

ใครมีปัญหานอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท ลองนำ “เคล็ดลับการนอนหลับ” จากนานาประเทศไปปรับใช้ ทั้งการแช่เท้า ดื่มชา และจัดที่นอน เพื่อสุขภาพการนอนที่ดี ช่วยแก้หลับยากอย่างเป็นธรรมชาติ
ปัญหานอนไม่หลับ และเคล็ดลับการนอนหลับจากนานาชาติ
อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า เป็นปัญหาคลาสสิกที่บั่นทอนสุขภาพของคนทั่วโลก แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการแก้ปัญหา แต่ละวัฒนธรรมต่างก็มี “เคล็ดลับการนอนหลับ” ที่สืบทอดกันมาเพื่อช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Healthline ได้รวบรวมเทคนิคที่น่าสนใจจากหลากหลายประเทศ ซึ่งคนไทยเองก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นวิธีแก้หลับยากในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน
7 วิธีแก้หลับยาก จากนานาประเทศ
1. จีน: ผ่อนคลายด้วยการแช่เท้าและพุทราจีน
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน การแช่เท้าด้วยน้ำอุ่นก่อนนอนช่วยดึงพลังงานหรือ “ชี่” (Qi) จากศีรษะลงสู่เบื้องล่าง ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการนอนหลับ สามารถเพิ่มเกลือยิปซั่มหรือน้ำมันหอมระเหยที่ปลอดภัยต่อผิว เช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ ลงไปในน้ำอุ่นได้
นอกจากนี้ ชาวจีนยังนิยมรับประทาน “พุทราจีน” ซึ่งมีสารซาโปนิน (Saponins) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มระยะเวลาการหลับลึก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูได้ดีที่สุด
2. อินเดีย: ปรับสมดุลด้วยสมุนไพรตำรับอายุรเวท
ในศาสตร์อายุรเวทของอินเดีย นิยมใช้สมุนไพร “โสมอินเดีย” (Ashwagandha) มานานนับพันปีเพื่อลดความเครียดและคลายความวิตกกังวล งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า โสมอินเดียช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการเริ่มหลับ (Sleep Latency) และช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดที่เป็นตัวการทำให้นอนไม่หลับ
3. สวีเดน: เครื่องดื่มอุ่นๆ และโปรตีนช่วยหลับ
ชาวสวีเดนมีเคล็ดลับการนอนหลับด้วยการดื่ม “Välling” ซึ่งเป็นนมอุ่นผสมข้าวโอ๊ตบดก่อนเข้านอน นมอุ่นมีสารประกอบที่ช่วยส่งเสริมวงจรการนอนหลับ ทั้งทริปโตเฟน แมกนีเซียม เมลาโทนิน และเซโรโทนิน นอกจากนี้ยังมีการรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) สูง เช่น เนื้อกวางเอลก์ สำหรับบริบทคนไทยอาจเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ปีกอย่างไก่ หรือธัญพืชที่มีทริปโตเฟนสูงในมื้อเย็น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเมลาโทนินอย่างเป็นธรรมชาติ
4. ฟินแลนด์: คลายกล้ามเนื้อด้วยการอบซาวน่า
ธรรมเนียมการอบซาวน่าในช่วงค่ำของชาวฟินแลนด์ เป็นอีกหนึ่งวิธีแก้หลับยากที่มีประสิทธิภาพ การอบซาวน่าช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย คลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด และทำให้รู้สึกง่วงนอนได้ง่ายขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายเริ่มลดลงหลังจากการอบ สิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำเพื่อชดเชยเหงื่อที่เสียไปให้เพียงพอ
5. ญี่ปุ่น: ที่นอนฟูกติดพื้น
ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการนอนบนฟูกที่เรียกว่า “ชิกิบุตง” (Shikibuton) ซึ่งเป็นที่นอนปูบนพื้นและพับเก็บได้ ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ฝ้ายหรือขนสัตว์ แม้จะยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ออกมารองรับแน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าการนอนบนฟูกที่ราบและแน่น ช่วยรองรับแนวกระดูกสันหลังและอาจบรรเทาอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับได้
6. อเมริกาใต้และอเมริกากลาง: เปลญวนและตุ๊กตาคลายกังวล
หลายประเทศในแถบนี้มองว่า “เปลญวน” เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการนอน งานวิจัยพบว่าจังหวะการไกวเบาๆ ของเปลช่วยให้เข้าสู่ภาวะหลับลึกได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กัวเตมาลายังมี “ตุ๊กตาคลายกังวล” (Worry dolls) ซึ่งเป็นกุศโลบายทางจิตวิทยาที่ให้เด็กๆ ระบายความเครียดหรือความกังวลให้ตุ๊กตาฟังก่อนนำไปสอดไว้ใต้หมอน ซึ่งในเชิงจิตวิทยาถือเป็นการจัดการอารมณ์และระบายความเครียดก่อนนอนที่ดี
7. วัฒนธรรมสากล: ดื่มชาคาโมมายล์ และการนอนร่วมกัน
ชาคาโมมายล์เป็นที่นิยมทั่วโลกเพราะมีสารอะพิจีนิน (Apigenin) ซึ่งไปจับกับตัวรับในสมอง ช่วยกระตุ้นความรู้สึกง่วงนอนและผ่อนคลาย ควรดื่มอุ่นๆ ประมาณ 45 นาทีก่อนนอน
นอกจากนี้ การนอนร่วมกับครอบครัว (Co-sleeping) ในหลายวัฒนธรรมนอกเหนือจากชาติตะวันตก ยังพบว่าการได้นอนใกล้ชิดกับคนในครอบครัวช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความรู้สึกปลอดภัย ส่งผลต่อคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นในเชิงความรู้สึก
ปัญหาเรื่องการนอนหลับสามารถบรรเทาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สภาพแวดล้อม และโภชนาการ เคล็ดลับการนอนหลับจากนานาชาติเหล่านี้ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายและจิตใจก่อนเข้านอน ใครที่กำลังเผชิญปัญหาหลับยาก ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ร่วมกับการรักษาสุขอนามัยการนอนที่ดี เพื่อให้ค่ำคืนนี้เป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
"ชาวพัทลุง" ปลื้ม! ฝูงนกเงือกกรามช้างปากเรียบอพยพหนีหนาวจากป่าตะวันตก บินยึดผืนป่าสวนยาง "บ้านควนทราย" เป็นจุดพักเหนื่อยยาว 3 เดือน ด้านชาวบ้านโชว์หัวใจอนุรักษ์ ยอมหยุดกรีดยางเปิดทางให้นกพักผ่อน ขณะที่ "ช่างภาพ" ทั่วประเทศแห่ปักหลักรอรัวชัตเตอร์เก็บภาพนาทีทอง
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนของทุกปี จะเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาชมได้ยาก นั่นคือการอพยพรวมฝูงบินจากเหนือลงใต้ของ “นกเงือกกรามช้างปากเรียบ” 1 ใน 13 ชนิดนกเงือกของไทย โดยฝูงนกจะพาครอบครัวและลูก ๆ ที่โตเต็มวัย บินลัดเลาะหากินผ่านจังหวัดต่าง ๆ ไล่ตั้งแต่ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สงขลา มุ่งหน้าสู่ผืนป่าชายแดนใต้...
ล่าสุด ที่จังหวัดพัทลุง ได้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวและกลุ่มอนุรักษ์นกทันที โดยเฉพาะที่ บ้านควนทราย หมู่ที่ 2 ต.ตะแพน อ.ศรีบรรพต ซึ่งถือเป็นจุดกึ่งกลางของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของภาคใต้ตอนกลาง เชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า อุทยานแห่งชาติเขาหลวง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด ได้กลายเป็นจุดพักแรมที่สำคัญที่สุดของฝูงนกเงือกเหล่านี้ ตกเย็นบินกลับรัง เช้ามืดบินเข้าป่าลึก คือภาพชินตาของชาวบ้านควนทราย โดยในแต่ละวันจะมีนกเงือกกรามช้างปากเรียบ บินมารวมฝูงนอนพักอยู่ตามยอดไม้สูงในสวนยางพาราของชาวบ้าน วันละไม่ต่ำกว่า 200–500 ตัว และมีแนวโน้มจะปักหลักยาวนานถึง 3 เดือน...
ความน่าประทับใจของปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่แค่ความสวยงามของนก แต่คือ “หัวใจของคนในชุมชน” นำโดยผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด เจ้าของสวนยางพาราทุกคนต่างพร้อมใจกันงดเข้าไปกรีดยางใกล้จุดที่นกเกาะ เพราะเกรงว่าเสียงและแสงไฟจะทำให้นกตื่นตกใจ ซึ่งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าได้อย่างเกื้อกูล...
จากการที่นกเงือกอพยพกลุ่มนี้มักจะบินต่ำลัดเลาะไปตามชายป่า ทำให้พัทลุงกลายเป็น “แลนด์มาร์ค” และสวรรค์ของช่างภาพนกทั่วประเทศ ที่พากันเดินทางมาปักหลักรอเก็บภาพประทับใจ พิกัดยอดฮิตตลอดแนวป่า อาทิ จุดชมวิวภูสายไหม, จุดชมวิวลานหินสกายวอล์ก, สวนธรรมเขาพันธุรัตน์ รวมถึงจุดชมวิวต่าง ๆ ในอำเภอกงหรา ซึ่งสามารถมองเห็นฝูงนกเงือกบินโฉบเฉี่ยวได้อย่างชัดเจน...
ขณะที่กลุ่มช่างภาพสายอนุรักษ์ เปิดเผยข้อมูลว่า การรวมฝูงบินลงใต้ครั้งใหญ่แบบนี้ กลุ่มช่างภาพมักจะแซวกันเล่น ๆ ว่าเป็น “งานรวมญาติที่ชายแดนใต้” เพราะจุดหมายปลายทางของพวกมันคือ “ผืนป่าฮาลา-บาลา” ซึ่งเมื่อไปถึงที่นั่น จะมีการรวมฝูงของนกเงือกชนิดนี้อย่างยิ่งใหญ่อลังการมากถึง 3,000 ตัวเลยทีเดียว....
16 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย (Bureau of Meteorology) ออกคำเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นทางการในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จนอาจกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1950 หรือในรอบกว่า 70 ปี
หน่วยงานระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้สูงเกินเกณฑ์การเกิดเอลนีโญแล้ว ขณะที่ตัวชี้วัดทางบรรยากาศต่างๆ ก็สอดคล้องกับรูปแบบของปรากฏการณ์ดังกล่าว
แบบจำลองสภาพอากาศจำนวนมากชี้ว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงหรือรุนแรงมาก โดยประมาณครึ่งหนึ่งของแบบจำลองทั้งหมดคาดการณ์ว่าความรุนแรงอาจอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เคยบันทึกไว้ตลอดกว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา
นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ผลกระทบจากเอลนีโญจะทำให้หลายพื้นที่ในทวีปอเมริกาเผชิญฝนตกหนักผิดปกติ ขณะที่หลายประเทศในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น ส่งผลต่อการเพาะปลูกและการผลิตอาหารในภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของโลก
ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคเกษตรของหลายประเทศในเอเชียเริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนอยู่แล้ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงด้านอาหารในระยะต่อไป
นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน จะยิ่งเพิ่มความรุนแรงของผลกระทบจากเอลนีโญ ทำให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก
สำหรับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวสาลี น้ำตาล และเนื้อวัวรายใหญ่ของโลก ปรากฏการณ์เอลนีโญถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อภาคเกษตรกรรม เนื่องจากมักทำให้ปริมาณฝนลดลง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ และส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นที่ตอนใต้สูงกว่าปกติ
ทั้งนี้ เอลนีโญครั้งล่าสุดในช่วงปี 2023-2024 ทำให้ออสเตรเลียเผชิญช่วงเวลา 3 เดือนที่แห้งแล้งที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงในปี 2015-2016 เคยก่อให้เกิดภัยแล้งในวงกว้างและทำให้ผลผลิตธัญพืชรวมถึงพืชน้ำมันลดลงอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากเอลนีโญในปี 2026 พัฒนาสู่ระดับรุนแรงตามที่คาดการณ์ไว้ อาจส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร การผลิตอาหาร และราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกในวงกว้างตลอดช่วงปีหน้า
ผงาดอันดับ 10 ของโลก! 'อ่าวเกือก' สิมิลัน คว้าชายหาดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026 ตอกย้ำพังงาคือจุดหมายระดับสากล
แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศไทยสร้างชื่อเสียงในระดับสากลอีกครั้ง เมื่อ ‘อ่าวเกือก’ หรือ Donald Duck Bay ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก ประจำปี 2026 โดย ‘World’s 50 Best Beaches’
การจัดอันดับในครั้งนี้มาจากการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยเครือข่าย ‘Beach Ambassadors’ และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมากกว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.ความสวยงามตามธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่ง 2.ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล 3.ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่และความเงียบสงบ และ 4.การบริหารจัดการจำนวนผู้มาเยือนอย่างเหมาะสม
สำหรับอ่าวเกือก (Donald Duck Bay) ตั้งอยู่บริเวณเกาะ 8 มีจุดเด่นที่เป็นสัญลักษณ์คือ ‘หินเรือใบ’ โขดหินแกรนิตขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตาตั้งตระหง่านเหนือหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส การที่อ่าวเกือกยังคงความอุดมสมบูรณ์และคว้าอันดับโลกมาได้นั้น เป็นผลมาจากการจำกัดช่วงเวลาเปิด-ปิดการท่องเที่ยวเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัว
นอกจากอ่าวเกือกแล้ว ในปี 2026 นี้ ประเทศไทยยังมีชายหาดติดอันดับโลกอีก 2 แห่ง ได้แก่ Paradise Beach (อันดับ 23) และ Freedom Beach (อันดับ 27) ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงาและประเทศไทย ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มองหาจุดหมายปลายทางทางธรรมชาติที่สวยงามและได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม
วันที่ 16 มิ.ย.69 สมาชิกเฟซบุ๊ก “โอเล่ อัศวินยักษ์แสด” โพสต์เล่าเหตุการณ์หลังไปเจอเงินเก็บของ นายอินทร์ แสนดง อายุ 78 ปี ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยพบว่าเก็บเงินสดไว้มากถึง 1.8 ล้านบาท และทองอีก 1 เส้น โดยระบุข้อความว่า...
“ตาอินทร์ เสนดง จากไปแล้ว ตอนมีชีวิต ใช้ชีวิต สมถะมาก ก๋วยเตี๋ยวก็ไม่กล้าซื้อกิน ประมาณนั้น สมบัติที่เห็น เป็นตัวอย่างให้ลูกหลาน คนแก่โบราณ เก็บ อย่างไร ออมอย่างไร ตัวจากไป สมบัติทิ้งไว้เป็นทุน ให้ลูก ให้เมีย พ่อเอย ตาเอย เจ้ากะบ่ใช้แหน่น้อ… อนิจจัง”
พร้อมกับโพสต์คลิป ช่วงที่เกิดกล่องใส่สมบัติของตาอินทร์ ที่ใช้ถังน้ำมันดัดแปลงเป็นกล่องใส่เครื่องมือช่าง ซึ่งในนั้น นอกจากจะมีเครื่องมือช่างแล้ว ยังมีเงินซ่อนอยู่จำนวนมาก เมื่อนำออกมาก็พบว่ามีมากถึง 1,800,400 บาท และทองอีก 1 เส้น ซึ่งญาติคาดว่าอาจจะเป็นเงินจากการขายวัวขายควายก็เป็นได้
ขอบคุณ : โอเล่ อัศวินยักษ์แสด...
เมืองลอยน้ำแห่งอนาคต! โครงการ “Freedom Ship” เรือขนาดยักษ์รองรับกว่า 8 หมื่นคน เตรียมถูกปลุกกลับมาสร้างจริง หลังแนวคิดค้างคามานานกว่า 30 ปี
แนวคิด “เมืองลอยน้ำ” ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 โดย นอร์แมน นิกสัน วิศวกรชาวอเมริกัน แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่เคยถูกสร้างขึ้นจริง และยังคงอยู่ในระดับแนวคิดเท่านั้น...
ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แบบร่างของเรือยักษ์ดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาเป็นระยะ แต่ก็ไม่เคยก้าวข้ามขั้นตอนการพูดคุยหรือวางแผนเชิงแนวคิด...
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัท Freedom Cruise Line International อ้างว่าความต้องการโครงการ “Freedom Ship” มีสูงมาก จนถึงขั้นอาจคุ้มค่าพอที่จะสร้างถึง 3 ลำเลยทีเดียว...
โรเจอร์ กูช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่า เขามีความมั่นใจว่าโครงการนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือเงินทุนในการพัฒนา
เขาเปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทได้จัดตั้งทีมงานกว่า 12 คน ประกอบด้วยผู้จัดการโครงการ นักออกแบบ และสถาปนิกเรือ เพื่อผลักดันให้แนวคิดนี้เดินหน้าไปสู่การก่อสร้างจริง...
หากเกิดขึ้นจริง “Freedom Ship” จะมีความยาวราว 1 ไมล์ หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตร และมีความกว้างราว 800 ฟุต หรือราวๆ 244 เมตร พร้อมความสูงกว่า 30 ชั้น ทำให้ต้องสร้างเป็นชิ้นส่วนแยกก่อนนำไปประกอบกลางทะเล เนื่องจากอู่ต่อเรือทั่วไปไม่สามารถรองรับขนาดนี้ได
เรือลำนี้ถูกออกแบบให้เป็นเมืองลอยน้ำเต็มรูปแบบ สามารถรองรับผู้อยู่อาศัยถาวรได้ประมาณ 50,000 คน ผู้มาเยือนอีก 10,000 คน และมีพนักงานดูแลราว 20,000 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบเหมือนเมืองจริง ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ธนาคาร ร้านค้า และร้านอาหาร...
ด้านการบริหาร บริษัทวางแผนดูแลบางส่วนเอง เช่น คาสิโน ขณะที่บริการอื่น ๆ จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเช่าพื้นที่ คล้ายการบริหารเมืองบนบกทั่วไป
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นระบบขับเคลื่อนในอนาคต หากโครงการสามารถระดมทุนได้สำเร็จ โดยต้องใช้เงินมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญของโครงการเมืองลอยน้ำแห่งนี้...
ที่มา: odditycentral...