

นักท่องเที่ยววันละพันคน เข้าชมปราสาทตาควาย-เนิน 350 สร้างรายได้ชาวบ้านในพื้นที่ ปลุกเศรษฐกิจชุมชน กองทัพภาคที่ 2 เปิดให้เข้าชมถึง 16 เม.ย.นี้
หลังจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสงบลง กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมโบราณสถานปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นครั้งแรกในรอบปี ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. - 15.00 น. ณ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รำลึกถึงวีรกรรมของทหารกล้า และเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
กองทัพภาคที่ 2 โดยกองอำนวยการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวประจำพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 รายงานการดูแลอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว วันที่ 14 เม.ย.69 ดังนี้
พัน.ร.22 ให้บริการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ที่เข้าเยี่ยมชมปราสาทตาควาย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อการปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมโบราณสถานปราสาทตาควาย โดยมียอดนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชม โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าชมวันนี้ทั้งหมด 3,696 คน และมีรถขึ้นมารับส่งนักท่องเที่ยว จำนวน 946 คัน
มีการออกจำหน่ายร้านค้า โดยประชาชนในพื้นที่ กว่า 10 ร้าน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
ขณะเดียวกันก็มีการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ที่เจ็บป่วยระหว่างการท่องเที่ยว โดยมีการช่วยเหลือจำนวน 32 คน ผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ทั่วไปปกติ
ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือดระหว่างการปะทะสองครั้งใหญ่ในปี 2568 (เดือนกรกฎาคมและธันวาคม) โดยกองกำลังกัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานทัพ โบราณสถานได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการสู้รบ และพื้นที่โดยรอบยังมีความเสี่ยงจากกับระเบิดที่ยังเก็บกู้ไม่หมด โดยเฉพาะเนิน 350 ซึ่งเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
เจาะลึกประโยชน์กระเจี๊ยบเขียวต่อโรคเบาหวาน ช่วยคุมน้ำตาล ลดไขมัน พร้อมคำเตือนสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาเบาหวาน
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ล่าสุด “กระเจี๊ยบเขียว” ผักพื้นบ้านที่หลายคนมองข้าม กำลังกลายเป็นที่สนใจในวงการแพทย์ หลังมีงานวิจัยชี้ว่าอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและไขมันได้ มาดูกันว่าซูเปอร์ฟู้ดชนิดนี้มีดีอย่างไร และควรทานแบบไหนถึงจะได้ผลดีที่สุด
กระเจี๊ยบเขียว (Okra) พลังผักสีเขียวเพื่อผู้ป่วยเบาหวาน
กระเจี๊ยบเขียว หรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Lady’s Fingers” ไม่ได้เป็นเพียงผักที่ใช้ประกอบอาหารให้อร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี, วิตามินบี (ไทอะมีน, ไนอะซิน), กรดโฟลิก และแคลอรีต่ำ ที่สำคัญคือมี “ใยอาหาร” สูงมาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และ 2 รวมถึงเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ส่อง 4 คุณประโยชน์เด่น ทำไมกระเจี๊ยบเขียวถึงดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน
จากการรวบรวมงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่ากระเจี๊ยบเขียวมีส่วนช่วยในด้านต่างๆ ดังนี้
1. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
งานวิจัยในปี 2023 (Systematic Review) ระบุว่า การบริโภคกระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังไม่มีผลโดยตรงต่อค่าสะสมน้ำตาล (HbA1c) แต่ถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการคุมระดับน้ำตาลรายวัน
2. ใยอาหารสูง อิ่มนาน ชะลอการดูดซึมน้ำตาล
ใยอาหารชนิดละลายน้ำในกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร
3. ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
ผู้ป่วยเบาหวานมักมีความเสี่ยงโรคหัวใจร่วมด้วย กระเจี๊ยบเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระและใยอาหารที่ช่วยลดระดับไขมันเลวในเลือด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
4. ลดอาการเหนื่อยล้า
งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้เร็วขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อควบคุมโรค
ข้อควรระวัง กระเจี๊ยบเขียว ไม่ใช่ “ยาเทวดา”
แม้จะมีประโยชน์ แต่กระเจี๊ยบเขียว “ไม่ใช่ยาแทนอินซูลิน” และมีข้อควรระวังสำคัญคือ
โรคนิ่วในไต: กระเจี๊ยบเขียวมีสาร “ออกซาเลต” (Oxalates) สูง หากกินมากเกินไปอาจทำให้เกิดนิ่วในไตได้
ปฏิกิริยาต่อยา: หากคุณกำลังทานยา “เมทฟอร์มิน” (Metformin) ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะกระเจี๊ยบเขียวอาจไปขัดขวางการทำงานของยาบางชนิดได้
กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักทางเลือกที่มีประโยชน์สูงต่อผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการแพทย์เน้นย้ำว่า “ห้ามหยุดยาปัจจุบันเพื่อหันมาทานกระเจี๊ยบเขียวเพียงอย่างเดียว” ควรทานเสริมภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ที่มา: Healthline
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง โควิด 19 สายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายเร็ว BA.3.2 ทำไมเรียกชื่อเล่นว่า “จั๊กจั่น” เนื้อหาระบุว่า โควิด 19 ไม่ได้หมดไป และยังจะอยู่กับเราตลอดไป การเรียกชื่อโควิด 19 ถ้าเรียกเป็นตัวอักษร A B C และตัวเลข นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อระบบนี้ว่า Pangolin หรือตัวนิ่ม แต่จะเป็นการยากที่เข้าใจ ดังนั้นองค์การอนามัยโลกเลยตั้งชื่อเป็นอักษรละติน โดยเริ่มตั้งแต่แอลฟา เบต้า แกมม่า และไล่มาเรื่อยๆจนมาถึงโอมิครอน
ในยุคของโอมิครอน ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก โดยมีไวรัสในกลุ่ม BA.1, BA.2 BA.3…..BA.5 และถ้ามีลูกหลานต่อไป สายพันธุ์ก็หยุดตรงโอมิครอน และเรียกลูกหลานโดยใส่จุดต่อไปเช่น BA.2.1 BA.2.8.6 และเมื่อกลายพันธุ์มากขึ้นก็ขยับตัวอักษรขึ้นไปเรื่อยๆจาก BA จนถึง BZ แล้วก็ขยับไปเรื่อยๆเราจะเห็นสายพันธุ์ที่เราคุ้นเช่น JN.1 ที่ระบาดมากเมื่อ 2 ปีก่อน แล้วก็มาเขยิบตัวอักษรขึ้นเป็น NB.1 และระบาดมากในปีที่แล้วเป็น NB.1.8.1 การเรียกชื่อแบบนี้เป็นการยากที่ชาวบ้านจะเข้าใจ
จึงมีการตั้งชื่อเล่น ของเชื้อโควิด 19 ที่ผ่านมา โดยเอาชื่อดวงดาวมาตั้งบ้าง ชื่อเทพนิยายของกรีก และชื่อต่างๆตามการกลายพันธุ์ก็มี มาตั้งเป็นชื่อเล่นที่ผ่านมา เพื่อให้เป็นการง่ายสำหรับการเข้าใจของบุคคลทั่วไป
การแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19 จะแตกลูกหลานออกไปเรื่อยๆจากเดิมเป็นสายพันธุ์อู่ฮั่นหรือเดิมเรียกว่าสายพันธุ์ S เมื่อมาระบาดนอกประเทศจีน ก็เป็นสายพันธุ์ L สายพันธุ์ L แต่ลูกหลานที่แพร่กระจายได้เร็วก็เข้ามาแทนที่คือสายพันธุ์ G แต่ต่อมาก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นตัวอักษรลาตินตามองค์การอนามัยโลก แล้วแตกลูกหลานเลือกมา
สายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2024 ที่พร้อมกับ BA.1, BA.2……
แต่สายพันธุ์ BA.3 เป็นสายพันธุ์ที่สงบนิ่งไม่มีลูกหลาน สู้สายพันธุ์ BA จุด 2 ไม่ได้ ที่แตกลูกหลานออกมาจนถึงปัจจุบัน สายพันธุ์ BA.3 โดยเฉพาะ BA.3 หลบซ่อนนิ่งอยู่ตั้งแต่ปี 2024 แล้ววันดีคืนดี มีการกลายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็น BA.3.2 ที่ติดต่อได้ง่าย โผล่ขึ้นมาหลังจากสงบนิ่งมานานกว่า 2 ปี เมื่อแพร่กระจายง่ายก็เข้ามาครองตลาดแทนที่สายพันธุ์ที่มาจากลูกหลานของ BA.2 ที่ไปไกลถึงสายพันธุ์ K และ P แล้ว ซึ่งเกิดปรากฏการณ์หลังจากซ่อนนิ่ง แล้วโผล่ขึ้นมานี้ มีพฤติกรรมคล้ายกับจั๊กจั่น
วงจรชีวิตของจั๊กจั่นตัวแก่จะขึ้นจากดินมาร้องเพลงให้เราฟังและผสมพันธุ์ออกไข่เป็นจำนวนมากใช้เวลาเพียง 2-3 เดือนเท่านั้นในฤดูร้อน หลังจากนั้นไข่ก็จะร่วงลงดินเกิดเป็นตัวอ่อนนิ่ม ใช้ลงไปในดิน และเปลี่ยนแปลง เป็นตัวหนอนที่อยู่ใต้ดิน 1 ถึง 2 ฟุต กินรากไม้เป็นอาหารหลบซ่อนอยู่เป็นปี หรือหลายปี แล้วก็โผล่พรวดออกมาลอกคราบเป็นตัวแก่มาร้องเพลง การหลบซ่อนเป็นระยะยาวนาน เช่นนี้จึงเปรียบเสมือนโควิด 19 สายพันธุ์ BA.3.2 เลยตั้งชื่อสายพันธุ์นี้ว่า Cicada แปลว่าจั๊กจั่น เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายกับจั๊กจั่น
ไวรัสนี้ไม่ได้มีพาหะหรือซ่อนตัวอยู่ในจั๊กจั่นหรือไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับตัวจั๊กจั่น เป็นเพียงพฤติกรรมที่คล้ายกันเท่านั้น
เชื้อนี้ไม่ได้ก่อความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น เพราะเคยกล่าวไว้แล้วว่าการกลายพันธุ์อย่างไรก็ตามแต่ส่วนใหญ่แล้วจะลดความรุนแรงของโรคลง และไวรัสก็จะอยู่กับเราตลอดไป
สำหรับในประเทศไทยฤดูกาลของโควิด 19 กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะหลังสงกรานต์และเข้าสู่ฤดูฝนโดยจะเริ่มตั้งแต่พฤษภาคมไปจนถึงกันยายน จะเป็นฤดูกาลที่มีอุบัติการณ์สูงของทุกปีที่ผ่านมา เตรียมตัวกันได้แล้วครับ
ช่วงนี้ฝุ่น PM 2.5 กลับมาอีกแล้ว อยากหนีไปสัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุดในประเทศไทย หมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นจุดหมายที่ใครหลายคนอยากไป แต่คำถามยอดฮิตคือ “คีรีวง ไปยังไง” ไทยรัฐออนไลน์ขออาสาเปิดคู่มือแนะนำการเดินทางสู่คีรีวง ไม่ว่าจะขับรถไปเอง บินลัดฟ้า หรือนั่งรถสาธารณะ ก็สามารถเดินทางไปสูดโอโซนและเช็กอินชุมชนต้นแบบแห่งนี้ได้
แจกพิกัดวิธีเดินทางไปคีรีวง นครศรีธรรมราช ฉบับอัปเดต 2569
การเดินทางไปยังหมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปัจจุบันถือว่าสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกรูปแบบการเดินทางได้ตามความเหมาะสมและงบประมาณ
1. เดินทางด้วยเครื่องบิน สะดวกและประหยัดเวลา
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ใช้เวลาบินจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง/สุวรรณภูมิ) มาลงที่สนามบินนครศรีธรรมราช เพียง 1 ชั่วโมงนิดๆ
เมื่อถึงสนามบิน สามารถใช้บริการรถตู้เข้าเมือง รถแท็กซี่ หรือรถรับจ้าง เพื่อไปลงที่ "ตลาดยาว" ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจุดจอดคิวรถสองแถว นครฯ-คีรีวง หรือหากต้องการความคล่องตัว สามารถเช่ารถยนต์ขับจากสนามบินตรงไปยังคีรีวงได้เลย ใช้เวลาขับรถจากสนามบินประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมง
2. สายชิล เน้นชมวิว เดินทางด้วยรถไฟ
เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาและชอบซึมซับบรรยากาศ สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เลือกลงที่ สถานีรถไฟนครศรีธรรมราช แนะนำให้จองตู้นอนปรับอากาศเพื่อความสะดวกสบาย เมื่อถึงสถานีแล้ว สามารถเดินหรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปคิวรถสองแถวได้เลย
3. เดินทางด้วยรถทัวร์ สายประหยัดเซฟงบไว้กินฉ่ำ
สามารถขึ้นรถโดยสารปรับอากาศจาก สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) มาลงที่ บขส. นครศรีธรรมราช ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10-12 ชั่วโมง มีให้เลือกทั้งแบบ VIP และแบบธรรมดา แนะนำให้เดินทางรอบค่ำเพื่อไปถึงในช่วงเช้า เมื่อถึง บขส. นครศรีธรรมราช ให้นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถสองแถวรับจ้าง ไปยังคิวรถตลาดยาวเช่นเดียวกัน
4. รถยนต์ส่วนตัว แวะเที่ยวจอยได้ตลอดทาง
จากกรุงเทพฯ ปักหมุดตาม Google Maps ไม่มีหลง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) มุ่งหน้าลงใต้ ผ่านเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร จากนั้นเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี เข้าสู่เขต จ.นครศรีธรรมราช แล้วเปลี่ยนไปใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4015 มุ่งหน้าสู่อำเภอลานสกา ป้ายบอกทางไป "คีรีวง" จะมีให้เห็นอย่างชัดเจนตลอด เส้นทางลาดยางตลอดสาย ขับขี่ง่าย แต่ควรใช้ความระมัดระวังในช่วงที่เข้าสู่พื้นที่เนินเขาและทางโค้ง
จากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไป “คีรีวง ยังไง”
สำหรับคนที่ไม่มีรถส่วนตัว
การเดินทางเข้าหมู่บ้านคีรีวง ระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ถือเป็นไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ เพราะคุณจะได้นั่ง “รถสองแถวไม้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคีรีวง
พิกัดขึ้นรถ คิวรถสองแถวสาย นครศรีฯ - คีรีวง จะจอดอยู่ที่ ตลาดยาว (บริเวณสี่แยกตลาดยาวหรือใกล้ๆ กับวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช) รถออกตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 - 16.00 น. ควรไปถึงคิวรถก่อนบ่ายสามโมงเย็นเพื่อความชัวร์
ค่าโดยสาร ประมาณ 50 บาท/คน อัปเดตราคา ณ จุดขึ้นรถอีกครั้ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ถึง 1 ชั่วโมง รถจะไปจอดส่งถึงกลางหมู่บ้านคีรีวงเลย
การเดินทางภายในหมู่บ้านคีรีวง
เมื่อมาถึงหมู่บ้านแล้ว การสัญจรภายในชุมชนสามารถทำได้ง่ายๆ 3 วิธี
สายลุย เดินเท้า เหมาะสำหรับการเดินเล่นถ่ายรูปบริเวณสะพานคีรีวง และหาของกินแถวตลาดชุมชน
สายชิล เช่าจักรยาน เป็นวิธียอดฮิต ได้ปั่นรับลมเย็นๆ ชมสวนสมรมและวิถีชีวิตชาวบ้าน ร้านเช่าจักรยานมีบริการทั่วไปในหมู่บ้าน
สายแว้น เช่ารถมอเตอร์ไซค์ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการขับขึ้นเขาไปชมน้ำตกวังไม้ปัก หรือจุดที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา
มาเยือนหมู่บ้านที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทยทั้งที จะพลาดจุดไฮไลต์ไปได้อย่างไร รวมมาให้แล้ว 7 จุดเช็กอิน เที่ยวคีรีวง ไม่แวะถือว่าพลาด
การเดินทางไป “คีรีวง” ในปัจจุบันนั้นสะดวกสบายและมีตัวเลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งทริปครอบครัวที่เน้นความสะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัว และทริปสายลุยแบกเป้ที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นผ่านการนั่งรถสองแถวไม้ รู้วิธีเดินทางแบบนี้แล้ว วันหยุดยาวรอบหน้าอย่าลืมปักหมุดคีรีวงไว้ในอ้อมใจ
Tips สำหรับคนเวลาน้อย
การเดินทางหากมาจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ใช้เวลาขับรถประมาณ 40-50 นาที แนะนำให้เช่ารถยนต์หรือใช้บริการรถรับจ้างจะคุมเวลาได้ดีกว่ารถสองแถว
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ องค์การนาซา (NASA) เผย ยาน Orion พร้อมนักบินอวกาศทั้ง 4 ในภารกิจ Artemis 2 ได้เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย เมื่อเวลาประมาณ 07.07 น. วันที่ 11 เมษายน 2026 (ตามเวลาประเทศไทย) โดยลงจอดบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นับเป็นการจบภารกิจการนำมนุษย์เดินทางกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี สำเร็จอย่างสมบูรณ์
การเดินทางกลับสู่พื้นผิวโลกของภารกิจ Artemis 2 ยาน Orion ได้แยกส่วนก่อนเดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยยานแคปซูลได้แยกตัวออกจากยานบริการ (Service Module) ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพื่อเดินทางไปและกลับจากดวงจันทร์ เหลือเพียงแคปซูลที่บรรทุกนักบินทั้ง 4 โคจรเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกที่ความสูงประมาณ 120 กิโลเมตร และเคลื่อนที่ลงสู่พื้นผิวโลกด้วยความเร็วประมาณ 40,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศทำให้เกิดการเสียดสีทำให้เกิดความร้อนสูงที่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 2,700 องศาเซลเซียสรอบยาน โดยจะเห็นยานถูกห่อหุ้มเปลวไฟลุกโชน เมื่อผ่านช่วงเสียดสีกับชั้นบรรยากาศยานได้กางร่มชูชีพออกเพื่อชะลอความเร็วตามลำดับความสูง และได้ลงจอดสู่มหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีทีมกู้ภัยของสหรัฐฯ รอรับ นำตัวนักบินและยานแคปซูลกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย
การเดินทางไปเยือนดวงจันทร์ในครั้งนี้ ได้เดินทางออกจากโลกตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2026 (ตามเวลาประเทศไทย) และได้ถึงจุดหมายพร้อมกับโคจรอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ในวันที่ 7 เมษายน 2026 และใช้แรงเหวี่ยงของดวงจันทร์ส่งยานกลับมายังโลก ด้วยวิธีการเดินทางแบบ Free - return trajectory และกลับสู่โลกในวันที่ 11 เมษายน 2026 รวมระยะเวลาเดินทางไป - กลับ 10 วัน ตามแผนการที่นาซาได้วางไว้
และการเดินทางของภารกิจ Artemis 2 ในครั้งนี้ ยังได้มี 4 นักบินอวกาศร่วมเดินทางไปด้วย ได้แก่ นักบินอวกาศ รีด ไวส์แมน (Reid Wiseman) ผู้บัญชาการภารกิจ (Mission Commander) , นักบินอวกาศ วิคเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover) , นักบินอวกาศ คริสตินา คอช (Christina Koch) และ นักบินอวกาศ เจเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen) ถือเป็นภารกิจการนำมนุษย์เดินทางกลับไปเยือนดวงจันทร์ได้สำเร็จอีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 ที่เป็นเที่ยวบินสำรวจดวงจันทร์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1972
ข้อมูล – ภาพอ้างอิง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
- nasa.gov (Artemis II Flight Day 9: Crew Prepares to Come Home)
- NASA’s Artemis II Crew Comes Home (Official Broadcast)