

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ว่าองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ ( นาซา ) เผยแพร่ภาพถ่าย ช่วงเวลาที่โลกกำลังลับขอบฟ้าดวงจันทร์ หรือที่เรียกว่า “เอิร์ธเซ็ต” ( Earthset ) ซึ่งบันทึกโดยลูกเรือของภารกิจ “อาร์ทิมิส-2” ในการสำรวจดวงจันทร์...
อนึ่ง ภาพเอิร์ธเซ็ตจากฝีมือของลูกเรืออาร์ทิมิส-2 ชวนให้นึกถึงภาพ “โลกโผล่พ้นขอบฟ้าดวงจันทร์” หรือ “เอิร์ธไรซ์” ( Earthrise )ที่เป็นต้นฉบับหรือถ่ายครั้งแรก โดยนายบิล แอนเดอร์ส นักบินอวกาศชาวอเมริกัน จากภารกิจ “อะพอลโล-8” เมื่อเดือนธ.ค. 2511 ซึ่งถือเป็นภารกิจแรกของนาซา ซึ่งส่งมนุษย์เดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ แม้ภารกิจอาร์ทิมิส-2 ของนาซายังไม่ใช่การลงจอดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่การสำรวจครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ หรือ “ภารกิจแห่งครั้งแรก” ในหลายเรื่อง ซึ่งทีมลูกเรือนำโดยนายรีดส์ ไวส์แมน นายวิกเตอร์ โกลเวอร์ ลูกเรือผิวสีคนแรกของนาซาที่เดินทางไปยังดวงจันทร์ นางคริสตินา โคช ลูกเรือหญิงคนแรกของภารกิจสำรวจดวงจันทร์ และนายเจเรมี แฮนเซน นักบินอวกาศชาวแคเนเดียน...
ภารกิจอาร์ทิมิส-2 ออกเดินทางจากโลก เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยจะใช้เวลา 10 วัน ถือเป็นภารกิจแรกที่มีมนุษย์เดินทางออกนอกวงโคจรต่ำของโลก นับตั้งแต่ภารกิจ “อะพอลโล-17” เมื่อปี 2515
เครดิตภาพ : AFP...
เจาะลึกอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ ที่มีอัตราเสียชีวิตเกือบทุกราย พร้อมวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดนสัตว์กัด และตารางการฉีดวัคซีนป้องกันแบบเข้าใจง่าย
เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน หลายคนมักกังวลเรื่อง “โรคพิษสุนัขบ้า” เป็นพิเศษ แต่ทราบหรือไม่ว่าความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาลและมีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเกือบ 100% เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษา เราสรุปข้อมูลสำคัญตั้งแต่การสังเกตอาการ ไปจนถึงการรับวัคซีนป้องกันที่ถูกต้องเพื่อตัวคุณและคนที่คุณรัก
โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร? ไม่ได้เป็นแค่ในสุนัข
โรคพิษสุนัขบ้า หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรคกลัวน้ำ” คือโรคติดเชื้อในระบบประสาทจากสัตว์สู่คน แม้จะชื่อว่าโรคพิษสุนัขบ้า แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้พบแค่ในสุนัขเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น แมว, วัว, ลิง, หนู, กระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆ
เช็ก 3 ระยะอาการโรคพิษสุนัขบ้า อันตรายถึงชีวิต
อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อจะแบ่งออกเป็นหลายระดับ ซึ่งหากเริ่มแสดงอาการแล้ว มักจะเสียชีวิตในที่สุด โดยมีอาการเด่นดังนี้
ระยะเริ่มต้น: มีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการคันหรือเจ็บปวดบริเวณแผลที่ถูกกัด
ระยะอาการทางประสาท: ผู้ป่วยจะเริ่มกระสับกระส่าย กลัวแสง ไม่ชอบเสียงดัง สับสน และมีอาการเด่นคือ กลืนลำบากโดยเฉพาะของเหลว จนเกิดอาการกลัวน้ำ
ระยะสุดท้าย: กล้ามเนื้อกระตุก แขนขาอ่อนแรง หายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิต
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อโดนสัตว์กัดหรือข่วน
หากคุณหรือคนใกล้ชิดถูกสัตว์ที่สงสัยว่ามีเชื้อกัด หรือน้ำลายสัตว์กระเด็นโดนบาดแผล/เยื่อบุตา-ปาก ให้รีบปฏิบัติดังนี้
ล้างแผลทันที: ฟอกด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง นานอย่างน้อย 15 นาที เพื่อชะล้างเชื้อออกจากแผลให้ได้มากที่สุด
พบแพทย์ด่วน: เพื่อรับยาปฏิชีวนะป้องกันแบคทีเรีย และพิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก รวมถึงวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามความรุนแรงของแผล
วัคซีนพิษสุนัขบ้า ฉีดกี่เข็ม? ป้องกันได้ก่อนเกิดเหตุ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งปัจจุบันทำได้ 2 รูปแบบหลัก
1. การฉีดก่อนสัมผัสโรค
เหมาะสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น สัตวแพทย์ เด็กเล็ก หรือผู้ที่เลี้ยงสัตว์
แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ: ฉีด 2 เข็ม (วันที่ 0 และ 7)
แบบฉีดเข้าในผิวหนัง: มีทั้งสูตรฉีด 2 วัน (วันที่ 0 และ 7) หรือสูตรที่ฉีดถึงวันที่ 21-28
2. การฉีดกระตุ้นเมื่อโดนกัด
หากเคยฉีดครบมาไม่เกิน 6 เดือน: ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม
หากฉีดมานานเกิน 6 เดือน: ฉีดกระตุ้น 2 เข็ม (วันที่ 0 และ 3)
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นภัยร้ายที่อยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงฤดูร้อน การพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด และการเข้ารับวัคซีนป้องกันสำหรับคน คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่รักษาไม่ได้ชนิดนี้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: พญ.พลอย พัฒนากิจสกุล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ ฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
เช็กด่วน! หมอเจด เตือน 5 สัญญาณ เส้นเลือดสมองตีบ ระยะแรก หลายคนมองข้าม คิดว่าแค่พักผ่อนไม่พอ ย้ำอย่านิ่งนอนใจ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสโตรกได้
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการกิจการด้านปฐมภูมิ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โพสต์เฟซบุ๊ก “หมอเจด” ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการที่เป็นสัญญาณเตือนเส้นเลือดสมองตีบ ระบุว่า 5 สัญญาณ “เส้นเลือดสมองตีบ” ระยะแรกที่คนมองข้าม!...
หลายคนคิดว่าโรคหลอดเลือดสมองต้องรอให้ “พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง” ถึงจะรู้ แต่จริง ๆ แล้วก่อนจะถึงจุดนั้น ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเล็ก ๆ มาก่อนครับ ปัญหา คือ อาการช่วงแรกมักมา ๆ หาย ๆ เลยถูกมองข้าม หรือคิดว่าแค่พักผ่อนไม่พอ ถ้ารู้ทันเร็ว สามารถป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ ลองเช็ก 5 สัญญาณนี้ครับ
1.ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกแบบแป๊บ ๆ แล้วหาย อยู่ดี ๆ รู้สึกชาที่หน้า แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง เหมือนแรงตก จับของไม่ถนัด หรือยกแขนแล้วรู้สึกแปลก ๆ แต่พอสักพักก็หายเอง หลายคนเลยไม่สนใจ แต่อาการแบบนี้อาจเป็น “TIA” หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญก่อนเกิดหลอดเลือดสมองตีบจริงครับ
2.พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติด ๆ ขัด ๆ บางช่วงรู้สึกพูดไม่ค่อยชัด เหมือนลิ้นไม่ค่อยทำงาน หรือเรียงคำพูดไม่ถูก ทั้งที่ไม่ได้เหนื่อยหรือดื่มแอลกอฮอล์ อาการนี้เกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมการพูดเริ่มขาดเลือด แม้จะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้ามเลยครับ...
3.เวียนหัว เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกมึน ๆ โคลงเคลง เดินแล้วเหมือนจะเสียการทรงตัว โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นเฉียบพลัน และไม่เคยเป็นมาก่อน อาจเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวเริ่มผิดปกติ ไม่ใช่แค่หน้ามืดธรรมดาอย่างที่หลายคนคิดครับ
4.ตามัว มองไม่ชัด เห็นภาพซ้อน บางคนมีอาการตามัวเป็นช่วง ๆ เห็นภาพซ้อน หรือมองภาพไม่ชัดข้างใดข้างหนึ่ง อาการนี้เกิดจากสมองส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นเริ่มได้รับเลือดไม่พอ แม้จะเป็นแค่ไม่กี่นาทีแล้วหาย ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมากครับ
5.ปวดหัวผิดปกติ หรือปวดแบบไม่เคยเป็น อาการปวดหัวที่มาแบบเฉียบพลัน หรือรู้สึกแปลกไปจากเดิม เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือปวดร่วมกับอาการอื่น เช่น เวียนหัว ชา หรืออ่อนแรง อาจเป็นสัญญาณว่าหลอดเลือดสมองกำลังมีปัญหา ไม่ใช่แค่ไมเกรนหรือเครียดธรรมดาครับ
ไม่อยากให้หลอดเลือดสมองตีบ ลองเริ่มแบบนี้
คุมความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือด
ลดของมัน ของทอด และน้ำตาล
ขยับร่างกายสม่ำเสมอ
นอนให้พอ ลดความเครียด
เลิกสูบบุหรี่ และจำกัดแอลกอฮอล์
เพิ่มอาหารที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี เช่น ปลาโอเมก้า-3 ผักใบเขียว กระเทียม หรือแอสตร้าแซนธิน
หลอดเลือดสมองตีบมักมี “สัญญาณเตือนก่อน” แต่หลายคนมองข้ามเพราะอาการหายเอง
ถ้ามีอาการแบบชั่วคราวแต่เกิดซ้ำ ๆ อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสโตรกได้ ถ้ารู้ทันและปรับพฤติกรรมเร็ว โอกาสป้องกันยังมีสูงมากครับ...
ที่มา หมอเจด...
เคล็ดลับทำง่ายๆ แค่วันละ 20 นาที เปลี่ยนสุขภาพทั้งระบบแบบไม่น่าเชื่อ! หัวใจแข็งแรง บำรุงสมอง ลดเสี่ยงโรคร้าย โดยไม่ต้องออกกำลังกายหนัก
เป็นเวลาหลายปีที่ตัวเลข “10,000 ก้าว” ถูกยกให้เป็นเป้าหมายสำคัญของคนรักสุขภาพจากอุปกรณ์ติดตามฟิตเนสและแอปต่าง ๆ แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ความจริงแล้วคุณอาจไม่ต้องเดินมากขนาดนั้น เพียงแค่ใช้เวลา วันละ 20 นาที ก็เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพได้อย่างน่าทึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสระบุว่า การเดินเป็นหนึ่งในวิธีออกกำลังกายที่ง่ายและได้ผลดี “การเดินช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายได้ดีขึ้น” พร้อมทั้งช่วยควบคุมความดันโลหิต และลดภาระของหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพหัวใจ
การเดินมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เพียง 20 นาทีก็เพียงพอ ลืมเรื่อง 10,000 ก้าวไปได้เลย –
เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะ “การเดิน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงอาจลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้อีกด้วย
ที่น่าสนใจคือ การเดินเร็วให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการวิ่งในแง่ของการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง และเบาหวาน อีกทั้งเมื่อหัวใจแข็งแรงขึ้น สมองก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะเลือดที่ไหลเวียนดีจะนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การเดินอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในจังหวะที่เร็วขึ้น ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้เพียงประมาณ 3,800 ก้าวต่อวัน ซึ่งใช้เวลาใกล้เคียงกับ 20 นาที ก็สามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 25%
เดินวันละ 20 นาที ลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัย โรคหัวใจ เบาหวาน สมองเสื่อม และอีกมากมาย –
นอกจากนี้ ระบบไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและระบบน้ำเหลือง ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากลองวางมือถือแล้วออกไปเดินท่ามกลางธรรมชาติ ยังช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล พร้อมเพิ่มอารมณ์เชิงบวกและความมั่นใจในตัวเองได้อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งเคล็ดลับง่าย ๆ คือการเดินหลังมื้ออาหาร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง เพราะกล้ามเนื้อจะนำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้ร่างกายใช้อินซูลินน้อยลง และควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น
นอกจากนั้น แม้การยกน้ำหนักจะช่วยเสริมกระดูก แต่การเดินก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในฐานะการออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ (Low-impact) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างมวลกระดูก ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน และดีต่อข้อต่อ โดยเฉพาะบริเวณสะโพกและขา
ท้ายที่สุด ประโยชน์ของการเดินไม่ได้หยุดแค่สุขภาพในปัจจุบัน เพราะมีข้อมูลพบว่า การเดินเพียงประมาณ 4,400 ก้าวต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 41% ในผู้หญิงสูงอายุ นั่นหมายความว่า “แค่ 20 นาทีต่อวัน” อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากขึ้นอย่างแท้จริง
ที่มา: New York Post...
สำนักข่าว รอยเตอร์ รายงานข่าว นักบินอวกาศทั้ง 4 คนในภารกิจ Artemis II ของ NASA ทีมนักบินอวกาศประกอบด้วย รีด ไวส์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา ค็อก (สหรัฐฯ) และ เจเรมี แฮนเซน (แคนาดา) ได้สร้างประวัติศาสตร์เดินทางออกไปในอวกาศลึกกว่ามนุษย์คนไหนๆ เมื่อวันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2569 ผ่านมา โดยทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้ในปี 1970 โดยยาน Apollo 13 (ระยะ 248,000 ไมล์) โดยยาน Orion ในภารกิจ Artemis II เดินทางไปไกลถึง 252,756 ไมล์ จากโลก ระหว่างการบินผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ (Far Side) ซึ่งเผยให้เห็นพื้นผิวที่กำลังถูกระดมยิงโดยวัตถุในคอสมอส
การสำรวจซีกดวงจันทร์ที่ปกติจะถูกซ่อนไว้เป็นเวลา 6 ชั่วโมงนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่การสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่าของนักบินอวกาศ ที่มองเห็น "แสงวาบจากการพุ่งชน" (Impact flashes) ของอุกกาบาตที่ตกกระทบลงบนพื้นผิวอันมืดมิดและเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต
ก่อนเริ่มภารกิจในวันที่ 6 ลูกเรือได้รับฟังข้อความเสียงที่บันทึกไว้ล่วงหน้าจาก จิม โลเวลล์ นักบินอวกาศระดับตำนาน จากภารกิจ Apollo13 (เสียชีวิตเมื่อปี 2568 ด้วยวัย 97 ปี) โดยเขากล่าวต้อนรับลูกเรือสู่ "ย่านเก่า" ของเขา และอวยพรให้ทุกคนโชคดี โดยเป้าหมายของภารกิจ Artemis ll คือการนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2028 และสร้างฐานที่มั่นระยะยาวเพื่อใช้เป็นจุดทดสอบสำหรับการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต
ระหว่างการเดินทาง เจเรมี แฮนเซน ได้เสนอชื่อเรียกชั่วคราวให้แก่หลุมอุกกาบาตที่ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ โดยเขาเสนอชื่อหนึ่งว่า "Integrity" (ตามชื่อเรียกยาน Orion) และอีกชื่อหนึ่งว่า "Carroll" เพื่อเป็นเกียรติแก่ รีด ไวส์แมน (ผู้บัญชาการภารกิจ) ผู้เป็นภรรยาผู้ล่วงลับ ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2020
"มันคือจุดที่สว่างไสวบนดวงจันทร์ และเราอยากจะเรียกที่นั่นว่า Carroll" แฮนเซน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ในช่วงที่ยานโคจรไปด้านหลังดวงจันทร์ ลูกเรือต้องเผชิญกับสภาวะขาดการติดต่อสื่อสาร (Blackout) นาน 40 นาที เนื่องจากดวงจันทร์บล็อกสัญญาณวิทยุจากโลก หลังจากผ่านพ้นช่วงนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ติดต่อผ่านสัญญาณเสียงจากทำเนียบขาวเพื่อแสดงความยินดี
"วันนี้พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์และทำให้ชาวอเมริกันภาคภูมิใจอย่างยิ่ง" ทรัมป์กล่าว "คุณได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก ทุกคนกำลังเฝ้าดูอยู่"
คริสตินา ค็อก เผยว่าหนึ่งในวินาทีที่ลืมไม่ลงที่สุดคือ "การวนกลับมาจากด้านไกลของดวงจันทร์ แล้วได้เห็นภาพแรกของโลกอีกครั้ง" ส่วนวิคเตอร์ โกลเวอร์ ตอบคำถามเรื่องความรู้สึกตอนขาดการติดต่อว่าเขาสวดมนต์สั้นๆ แต่ก็ต้องเดินหน้าทำงานต่อทันที