่าวอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อป้องกันอาการสมองตื่นตัวจากข่าวร้าย
หาพื้นที่ปลอดภัย: เปลี่ยนกิจกรรมจากการไถโซเชียลเป็นการอ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือออกกำลังกายเพื่อหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน
เช็กให้ชัวร์ก่อนแชร์ รับผิดชอบต่อสังคมและสุขภาพจิตผู้อื่น
หนึ่งในต้นเหตุความเครียดคือ “ข่าวปลอม” (Fake News) หรือข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อสร้างความตกใจ ดังนั้นก่อนจะกดแชร์ควร
ตรวจสอบแหล่งที่มา: เลือกรับข่าวจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ มีกองบรรณาธิการตรวจสอบชัดเจน
ระวังพาดหัวชวนเชื่อ (Clickbait): หากพาดหัวใช้ถ้อยคำรุนแรงเกินจริง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
หยุดคิดก่อนคลิก: ถามตัวเองว่าการแชร์นี้มีประโยชน์หรือเพียงแค่เพิ่มความตระหนกให้คนรอบข้าง
การติดตามเหตุการณ์ สงครามตะวันออกกลาง เป็นเรื่องที่ทำได้เพื่อความเท่าทันสถานการณ์โลก แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความพอดี การใช้หลัก Digital Detox และการคัดกรองข้อมูลอย่างมีสติ จะช่วยรักษา สุขภาพจิต ของคุณให้แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และลดความเครียดสะสมที่อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ที่นครฉงชิ่ง เมืองแห่งภูเขา ทางตะวันตกของประเทศจีน เมื่อวันตรุษจีนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดทดสอบ “บันไดเลื่อนเสินหนี่ว์” บันไดเลื่อนยักษ์กลางแจ้ง ที่ยาวถึง 905 เมตร
บันไดเลื่อนนี้ เชื่อมต่อจุดสำคัญหลายแห่ง อย่างหน่วยงานรัฐบาล โรงพยาบาล โรงเรียน และท่าเรือ สร้างขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชน ที่ต้องเดินอ้อมและเดินขึ้นเขา
โดยบันไดเลื่อนนี้ มีความสูงต่างระดับกว่า 240 เมตร ประกอบไปด้วยบันไดเลื่อน 21 ตัว ลิฟต์แนวตั้ง 8 ตัว ทางเดินเท้าแบบเคลื่อนที่ได้ 4 ตัว สะพานลอยคนเดิน 2 แห่ง และทางเดินข้าม 2 แห่ง
ระหว่างการเดินทางผ่านทางบันไดเลื่อนยักษ์นี้ จะสามารถชมวิวของเขตสามผา และช่องเขาอูเสียได้แบบพาโนรามา แห่งอูซาน ที่จะมองเห็นภูเขาสลับซับซ้อนและแม่น้ำยิ่งใหญ่อยู่เบื้องล่าง ทำให้บันไดเลื่อนนี้ นอกจากจะเป็นเส้นทางสัญจรแล้ว ก็ยังเป็นจุดเช็กอินใหม่ของเมืองฉงชิ่งอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ สามารถร่นระยะเวลาในการเดินทาง จากเกือบ 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น
ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ทั้งคนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองที่เป็นเมืองภูเขา ทำให้การเดินทางอาจจะยากลำบาก
โดยได้มีการเปิดให้ประชาชนทดลองใช้บริการฟรี 5 วัน คือระหว่างวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ ในช่วงเวลากลางวัน โดยไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า
ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และเสียค่าบริการคนละราว 3 หยวน หรือราว 15 บาท...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/indepth/news_5614746
มะพร้าวน้ำหอม (ภาษาอังกฤษ : Aromatic Coconut หรือ Fragrant Coconut) ผลไม้ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากเนื้อและน้ำมะพร้าวที่มีความหวานละมุนชื่นใจแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย น้ำมะพร้าวดื่มเพื่อคลายร้อน อีกทั้งความหวานจากธรรมชาติของมะพร้าวน้ำหอม ยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายอีกด้วย
จุดเด่นของ "มะพร้าวน้ำหอม" กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
มะพร้าวน้ำหอมของไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก จนต่างชาติเรียกกันว่า "Nam Hom Coconut" ซึ่งเป็นสายพันธุ์มะพร้าวที่โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมหวานตามธรรมชาติ มีจุดสังเกตง่ายๆ คือ ผลสีเขียวอ่อน เปลือกบาง มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เนื้อมะพร้าวมีความนุ่ม น้ำมะพร้าวใส รสหวานละมุน ไม่ฝาด แถมยังดื่มง่ายอีกด้วย
ประโยชน์ของมะพร้าวน้ำหอม มีสรรพคุณอย่างไร
มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ เปรียบเสมือนแร่ธาตุจากธรรมชาติ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุจำเป็นหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยมีสรรพคุณและประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
ช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย
เติมความสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย
โพแทสเซียมช่วยควบคุมสมดุลความดันโลหิต
เนื้อมะพร้าวมีไขมันดีที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
ทั้งนี้ ภูมิปัญญาชาวไทยสมัยก่อนจะนิยมดื่มมะพร้าวน้ำหอมในช่วงอากาศร้อน เพื่อเติมความสดชื่นให้ร่างกาย โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องดื่มที่ให้ความหวานสังเคราะห์ อีกทั้งเนื้อมะพร้าวน้ำหอมยังนิยมนำไปทำขนมไทยหลากหลายชนิด ส่วนน้ำมะพร้าวน้ำหอม สามารถนำไปดัดแปลงทำเป็นเครื่องดื่ม และวุ้นมะพร้าวได้หลากหลายเมนู
ไขข้อสงสัย "มะพร้าวน้ำหอม" จำนวน 1 ลูก มีกี่แคลอรี
เนื้อมะพร้าวน้ำหอมขนาดกลาง 1 ลูก จะให้พลังงานประมาณ 63 แคลอรี แม้จะเป็นความหวานจากธรรมชาติ แต่ก็ยังมีน้ำตาลอยู่พอสมควร ใครที่ควบคุมน้ำหนักและควบคุมปริมาณน้ำตาล จึงควรบริโภคในปริมาณเหมาะสม
โทษของมะพร้าวน้ำหอม หากกินมากเกินไปจะเป็นอย่างไร
แม้มะพร้าวน้ำหอมจะมีประโยชน์ การดื่มวันละ 1 ลูก หรือแบ่งดื่มพอประมาณ ถือว่าเหมาะสมสำหรับคนทั่วไป แต่การบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาด้านสุขภาพต้องควบคุมน้ำตาลและโพแทสเซียม เช่น
ผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคไต
ผู้ที่ต้องควบคุมพลังงานหรือไขมัน
อย่างไรก็ตาม มะพร้าวน้ำหอมไม่ใช่แค่เครื่องดื่มคลายร้อนดับกระหาย แต่ยังเป็นแหล่งแร่ธาตุจากธรรมชาติที่ช่วยเติมพลังให้ร่างกาย หากดื่มอย่างพอดี เลือกผลที่สดสะอาด ก็ถือเป็นตัวเลือกสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับเมนูอาหาร ขนม และเครื่องดื่มไทยได้อีกหลายชนิด