ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



บทความโรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ กล่าวถึง ไม่ควรรับประทานผักดิบ 7 ชนิด

บทความโรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ กล่าวถึง ไม่ควรรับประทานผักดิบ 7 ชนิด ผักและผลไม้ส่วนใหญ่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่จะมีผักบางชนิดที่ไม่ควรกินดิบๆ ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจให้โทษมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางโรค หรือเด็กคนชรา และหญิงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีกลไกกำจัดสารพิษได้น้อยกว่า จึงต้องระวังเป็นพิเศษ...

……ผักที่ไม่ควรกินดิบ

1. กะหล่ำปลี เพราะในกะหล่ำปลีจะไปจับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งหากมีสารตัวนี้ที่กรวยไตมากๆ ก็เสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้ และในกะหล่ำปลียังมีน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหารอาจย่อยน้ำตาลชนิดนี้ไม่ได้ และอาจนะไปสู่อาการท้องอืด แน่นท้องได้ แต่หากนำกะหล่ำปลีไปปรุงสุกน้ำตาลที่ว่าจะเปลี่ยนเป็นโมเลกุลเป็นสารที่ย่อยได้ง่าย นอกกจากนี้ในกะหล่ำปีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) สารที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนจากเลือดไปใช้งานได้น้อยกว่าปกติ จนอาจก่อให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ ดังนั้นผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ไม่ควรกินกะหล่ำปลีดิบ แต่สารกอยโตรเจนจะสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน ดังนั้นควรบริโภค “กะหล่ำปลีแบบสุกจะดีกว่า”

2. บล็อคโคลี่ เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลี มีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งสามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายใช้ไอโอดีนได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีฮอร์โมนบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดโรคไทรอยด์ได้อีก และการกินบล็อคโคลี่ดิบจะทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

3. ดอกกำหล่ำ เป็นพืชชนิดหัวอีกหนึ่งชนิด เช่นเดียวกับบล็อคโคลี่ ควรนำมาปรุงสุกก่อนกิน เพราะดอกกะหล่ำยังคงมีน้ำตาลเดียวกับกะหล่ำปลี และบล็อคโคลี ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง

4. ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงสูง ดังนั้นหากกินแบบดิบๆ ที่มีการปนเปื้อนของสารพิษเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียได้ ดังนั้นหากชอบกิบแบบดิบๆ ควรล้างน้ำให้สะอาดโดยหักเป็นท่อนๆ และนำไปแช่น้ำนานๆ หรือไม่ก็เลือกกินแบบสุกจะปลอดภัยกว่า

5. ถั่วงอก มักจะมีการปนเปื้อนของแบคทีเรียซัลโมเนลลา และอีโคไล อีกทั้งยังมีารโซเดียมซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า นำมาฟอกให้สีถั่วงอกมีสีขาวน่ากิน อีกทั้งยังเป็นสารที่รักษาความสดของถั่วงอกให้เก็บไว้ได้นาน ซึ่งหากผู้บริโภคมีอาการแพ้สารเหล่านี้ หรือกินถั่วงอกดิบในปริมาณที่มาก ก็อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจขัด ความดันต่ำ และปวดท้องได้ แต่หากนำถั่วงอกไปปรุงสุกก็จะช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรีย และสารฟอกขาวได้

6. หน่อไม้ ในหน่อไม้สดมี Cyanogenic glycoside ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ ที่มีพิษต่อร่างกาย และหากร่างกายได้รับสารนี้ในปริมาณที่มาก Cyanogenic glycoside จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุราย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรต้มน้ำไม้ประมาณ 10 นาที หรือนำหน่อไม้ไปดอง (ซึ่งต้องผ่านการต้ม) ก่อนกิน เพราะวิธีนี้การปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยสลาย Cyanogenic glycoside ได้

7.ผักโขม มีกรดออกซาลิก (Oxalic) เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูกซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมไปใช้ได้ ดังนั้นคนขาดธาตุเหล็กหรือแคลเซียมจึงไม่ควรกินผักโขมแบบดิบๆ แต่กรดออกซาลิกสามารถหมดฤทธิ์ได้เมื่อเจอความร้อน ดังนั้นควรนำผักโขมมาปรุงสุกก่อนกิน


เลิกทำด่วน! 5 วิธีชาร์จมือถือแบบผิดๆ ตัวการทำแบตเสื่อมไว เครื่องพังเร็วโดยไม่รู้ตัว

รู้หรือไม่? วิธีชาร์จแบตเตอรี่ในชีวิตประจำวันของคุณอาจเป็นตัวการร้ายที่ทำให้สมาร์ทโฟนเสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุจริงหลายเท่า

ไทยรัฐออนไลน์เปิด 5 พฤติกรรมทำร้ายแบตเตอรี่ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม ใครที่ไม่อยากเสียเงินเปลี่ยนแบตบ่อยๆ ต้องรีบเช็กด่วน

1. ปล่อยให้แบตเตอรี่หมด 0% จนเครื่องดับ

หลายคนยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าต้องรอให้แบตหมดเกลี้ยงก่อนค่อยชาร์จ แต่สำหรับแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ในปัจจุบัน การปล่อยให้แรงดันไฟตกต่ำเกินไปจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ และในบางกรณีอาจเกิดอาการ "หลับลึก" จนชาร์จไฟไม่เข้าอีกเลย

2. ชาร์จเต็ม 100% แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน

แม้ระบบตัดไฟอัตโนมัติจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่การเสียบสายชาร์จค้างไว้จนเต็ม 100% นานหลายชั่วโมง จะทำให้แบตเตอรี่อยู่ในสภาวะ "แรงดันสูง" อย่างต่อเนื่องตลอดคืน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้แบตเตอรี่บวมและเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

3. ฝืนเล่นมือถือหนักขณะชาร์จ

"ความร้อน" คือศัตรูอันดับหนึ่งของสมาร์ทโฟน การเล่นเกมกราฟิกสูงหรือดูวิดีโอสตรีมมิงขณะชาร์จ ทำให้อุณหภูมิของเครื่องพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่า ความร้อนสะสมนี้จะเข้าไปทำลายโครงสร้างทางเคมีของเซลล์แบตเตอรี่โดยตรงและไม่สามารถย้อนกลับมาดีเหมือนเดิมได้

4. วางมือถือในที่อุณหภูมิสูง

นอกเหนือจากการชาร์จ แค่วางมือถือทิ้งไว้ในรถที่จอดตากแดด หรือที่อับอากาศ ก็เพียงพอที่จะทำลายแบตเตอรี่ได้แล้ว โดยอุณหภูมิที่สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ถือเป็นเขตอันตรายที่จะเร่งให้ความจุแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว

5. ใช้อุปกรณ์ชาร์จ "โนเนม" ที่ไม่ได้มาตรฐาน

หัวชาร์จหรือสายชาร์จราคาถูกที่ไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล มักมีการจ่ายไฟที่ไม่นิ่งและขาดระบบป้องกันไฟกระชาก ส่งผลเสียต่อทั้งเมนบอร์ดและแบตเตอรี่โดยตรง แนะนำให้เลือกใช้ของแท้หรือแบรนด์ที่มีมาตรฐานรับรอง (เช่น MFi) เพื่อความปลอดภัยทั้งเครื่องและผู้ใช้งาน


ดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด? เปิดเช็กลิสต์ "เวลาทอง" ดื่มแล้วตื่นตัว พลังงานพุ่ง ไม่เสียสุขภาพ

ดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอนอาจไม่ใช่คำตอบ มาดูผลวิจัย ดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด พร้อมทำความรู้จักฮอร์โมนคอร์ติซอล และข้อควรระวังในการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพ

หลายคนเลือกเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกาแฟร้อนๆ ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา แต่ทราบหรือไม่ว่าการดื่มกาแฟผิดเวลาอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คิด ไทยรัฐออนไลน์พาไปเจาะลึกผลวิจัย "ดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด" เพื่อให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่กระทบต่อระบบฮอร์โมนธรรมชาติ

ทำไมไม่ควรดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน?

หลายคนมีความเชื่อว่าการดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน (ประมาณ 06.00 - 08.00 น.) จะช่วยให้หายง่วงได้เร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริง ช่วงเวลานี้ร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ฮอร์โมนความเครียด" ออกมาในระดับสูงสุดตามธรรมชาติ

ฮอร์โมนชนิดนี้ทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและมีพลังงาน หากเราเติมคาเฟอีนเข้าไปในช่วงที่คอร์ติซอลพุ่งสูง คาเฟอีนจะไปรบกวนกลไกธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ร่างกายผลิตคอร์ติซอลลดลง และส่งผลให้เรากลายเป็นคน "ดื้อคาเฟอีน" (Caffeine Tolerance) ในที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมบางคนดื่มกาแฟแก้วแรกตอนเช้าตรู่แล้วยังรู้สึกไม่สดชื่น

สรุปว่าดื่มกาแฟตอนไหนดีที่สุด

เพื่อให้คาเฟอีนทำงานร่วมกับฮอร์โมนในร่างกายได้อย่างลงตัว ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดื่มกาแฟมีดังนี้

1. ช่วงสาย (09.30 – 11.30 น.)

นี่คือ "เวลาทอง" ของคอกาแฟ เพราะเป็นช่วงที่ระดับคอร์ติซอลในร่างกายเริ่มลดลง การเติมคาเฟอีนเข้าไปในช่วงนี้จะช่วยกระตุ้นการตื่นตัวได้ตรงจุดที่สุด ทำให้คุณมีสมาธิในการทำงานยาวไปจนถึงมื้อเที่ยง

2. ช่วงบ่าย (13.00 – 15.00 น.) หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน หลายคนมักเผชิญกับอาการง่วงนอนยามบ่าย (Afternoon Slump) การดื่มกาแฟในช่วงนี้จะช่วยยับยั้งสารอะดีโนซีน (Adenosine) ที่ทำให้เรารู้สึกง่วง ช่วยให้สมองกลับมาไบร์ทอีกครั้ง

ข้อควรระวัง: ไม่ควรดื่มกาแฟหลังเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป เพราะคาเฟอีนมีค่าครึ่งชีวิต (Half-life) ที่ยาวนานประมาณ 5-6 ชั่วโมง หากดื่มช้าเกินไปอาจรบกวนคุณภาพการนอนหลับในคืนนั้นได้

ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง อันตรายหรือไม่?

สำหรับสายรีบที่ดื่มกาแฟแทนข้าวเช้า ต้องระวังเรื่องกรดในกระเพาะอาหาร คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดเกลือ (Hydrochloric Acid) หากไม่มีอาหารในกระเพาะอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง ท้องอืด หรือแสบร้อนกลางอกได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน ควรรับประทานอะไรรองท้องก่อนดื่มกาแฟเสมอ

เทคนิคดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์สูงสุด

นอกจากการเลือกเวลาที่ถูกต้องแล้ว วิธีการดื่มก็สำคัญไม่แพ้กัน

เลือกกาแฟดำ (Americano): ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระเต็มที่โดยไม่มีน้ำตาลและครีมเทียมมากวนใจ

ดื่มน้ำตามมากๆ: คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ การดื่มน้ำตาม 1-2 แก้วจะช่วยรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย

หากมีอาการดื้อกาแฟ: หากดื่มตามเวลาแล้วยังไม่สดชื่น อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มดื้อคาเฟอีน (อ่านเพิ่มเติม: วิธีแก้ดื้อคาเฟอีน รีเซ็ตร่างกายให้กลับมาตื่นตัวเหมือนแก้วแรก)

การเลือกช่วงเวลาดื่มกาแฟที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการถนอมสุขภาพในระยะยาว การรอให้ผ่านพ้นช่วงเช้าตรู่ไปก่อนแล้วค่อยจิบกาแฟแก้วโปรดในช่วง 09.30 น. คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนการดื่มกาแฟของคุณให้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคย


NASA ทวงบัลลังก์ผู้นำอวกาศ สร้างฐานบนดวงจันทร์ พร้อมลุยส่งยานสำรวจดาวอังคาร

เมื่อคืนที่ผ่านมา (24 มี.ค.) ในงาน Ignition NASA’s Plan for The Moon ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ได้ประกาศชุดโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อบรรลุนโยบายอวกาศแห่งชาติของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเสริมสร้างความเป็นผู้นำของอเมริกาในด้านอวกาศ โดยมีเป้าหมายเร่งด่วนในการส่งมนุษย์กลับไปลงจอดบนดวงจันทร์ก่อนสิ้นสุดวาระของประธานาธิบดี และสร้างการคงอยู่ของมนุษย์อย่างยั่งยืนผ่านแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์ 3 ระยะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่ง Space Reactor-1 Freedom ยานอวกาศระหว่างดาวเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารในปี 2028 พร้อมปรับโฉมการทำงานในวงโคจรต่ำของโลกเพื่อก้าวสู่ยุคสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน Ignition NASA’s Plan for The Moon เราได้รวบรวมและสรุปมาให้แล้ว

เปิดแผน NASA 3 ระยะ มุ่งสู่การตั้งฐานบนดวงจันทร์

จาเร็ต ไอแซกแมน ผู้บริหาร NASA ประกาศความมุ่งมั่นที่จะบรรลุภารกิจสำคัญของวงการอวกาศ นั่นคือการกลับไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนสิ้นสุดวาระของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสร้างฐานที่ตั้งถาวรเพื่อรับประกันความเป็นผู้นำในด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเร่งดำเนินการภารกิจ Artemis III ที่กำหนดไว้ในปี 2027 โดยมุ่งเน้นไปที่การทดสอบระบบบูรณาการและขีดความสามารถในการปฏิบัติการในวงโคจรโลก ก่อนที่จะมีการลงจอดบนดวงจันทร์ในภารกิจถัดไป คือ Artemis IV

นอกจากนี้ เพื่อให้ภารกิจส่งมนุษย์ไปยังพื้นผิวดวงจันทร์มีความถี่สูงขึ้น โดยเริ่มตั้งเป้าการลงจอดทุก ๆ 6 เดือน และจะเพิ่มความถี่ขึ้นตามความพร้อมของเทคโนโลยี NASA จึงเตรียมเริ่มนำอุปกรณ์ที่จัดซื้อจากภาคเอกชนและนำอุปกรณ์กลับมาใช้ใหม่มากขึ้น เพื่อประหยัดงบประมาณ

NASA ยังได้ประกาศแนวทาง 3 ระยะในการสร้างฐานบนดวงจันทร์ โดยจะมีการระงับโครงการสร้างสถานีอวกาศ Lunar Gateway รอบดวงจันทร์ ในรูปแบบปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มเทให้กับโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์โดยตรง แม้จะมีอุปสรรคด้านอุปกรณ์บางอย่าง แต่หน่วยงานจะปรับเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่และใช้ประโยชน์จากข้อตกลงกับพันธมิตรนานาชาติเพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้

สำหรับแผนการสร้างฐานบนดวงจันทร์จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 สร้าง ทดสอบ เรียนรู้

เปลี่ยนจากการทำภารกิจเฉพาะกิจที่นาน ๆ ครั้ง เป็นแนวทางแบบโมดูลที่ทำซ้ำได้ ผ่านการส่งสินค้าโดย CLPS (Commercial Lunar Payload Services) และโครงการรถสำรวจ LTV (Lunar Terrain Vehicle) เพื่อเพิ่มกิจกรรมบนดวงจันทร์ ทั้งการส่งโรเวอร์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมถึงหน่วยทำความร้อนและกำเนิดไฟฟ้าด้วยไอโซโทปรังสี

ระยะที่ 2 จัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานระยะแรก

NASA นำบทเรียนจากระยะแรกมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กึ่งอาศัยอยู่ได้และการส่งกำลังบำรุงที่สม่ำเสมอ โดยจะรวมความร่วมมือระดับโลก เช่น รถสำรวจแบบปรับความดันของ JAXA หน่วยงานด้านอวกาศของญี่ปุ่น และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากพันธมิตรอื่น ๆ

ระยะที่ 3 การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

เมื่อระบบลงจอดของมนุษย์ที่บรรทุกสินค้าหนักพร้อมใช้งาน NASA จะส่งโครงสร้างพื้นฐานที่หนักขึ้นเพื่อสร้างฐานที่มั่นถาวร เปลี่ยนจากทริปสำรวจเป็นการสร้างฐานที่อยู่อาศัยหลัก ซึ่งจะรวมถึงโมดูลที่พักอาศัยของอิตาลี (ASI) และยานพาหนะอเนกประสงค์ของแคนาดา (CSA) ด้วย

ส่งยานอวกาศพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมฝูง Skyfall ลงสำรวจดาวอังคาร

อีกหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การประกาศโครงการ Space Reactor Freedom ซึ่งเป็นยานพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกของ NASA ตั้งเป้าส่งไปดาวอังคาร ภายในปี 2028 โดยใช้ Nuclear Electric Propulsion (NEP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางในอวกาศห้วงลึก

ยานอวกาศนี้ มีชื่อว่า Space Reactor-1 (SR-1) Freedom ยานลำนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอในพื้นที่ที่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์ เช่น บริเวณดาวพฤหัสบดีหรือไกลกว่านั้น

NASA ตั้งเป้าที่จะส่งยาน SR-1 Freedom ออกเดินทางสู่ดาวอังคารภายในปี 2028 เพื่อสาธิตการขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่ในอวกาศห้วงลึกอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อไปถึงดาวอังคาร จะส่ง Skyfall ฝูงเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ ที่ถูกส่งไปกับยาน SR-1 Freedom เพื่อทำหน้าที่สำรวจดาวอังคารจากมุมสูง หลังความสำเร็จของเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity โดยจะใช้กล้องและเรดาร์ตรวจจับใต้ดินเพื่อสำรวจและทำความเข้าใจถึงความลาดชันและอันตราย สำหรับพื้นที่ลงจอดของมนุษย์ในอนาคต เพื่อสำรวจพื้นที่ต่าง ๆ บนดาวอังคารได้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ยังทำการสำรวจลักษณะของน้ำแข็งใต้ผิวดิน เพื่อค้นหาว่าแหล่งสะสมน้ำแข็งอยู่ที่ใด รวมถึงขนาด ความลึก และลักษณะสำคัญอื่น ๆ ด้วย

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภารกิจจะเริ่มในเดือนธันวาคม 2028 และเดินทางถึงดาวอังคารประมาณ 1 ปีต่อมา และนั่นอาจไม่ใช่จุดจบของ SR-1 Freedom โดย NASA อาจตัดสินใจที่จะส่งยานอวกาศลำนี้ออกไปสำรวจระบบสุริยะต่อไป

ที่มา : NASA , Space , Science.org


อะไรคือสาเหตุโรคตับแข็ง เป็นแล้วรักษาได้หรือไม่?

สาเหตุโรคตับแข็ง อาการเป็นอย่างไร รักษาได้หรือไม่?

บทความจากเพจสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้นำเรื่อง “ตับแข็ง (cirrhosis)” เป็นภาวะที่เกิดขึ้นของโรคตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดแผลเป็นอย่างถาวร มีลักษณะเฉพาะ คือ การมีเนื้อเยื่อพังผืดเกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้การทำงานของตับลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตโปรตีน การเก็บสะสมสารสำคัญและแร่ธาตุต่างๆ การทำลายสารพิษ รวมทั้งปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่านตับด้วย

สาเหตุของภาวะตับแข็ง เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ

โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกฮอล์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และดี

โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง

โรคเนื้อเยื่อสะสมธาตุเหล็กผิดปกติ

โรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการมีการสะสมทองแดงมากเกินไปในตับ

ภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ทำให้น้ำดีที่ไหลย้อนกลับไปที่ตับส่งผลทำลายเนื้อตับจนเป็นตับแข็งได้

ภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนอาจกลายเป็นตับแข็งได้

การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน

การได้รับสารพิษบางชนิด

ภาวะหัวใจล้มเหลวหลายครั้งติดต่อกัน

อาการของภาวะตับแข็ง ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งอาจไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก หรืออาจมีอาการเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนตามระยะของโรค ทั้งนี้อาการที่อาจพบได้ เช่น

อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร ในบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ น้ำหนักลด

ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีเต้านมขยายใหญ่ขึ้นพร้อมอาการปวด สมรรถภาพทางเพศลดลง

ขาบวมหรือท้องโตขึ้น เนื่องจากโปรตีนอัลบูมินถูกผลิตน้อยลง ส่งผลให้มีน้ำสะสมในขาหรือท้อง

ฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีการผลิตโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบในการทำให้เลือดแข็งตัวลดลง

อาการดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากการสะสมเม็ดสีของน้ำดี

มีอาการคันที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เนื่องจากสารประกอบของน้ำดีถูกฝังอยู่ในผิวหนัง

มีอาการทางสมอง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองสารพิษออกมาได้ จึงเริ่มสะสมในเลือด โดยสัญญาณแรกของการสะสมสารพิษในสมองอาจสังเกตได้จากการที่ผู้ป่วยละเลยการดูแลตนเอง ไม่มีอาการตอบโต้ ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ

มีความไวต่อยาและผลข้างเคียง เนื่องจากในผู้ป่วยโรคตับแข็ง ตับจะไม่สามารถกรองยาออกจากเลือดได้ในอัตราปกติ ตัวยาจึงออกฤทธิ์นานขึ้นและสะสมอยู่ในร่างกาย

มีเลือดออกอย่างรุนแรงในกระเพาะอาหารส่วนบนหรือหลอดอาหาร เนื่องมาจากการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งจัดเป็นอาการที่รุนแรงและอันตราย แพทย์ต้องรีบหยุดเลือดโดยเร็ว

งดการดื่มแอลกอฮอล์

หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารที่เป็นอันตรายต่อตับ

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง

รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม โดยควรรับประทานโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น ปลา หรือโปรตีนจากพืช (เช่น ถั่วเหลือง) เป็นต้น

หากมีอาการบวมที่ข้อเท้าและท้อง ควรจำกัดเกลือและอาหารรสเค็ม

เข้ารับการฉีดวัคซีนสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบเอและบี ไข้หวัดใหญ่ และโรคปอดบวม เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่รุนแรงมากกว่าผู้ที่มีสุขภาพดี

พบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ...