ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



ไทย จับมือกว่า 30 ประเทศ คุ้มครองสัตว์ป่าโลก ผลักดันโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

กระทรวงทรัพยากรฯ ร่วมประชุม Global Wildlife Program 2023 Annual Conference จากผู้แทนกว่า 30 ประเทศ คุ้มครองสัตว์ป่าโลก ผลักดันโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

28 พ.ย. 66 – นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรฯ ได้ร่วมเปิดการประชุม Global Wildlife Program 2023 Annual Conference ร่วมกับดร.อาเดรียน่า โมเรร่า ผู้แทนสำนักเลขาธิการ Global Environment Facility (GEF)

ซึ่งกระทรวงทรัพยากรฯ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ ธนาคารโลก (World Bank) ในฐานะผู้จัดการโครงการคุ้มครองสัตว์ป่าโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พ.ย. – 1 ธ.ค. 66 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาล โครงการคุ้มครองสัตว์ป่าโลก หน่วยงานบริหารโครงการกองทุนสิ่งแวดล้อม (GEF Agency) องค์การระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตร และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกว่า 100 คน 10 กว่าองค์กรจาก 30 ประเทศ เข้าร่วมโครงการ ที่โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ

นางชญานันท์ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าว เป็นการนำเสนอและเรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินงาน และผลสำเร็จของโครงการคุ้มครองสัตว์ป่าโลก และเพื่อเป็นการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน โดยโครงการคุ้มครองสัตว์ป่าโลก ได้รับการพัฒนาขึ้นจากแผนงานการอนุรักษ์สัตว์ป่าเพื่อการพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยมี 38 ประเทศร่วมดำเนินโครงการเพื่อต่อต้านอาชญากรรมสัตว์ป่าและพืชป่า แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า และสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ผ่านโครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณ

รองปลัดทส. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ประเทศไทย โดยกรมอุทยานฯ เคยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ GEF-5 (พ.ศ. 2554 – 2558) ในการดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อเพิ่มศักยภาพในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการบริหารจัดการผืนป่าตะวันตก และ GEF-6 (พ.ศ. 2558 – 2561) ในการดำเนินโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เน้นงาช้าง นอแรด เสือโคร่ง และตัวลิ่น และยังได้รับการอุดหนุนงบประมาณ GEF-8 (พ.ศ. 2565 – 2569) ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนารายละเอียดกิจกรรมของโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ให้คณะมนตรีกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกพิจารณาอนุมัติต่อไป


วิวาห์อลังการ 100ล. เจ้าบ่าวอดีตทายาทสายการบินดัง ทุ่ม Hermes แจกแขก 2,000 คนในงาน

งานแต่งทายาทอดีตสายการบินดัง เนรมิตวิวาห์สุดอลังการกว่า 100 ล้านบาท ทุ่ม Hermes มูลค่า 14 ล้านแจกแขก 2,000 คนในงาน

เว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานเรื่องราวทำฮือฮาบนโลกโซเชียล โดยงานวิวาห์สุดอลังการของ 2 ทายาทมหาเศรษฐีแห่งอินโดนีเซีย ท่ามกลางความหรูหราฉากอลังดั่งเทพนิยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชำร่วยที่มอบแก่แขกทั้งหลาย ก็มีมูลค่ารวมกว่า 14 ล้านบาท

ตามรายงานเบื้องต้นเผยว่า งานวิวาห์ที่จัดขึ้นโดยเจ้าบ่าว คือ นายไรอัน แฮร์ริส ลูกชายของ นายพิน แฮร์ริส อดีตประธานสายการบินแอร์เอเชียของอินโดนีเซีย และว่าที่เจ้าสาวของเขาก็คือ เกว็น แอชลีย์ วิโดโด ลูกสาวของมหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนับเป็นตระกูลดังระดับประเทศทั้ง 2 ฝ่าย

โดยพิธีแต่งงานสุดหรูหราของบ่าวสาว จัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะเวสทิน ซูราบายา ในเมืองซูราบายา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 2,000 คน ภายในงานยังเต็มไปด้วยเซเลบ คนดัง มากมาย รวมถึงศิลปินจากทั้งในและต่างประเทศอย่าง Brian McFadden จาก Westlife และ Keith Duffy จาก Boyzone ได้เข้าร่วมแสดงในงานด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับคนทั้งประเทศ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของชำร่วยที่ทำเอาโลกโซเชียลตาลุกวาวไปตามๆ กัน โดยในส่วนของชำร่วยที่แขกทุกคนที่มางานกว่า 2,000 คนจะได้รับนั้น มาจากแบรนด์หรูอย่าง Hermes ซึ่งพบว่าของแต่ละชิ้นมีมูลค่าอยู่ที่ 268 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือราว 7,000 บาท หรือคิดเป็นราคารวมทั้งหมดกว่า 536,000 ดอลลาร์สิงคโปร์หรือราว 14 ล้านบาท

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเช่าสถานที่ ซึ่งคู่บ่าวสาวแทบจะเหมาทั้งโรงแรมสำหรับจัดงาน รวมถึงห้องบอลรูมและห้องสำหรับแขก ตามรายงาน เผยว่า คู่บ่าวสาวต้องใช้เงินอย่างน้อย 2 – 3 ล้านดอลลาร์สิงค์โปร์หรือราว 52 – 78 ล้านบาท สำหรับวันพิเศษสุดอลังการของพวกเขา

ทั้งนี้ คู่บ่าวสาวลงทุนไปถ่ายพรีเวดดิ้งไกลถึงประเทศฝรั่งเศส เพื่อจะเก็บภาพงานแต่งของพวกเขาให้เป็นความทรงจำที่สวยงาม


‘เหงา’อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก! อนามัยโลกประกาศเป็นภัยคุกคามสาธารณสุข

28 พ.ย. 2566 นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงเทศกาลลอยกระทงที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ว่า ยังคงมีความเชื่อผิดๆ ว่าต้องลอยกระทงคู่กันกับคนรัก เทศกาลนี้จึงทำให้บางคนเกิดอารมณ์ที่สร้างความทุกข์รบกวนใจ คือ ความเหงา ที่ไม่สามารถจัดการได้ ในเรื่องของสุขภาพ

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ความเหงา (Loneliness) เป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุข พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อการเชื่อมต่อทางสังคม ผลการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งพบว่า ความเหงา ความโดดเดี่ยว การแยกตัวจากสังคม การอยู่คนเดียว ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ

“ข้อมูลทั่วโลกมีคน 1 ใน 4 คนที่เผชิญภาวะความเหงา ไทยพบผู้สูงอายุที่มีภาวะเหงาเพิ่มขึ้น ผลจากครอบครัวขยายน้อยลง ผู้สูงวัยใช้ชีวิตโดยลำพัง ขณะที่เยาวชนส่วนหนึ่งรู้สึกโดดเดี่ยว นำไปสู่ความเสี่ยงทางสุขภาพและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร จากการพึ่งพายาเสพติด สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครียด และการฆ่าตัวตาย” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันความเหงาถูกยกระดับเป็นภัยสุขภาพระดับโลกเร่งด่วน โดย นพ.วิเวก เมอร์ฟี (Vivek Murthy) แพทย์ประจำรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (Surgeon General of the United States) เสนอ 6 มาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหา 1.สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม เช่น สวนสาธารณะ จุดพบปะสังสรรค์ พื้นที่สร้างสรรค์ในชุมชน 2.มาตรการด้านกฎหมายสนับสนุนการลาหยุดพักผ่อนระดับครอบครัว เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์

3.จัดระบบสุขภาพ คัดกรองผู้ที่ภาวะความเหงาและปัญหาสุขภาพจิต สำหรับไทยได้สร้างกลไกนี้อย่างเป็นรูปธรรม 4.ส่งเสริมศักยภาพให้ประชาชนรู้เท่าทันดิจิทัล เป็นเครื่องมือส่งเสริมการสื่อสารออนไลน์ ทำให้ไม่โดดเดี่ยว 5.ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับความเหงาเพิ่มมากขึ้น และ 6.สร้างวัฒนธรรมการพบปะพูดคุย ลดการแยกตัวจากสังคม ทั้ง 6 ข้อเสนอ สามารถนำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับไทยบนฐานสภาพสังคมและวัฒนธรรมไทย

“ความเหงาไม่ใช่เรื่องปัจเจกหรือปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง สสส. มีนโยบายมุ่งเน้นพัฒนาเมืองที่ดีต่อสุขภาวะ ชวนผู้กำหนดนโยบายพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาความเหงาเชิงระบบ ร่วมกันออกแบบเมืองลดความเหงา ปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในชุมชนเป็นพื้นที่สาธารณะต้นแบบ เข้าถึงได้ง่าย สนับสนุนให้มีกิจกรรมทางกาย เป็นพื้นที่ส่วนรวมของทุกคนในสังคม ควบคู่การรณรงค์สื่อสารสร้างความตระหนักถึงภัยของความเหงา คือ ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวทิ้งท้าย


ชาวเบตงเลี้ยงผึ้งชันโรง'ผึ้งจิ๋วแต่แจ๋ว'ในสวนยางพารา สร้างรายได้ให้กับครอบครัว

(28พ.ย.66)ที่ บ้านธารไม้แก้ว ฟาร์มผึ้งชันโรง หรือ เจนลี่ฟาร์ม (JANELY FARM) หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่สวนยางพารา กว่า 60 ไร่ ของนางอภิญญา รัตนสุขใส และสามี ได้ปรับพื้นที่เล็กๆ 4-5 ไร่ ในการเลี้ยงผึ้งชันโรงพันธุ์อิตาม่า มีรังกว่า 70 รัง ในการเลี้ยงเพื่อขยายตลาด และสร้างอาชีพให้กับครอบครัว

นางอภิญญา รัตนสุขใส เจ้าของเจนลี่ฟาร์ม เล่าว่า ชันโรง หรือที่รู้จักกันคือ ผึ้งจิ๋ว ถือเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เป็นตัวในการผสมเกสรให้พืชติดผลผลิตมากขึ้น ชันโรง เป็นแมลงผสมเกสรตัวเล็กจิ๋ จัดอยู่ในจำพวกผึ้งแต่ไม่มีเหล็กในเหมือนผึ้ง โดยน้ำหวานและเกสรของชันโรงมีราคาแพงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป เพราะรังของชันโรงหายากและมีปริมาณน้ำหวานน้อย

และมีความเชื่อกันว่าน้ำผึ้งชันโรงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารของฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ต้านเชื้อโรค ยับยั้งการเติบโตของเชื้อราและจุลินทรีย์ได้ รวมไปถึงยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย คุณลักษณะทั่วไปของน้ำผึ้งชันโรง จะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีสรรพคุณทางยาสูงกว่าน้ำผึ้งปกติถึง 2 เท่า ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักทางธรรมชาติ รสชาติจะต่างตามชนิดสายพันธุ์และชนิดดอกไม้ที่เป็นแหล่งอาหาร จึงเป็นที่ต้องการของคนรักสุขภาพ

นางอภิญญา กล่าวอีกว่า ตนได้เริ่มทำฟาร์มผึ้งชันโรงในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา หลังจากสามีเกษียณอายุการทำงานจากประเทศจีน จึงได้กลับมา อ.เบตง บ้านเกิดและมีเพื่อนบ้านให้ลองชิมน้ำผึ้งชันโรงเลยชื่นชอบ และสนใจที่จะเลี้ยงผึ้งชันโรง และศึกษาตามโซเชียลช่องทางต่างๆ โดยเริ่มจากซื้อรังผึ้งชันโรงจากเกษตรกรที่เลี้ยงก่อนหน้านี้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 80 รัง

โดยเฉพาะผึ้งชันโรงสายพันธุ์อิตาม่า เนื่องจากมีความขยันที่จะผลิตน้ำหวานและดูแลง่าย ไม่มีพฤติกรรมการทิ้งรัง ไม่เลือกตอมดอกไม้ที่ชอบ ไม่ดุร้ายหรือไม่ต่อย รัศมีการบินหากินไม่เกิน 3000 เมตร มีสัดส่วนในการเก็บเกสร ร้อยละ 80 และน้ำต้อย ร้อยละ 20 สามารถเลี้ยงแบบอยู่กับที่หรือเคลื่อนย้ายได้ ทนต่อสภาพการปิดรังได้นานนับ 10 วัน เพื่อการเคลื่อนย้ายรังไปหาอาหาร การเลี้ยงแต่ละรังมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี มีพฤติกรรมการเก็บยางไม้ น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงมีคุณสมบัติทางยาได้ จึงได้นำมาเลี้ยงบริเวณบ้านในสวนยางพารา

พร้อมปลูกพืชต่างๆ ทั้งไม้ดอก ไม้ผล ช่วยผสมเกสรพืชทางการเกษตรได้ดี มีการปลูกไม้ดอกหลากสีที่ชันโรงชื่นชอบ เพื่อสะดวกต่อการบินหาอาหารในรัศมีไม่ไกลจากแหล่งที่อยู่อาศัยมากนัก สามารถเก็บน้ำหวานไปขายได้ 4-5 ครั้ง ต่อปี ได้บริมาณรังละ 2 กิโลกรัมต่อปี ตอนนี้ได้เริ่มวางจำหน่ายบ้างแล้ว เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP กลุ่มเลี้ยงผึ้งชันโรงธารไม้แก้ว จำหน่ายฃที่ศูนย์ One Stop Service อาณาจักรของฝากเมืองเบตง ที่โรงเรียนอนุบาลเบตง (สุภาพอนุสรณ์) โดยจำหน่ายขวดละ 385 บาท หากปริมาณ 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัม 750- 900 บาทซึ่งในอนาคตจะมีการส่งออกไปยังประเทศจีน เชื่อว่าจะทำให้มีราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัว ผู้สนใจน้ำผึ้งชันโรง ติดต่อได้ที่คุณอภิญญา 080-0721929


รู้หรือไม่ 'นอนมากเกินไป' ส่งผลร้ายต่อสมองได้

นอนมากเกินไป หรือที่เรียกว่า โรคนอนเกิน มีผลวิจัย 16 เรื่อง ที่ตรงกันว่าผู้ที่นอนนานเกินกว่า 9 ชม. ต่อวัน จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่นอน 7 – 8 ชม. ถึง 1.3 %

ใครๆ ก็เคยได้ยินว่า “ต้องนอนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่ดี เพราะการนอนน้อยไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ” แต่รู้หรือไม่ว่าการ นอนมากเกินไป หรือที่เรียกว่า โรคนอนเกิน (Hypersomnia) ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่นกัน แล้วโรคนี้เป็นอย่างไร วันนี้ พญ.บุษราลักษณ์ ธนวัฒนาเจริญ แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) จะพามารู้จักโรคนี้กันค่ะ

โรคนอนเกิน เป็นโรคที่หลับเกินพอดี หรือโรคขี้เซา ที่ยิ่ง นอน มากเท่าไหร่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ และจะ นอนหลับ ยาวนานเกิน 8 ชม.ขึ้นไป จะมีอาการดูเฉื่อยชา ไร้ชีวิตชีวา ทานน้อยแต่กลับอ้วนง่าย เพราะ การนอน ทำให้กระเพาะอาหารไม่ย่อย จึงเกิดเป็นตัวอาหารและไขมันสะสม นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้าได้ง่ายถึง 49% ซึ่งถือว่ามากกว่าคนปกติ เป็นผลเสียระยะยาว ที่อาจทำให้เราคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ และมีอาการของโรคอื่นๆ ตามมา ดังนี้

ทำร้ายสมอง เพราะจะทำให้สมองเฉื่อยชา ส่งผลให้ทำอะไร และคิดอะไรเชื่องช้า กลายเป็นคนไร้ชีวิตชีวา ขยับตัวน้อยลง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

อ้วนง่าย น้ำหนักเกินที่จะส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมายทั้ง โรคหัวใจ, ความดัน, เบาหวาน เป็นต้น และต่อให้กินน้อยก็สามารถอ้วนได้ เพราะกระเพาะอาหารไม่ค่อยได้ทำงานนั่นเอง

กลายเป็นคนซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนง่าย ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข ซึ่งในปี 2012 ได้มีการศึกษากับกลุ่มผู้หญิงสูงวัย โดยในคนที่ นอน มากกว่าวันละ 9 ชม. และน้อยกว่าวันละ 5 ชม. สมองจะทำงานแย่ลงในระยะเวลา 2 ปี เพราะฮอร์โมนในร่างกาย และสารเคมี “ซีโรโทนิน” และ “เอนดอร์ฟิน” ที่เป็นสารแห่งความสุขลดต่ำลง

ภาวะมีบุตรยาก ได้มีการศึกษาจากผู้หญิงในเกาหลีใต้ เมื่อปี 2013 พบว่าผู้ที่นอนในระยะเวลา 7 – 8 ชม. ต่อวัน จะมีโอกาสติดลูกได้มากกว่า ผู้ที่นอนนานเกินวันละ 9 ชม. เป็นจำนวนถึง 650 คน เพราะฮอร์โมน และรอบเดือนของผู้หญิง จะเป็นปกติก็ต่อเมื่อต้องได้รับการพักผ่อนที่พอดีอีกด้วย

เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตเร็ว เมื่อปี 2010 ได้มีผลวิจัย 16 เรื่อง ที่ตรงกันว่าผู้ที่นอนนานเกินกว่า 9 ชม.ต่อวัน จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่นอน 7 – 8 ชม. ถึง 1.3 % เพราะผู้ที่ นอนมากเกินไป จะหลับง่าย และใช้เวลานาน ทำให้ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับ หรือออกกำลังกายใดๆ จึงไม่สามารถเพิ่มออกซิเจนแก่อวัยวะภายใน เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ง่าย

การนอนที่ดี และถูกต้องควรนอนอย่างไรนอน ให้อยู่ในช่วง 6 – 8 ชม. ต่อวันเท่านั้น ห้ามน้อยหรือมากกว่านี้ และควรนอนให้ตรงเวลา ตื่นก็ให้ตรงเวลา โดยควรจะนอนก่อน 4 ทุ่ม แล้วตื่นประมาณ ตี 5 ถึง 6 โมงเช้า แค่นี้ก็กระปรี้กระเปร่าเตรียมรับเช้าวันใหม่ อย่างสดชื่นได้แล้ว

อาบน้ำก่อนนอนทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนหนักแค่ไหน ก็ควรที่จะอาบน้ำก่อนนอน เพราะถ้าเราไม่อาบจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว เหนียวตัวจากคลาบเหงื่อไคลที่เราต้องเจอมาตลอดทั้งวัน จนทำให้รู้สึกนอนไม่หลับไปในที่สุด

นอนเวลากลางคืนเท่านั้น ไม่ควรนอนเวลากลางวัน หรือถ้านอนกลางวันก็ไม่ควรนอนนานเกิน 1 ชั่วโมง เพราะอาจจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ หรือในคนที่นอนกลางวันนานเกิน 2 ชม.ขึ้นไป ก็จะเริ่มเสี่ยงที่จะนอนกลางคืนเร็วขึ้น และยาวนานขึ้นอีกด้วย

ทำกิจวัตรทุกอย่างในชีวิต ให้เป็นระเบียบ ตรงเวลา และสม่ำเสมอ หรือในบางคนอาจเรียกเวลาเหล่านี้ว่า “นาฬิกาชีวิต” เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างมีระเบียบ สุขภาพกายและใจก็จะดีขึ้นทันตาเห็น

ไม่ควรใช้ยานอนหลับ ในรายที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังเด็ดขาด ควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนด้วยตัวเอง จะได้ไม่เกิดอันตรายจากการดื้อยา จนต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ และในรายที่นอนจนเกินไป ก็ไม่ควรใช้ยากระตุ้นประสาทเพื่อให้ไม่นอน และปลุกให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณเกิดอาการหลอน และกลายเป็นอาการทางจิต ประสาทไปในที่สุด

หากยังมีปัญหาสุขภาพ การนอน ไม่หลับ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แพทย์ได้วางแผนโปรแกรมการรักษาได้อย่างถูกวิธี


ตรวจสุขภาพประจำปี' รู้ทันโรคร้าย ก่อนสายเกินแก้

การ 'ตรวจสุขภาพประจำปี' คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่างๆ ที่ ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้วางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง

หลายคนอาจไม่เคยมีอาการเจ็บป่วย จนมองข้ามการ ตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเห็นว่าไม่มีความสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นความเสี่ยงต่อการเป็นโรคก็เพิ่มสูงขึ้น เช่น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ ซึ่งความผิดปกติในระยะเริ่มแรก อาจไม่มีอาการแสดง จนกระทั่งเกิดอาการในระยะลุกลามและยากต่อการรักษา

การ ตรวจสุขภาพประจำปี สามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยรายการตรวจจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เพศ และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของแต่ละบุคคล โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ดังนี้

วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ

วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอ็กซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตร้าซาวน์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น

กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตร้าซาวน์หัวใจ มีความสำคัญมาก และอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว และมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา

สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอ็กซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

งดดื่มน้ำและอาหาร อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้

งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

ไม่ต้องหยุดยาที่รับประทานเป็นประจำ แต่ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ยกเว้นยาโรคเบาหวานที่ต้องงดก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ

ผู้หญิงไม่ควรตรวจสุขภาพช่วงก่อนและหลังมีประจำเดือน 1 สัปดาห์ เพราะจะมีเลือดปนในปัสสาวะและทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อน

การเอ็กซเรย์ ต้องไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือเสี่ยงตั้งครรภ์ หากมีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ต้องไม่อยู่ในช่วงที่มีประจำเดือน หรือก่อนมีประจำเดือน 7 วัน

ทั้งนี้การ ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะระยะเริ่มต้นของโรคร้ายอาจแฝงตัวอยู่กับผู้ที่มีสุขภาพดีได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซี่งการตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยให้รู้ทัน โรคร้าย และสามารถรักษาป้องกันได้ ก่อนที่จะสายเกินไป