ครบเครื่อง ญ. อมตะ 14 กันยายน 2562

คนนับหมื่นร่วมงาน “Experience Thailand 2019” ชูความเป็นไทยในนิวยอร์ก

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก พร้อมด้วยหน่วยงานทีมประเทศไทย ชุมชนไทยในนครนิวยอร์กร่วมจัดงาน “Experience Thailand 2019” ครั้งที่ 4 ใจกลางเมืองแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ค

ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐยรัฐประจำนครนิวยอร์ก รายงาน วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2019 กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก พร้อมด้วยหน่วยงานทีมประเทศไทย ชุมชนไทยในนครนิวยอร์กร่วมกันจัดงาน “Experience Thailand 2019” ครั้งที่ 4 ที่ Union Square Park ใจกลางมหานครนิวยอร์กโดยมีคนไทยในรัฐนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียงรวมทั้งคนต่างชาติมากกว่า 20,000 คน มาร่วมงานกันแน่นขนัดเต็มพื้นที่หมุนเวียนกันตลอดทั้งวัน.

นายนิพนธ์ เพ็ชรพรประภาส กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวเปิดงาน "Experience Thailand 2019" เป็นงานที่จัดขึ้นในทุกๆสองปี เพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยและศักยภาพของประเทศด้านอาหาร ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การค้าและการบริการเชิงสุขภาพ และให้ชาวอเมริกันได้สัมผัสไมตรีจิตอันดีของชุมชนไทยในนครนิวยอร์ก และเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนไปท่องเที่ยวเมืองไทย.

บรรยากาศในงาน เริ่มด้วยขบวนกลองสะบัดชัยขึ้นเวที่ก่อนที่ นายนิพนธ์ เพ็ชรพรประภาส กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก กล่าวเปิดงาน มีขบวนกลองยาว การแสดงศิลปะทางดนตรี นาฏศิลป์ และศิลปะการป้องกันตัว การสาธิตทำอาหารไทย มีการออกร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงในรัฐนิวยอร์กถึง 15 ร้าน โดยผู้มาเที่ยวต้องต่อแถวยาวเหยียด "ผัดไทย"และ"ส้มตำ"ยังเป็นที่ชื่นชอบอันดับหนึ่ง การถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในงาน เล่นเกมส์แจกรางวัล การแสดงสินค้าและบริการนวดแผนไทย การแสดงผลงานศิลปะของกลุ่มศิลปินไทย บู๊ทของ ททท.สนง.นิวยอร์ก ได้รับการสนใจเป็นพิเศษแน่นจนล้นออกมานอกพื้นที่ งานเสร็จสินลงเมื่อเวลา 18.00 น ตามเวลาท้องถิ่น.


ปิดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคสู่ประเทศไทย 4.0

โครงการจัดทำแผนแม่บทและแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคสู่ประเทศไทย 4.0 (พ.ศ. 2562 - 2566) ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ (หัวหน้าโครงการ), ผศ.สมพงษ์ เจษฎาธรรมสถิต, ดร.ถวัลย์ศักดิ์ เผ่าสังข์, ดร.รักศักดิ์ เสริมศักดิ์, อ.ยุพดี ฟูประเสริฐ และคณะ เป็นผู้ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทและแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคสู่ประเทศไทย 4.0 (พ.ศ. 2562 - 2566) ได้จัดการสัมมนาขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ โรงแรมสีมาธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

การจัดสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการฯ และเพื่อระดมความคิดเห็นต่อร่างแผนแม่บทและแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคสู่ประเทศไทย 4.0 (พ.ศ. 2562 - 2566) โดยมีนายจรัสชัย โชคเรืองสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาดังกล่าว มีผู้บริหารและบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ รวมทั้งสถาบันการศึกษาสังกัดอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 128 คน

ผศ.ดร.เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ หัวหน้าโครงการฯเปิดเผยผลการศึกษาว่า ได้ดำเนินการศึกษาคัดเลือกภูมิภาค รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงสุด จำนวน 3 สาขา รวมทั้งได้วิเคราะห์หาพื้นที่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม และจัดทำแผนแม่บทและแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคสู่ประเทศไทย 4.0 (พ.ศ. 2562 - 2566) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภูมิภาคที่คัดเลือกคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มอุตสาหกรรม 3 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร (ผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารจากข้าว) อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (ผลิตภัณฑ์แปรรูป จากสมุนไพร) โดยมีจังหวัดต้นแบบเพื่อการจัดตั้งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมายตลอดห่วง โซ่อุปทาน จำนวน 4 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสกลนคร และจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับร่างแผนแม่บทและแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวสอดคล้องกับศักยภาพด้านอุตสาหกรรมในภูมิภาคและทิศทางการพัฒนาประเทศในภาพรวม สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา อุตสาหกรรมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้มาลงทุนในพื้นที่ อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจของพื้นที่และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคตต่อไป


ผู้ประท้วงฮ่องกง วอนทรัมป์ช่วยปลดแอก

ฮ่องกง (รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์/เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์) - ผู้ประท้วงในฮ่องกงพากันร้องเพลงชาติสหรัฐขณะเคลื่อนขบวนไปตามท้องถนนในวันอาทิตย์ และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ช่วยปลดแอกฮ่องกง เป็นการประท้วงล่าสุดหลังจากเกิดเหตุรุนแรงเมื่อคืนวันเสาร์

ตำรวจฮ่องกงยืนรักษาความเรียบร้อยขณะที่ผู้ประท้วงโบกธงชาติสหรัฐและป้ายเรียกร้องประชาธิปไตยพร้อมกันตะโกนว่า “สู้เพื่อเสรีภาพ เคียงข้างฮ่องกง” และ “ต่อต้านจีน ปลดแอกฮ่องกง” ในการประท้วงที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 14 แล้ว สตรีวัย 26 ปี ที่ทำงานด้านการเงินกล่าวว่า ช่วงที่สหรัฐกำลังทำสงครามการค้ากับจีนอยู่ในขณะนี้ เป็นโอกาสดีที่ฮ่องกงจะแสดงให้สหรัฐเห็นว่ากลุ่มสนับสนุนจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนและปล่อยให้ตำรวจใช้ความโหดร้าย ผู้ประท้วงต้องการให้รัฐบาลสหรัฐ

ช่วยปกป้องสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง

ด้านนายมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐกล่าวที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ขอให้จีนใช้ความอดกลั้น หลังจากตำรวจฮ่องกงพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้ประท้วงปิดกั้นทางเข้าท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง และฉีดแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนในย่านมงก๊กที่มีผู้คนหนาแน่นเป็นคืนที่สองติดต่อกัน กระทรวงต่างประเทศสหรัฐแจ้งคำเตือนเดินทางไปฮ่องกงล่าสุดว่า พลเมืองและเจ้าหน้าที่กงสุลอเมริกันตกเป็นเป้าหมายการโฆษณาชวนเชื่อของจีนเมื่อไม่นานมานี้ที่กล่าวหาสหรัฐอย่างผิดๆ ว่า ยุยงปลุกปั่นให้เกิดเหตุไม่สงบ อย่างไรก็ดี กระทรวงคงภาพรวมความเสี่ยงในฮ่องกงไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นอันดับสอง ซึ่งเป็นระดับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ขณะที่รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ขอให้จีนปฏิบัติต่อผู้ประท้วงฮ่องกงอย่างมีมนุษยธรรม โดยเตือนว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาลสหรัฐที่จะทำข้อตกลงการค้ากับจีนหากยังมีความรุนแรงอยู่ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับไม่พูดเรื่องฮ่องกงแต่อย่างใด

ขณะที่รัฐบาลฮ่องกงออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีรถไฟหลายแห่งถูกผู้ประท้วงเข้าไปทำลายเสียหายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากนั้นผู้ประท้วงยังพยายามขัดขวางการให้บริการของท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกงด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฮ่องกงระบุด้วยว่า ศาลฮ่องกงได้ออกคำสั่งห้ามผู้ประท้วงเข้าไปวุ่นวายภายในสนามบินและสถานีรถไฟแล้ว ซึ่งหากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามกฎหมาย

สถานีโทรทัศน์ ซีซีทีวี ของจีนรายงานว่า การประท้วงในฮ่องกงตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ได้บานปลายเป็นเหตุจลาจลรุนแรง ผู้ก่อเหตุจลาจลที่ไร้เหตุผล ได้บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและสภานิติบัญญัติ นอกจากนั้น ยังปาระเบิดขวดใส่ตำรวจ และจุดไฟเผาในหลายพื้นที่ รวมทั้งกองบัญชาการตำรวจ อีกทั้งยังมีตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายนาย จากการทำร้ายอย่างจงใจของผู้ประท้วง แม้แต่เด็กยังถูกข่มขู่คุกคามที่โรงเรียน และเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม มีตำรวจซึ่งออกเวรแล้ว ถูกผู้ประท้วงสวมหน้ากาก 3 คน ใช้มีดรุมแทงได้รับบาดเจ็บต้องรักษาในห้องไอซียู โดยตำรวจคาดว่าเป็นการไล่แทงแบบไม่เลือกหน้า


กระแสลุกลาม! นร.-นศ.ฮ่องกงฮือจับมือเป็น'โซ่มนุษย์'สนับสนุนผู้ประท้วง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเช้าวันนี้ (9 กันยายน 2562 ) ก่อนเข้าชั้นเรียน บรรดานักเรียนฮ่องกงในเครื่องแบบนักเรียน และบ้างสวมหน้ากากพร้อมศิษย์เก่า ได้ร่วมกันจับมือเป็น"โซ่มนุษย์"ในหลายย่านของฮ่องกงเพื่อแสดงพลังสนับสนุนผู้ประท้วง ขณะที่มีรายงานว่าในระหว่างวันบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัย ได้ออกมาร่วมจับกันเป็นโซ่มนุษย์ตามสถานศึกษาของตนเช่นกัน

นอกจากจับมือเป็นโซ่มนุษย์แล้ว บรรดานักเรียนและศิษย์เก่ายังได้ขึ้นป้ายข้อความทวงถามข้อเรียกร้องที่เหลือด้วย โดยข้อเรียกร้องที่ยังไม่ได้รับการปฏิบัติคือ ให้มีการสอบสวนการกระทำที่ป่าเถื่อนของตำรวจต่อผู้ประท้วง ให้เลิกใช้คำว่า “การก่อจลาจล” เมื่อพูดถึงการชุมนุมประท้วง ให้ปล่อยตัวผู้ประท้วงที่ถูกจับ และให้สิทธิชาวฮ่องกงเลือกผู้บริหารเอง


สนไหม? เฉียดหมื่นล้าน “ดิ ออกโตปุส” ซูเปอร์ยอชต์หรูของ พอล อัลเล็น

วันที่ 9 ก.ย.ซีเอ็นเอ็น รายงานการขาย ดิ ออกโตปุส เรือซูเปอร์ยอชต์สุดหรู ที่เคยเป็นของ พอล อัลเล็น หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งผู้ล่วงลับของ ไมโครซอฟท์ บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก ด้วยราคา 295 ล้านยูโร หรือราว 9,990 ล้านบาท

ดิ ออกโตปุส เป็นเรือซูเปอร์ยอชต์ส่วนตัวขนาดใหญ่ที่สุดในโลกลำหนึ่ง ด้วยความสูง 126 เมตร และความจุของแขก 26 คน และพนักงาน 63 คน ขนาดเปรียบเทียบได้กับเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐเลยทีเดียว

สร้างขึ้นเมื่อปี 2546 และประกอบใหม่เมื่อปี 2562 มีฟีเจอร์หรูหราทั่วไป รวมถึงสระว่ายน้ำ อ่างน้ำร้อน สปา บาร์ และโรงยิม และออปชั่นเสริมสุดแพง เช่น สตูดิโอบันทึกเสียงออกแบบมาโดยเฉพาะ โรงภาพยนตร์ เลานจ์ชมใต้น้ำผ่านพื้นกระจก ลิฟต์ และสนามบาสเกตบอส

นอกจากนี้ ดิ ออกโตปุส มีที่เก็บยานพาหนะต่างๆ คุณสามารถนำเรือเล็ก (yacht tender) เฮลิคอปเตอร์ เรือสำรวจใต้น้ำ หรือแม้กระทั่งรถเอสยูวีไปได้ด้วย เด็ดกว่านี้คือ “เรือดำน้ำ” ซึ่งอยู่บนเรือซูเปอร์ยอชต์ด้วย

ด้วยสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวก ดิ ออกโตปุส มีโอกาสต้อนรับบรรดาเซเลบริตี้และนักดนตรี หนึ่งในนั้นคือ มิก แจ็กเกอร์ ซึ่งเคยบันทึกเสียงเพลงที่สตูดิโอหรูบนเรือซูเปอร์ยอชต์ลำนี้มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดิ ออกโตปุส ยังมีเรื่องราวมากกว่าการเป็นเรือเพื่อความสำราญอย่างเดียว แต่ยังออกแบบมารองรับทะเลซึ่งคลื่นจัดและการเดินทางไกล จึงเป็นทั้งเรือเพื่อการสำรวจ วิจัย และกู้ภัยด้วย

เฟรเซอร์ และ เบอร์เจสส์ 2 บริษัทนายหน้าขายเรือยอชต์ ซึ่งมีชื่อของ ดิ ออกโตปุส ในรายการขายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุภารกิจต่างๆ ที่ผ่านมาของ ดิ ออกโตปุส เช่น สำรวจขั้วโลกใต้ ค้นพบซากเรือรบสงครามโลกครั้งสองในฟิลิปปินส์ และช่วยราชนาวีอังกฤษดึงระฆังของเรือลาดตระเวนประจัญบาน เอชเอ็มเอส ฮูด (HMS Hood) ซึ่งจมใต้ทะเล นอกจากนี้ เป็นเรือ Ice-class 1A ซึ่งสามารถผ่านทะเลน้ำแข็งได้ มีช่วงข้ามมหาสมุทรราว 12,500 ไมล์ทะเล และความเร็วสูงสุด 19 นอต หรือ 21.8 ไมล์ต่อชั่วโมง

ภายหลังการเสียชีวิตของอัลเล็น เมื่อปี 2561 มีการนำทรัพย์สินหรูหราของอัลเล็นมาขายจำนวนมาก รวมถึงเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลกที่พัฒนาจาก สตราทูลอนช์ บริษัทการบินและอวกาศของอัลเล็นเองด้วย

นอกจาก ดิ ออกโตปุส อัลเล็นยังมีเรือซูเปอร์ยอชต์อีก 2 ลำ ได้แก่ ตาตูช ความสูง 92 เมตร และ เมดูซา ความสูง 61 เมตร


เกาหลีเหนือแบะท่า หวนเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ปลาย ก.ย.นี้

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า นักการทูตอาวุโสของเกาหลีเหนือออกมาเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 9 ก.ย. 2562 เกาหลีเหนือยินดีจะกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้งในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ หลังจากการพูดคุยมาถึงทางตัน นับตั้งแต่ความล้มเหลวในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

จากความล้มเหลวในครั้งนั้น ทำให้ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ขีดเส้นตายสิ้นเดือนเมษายนให้สหรัฐฯ แสดงออกถึงความยึดหยุ่นในการเจรจา และตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า จะหารือกันอีกครั้งเมื่อพวกเขาพบกันในเดือนมิถุนายน แต่การพบกันไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามในวันจันทร์ นายโช ซอน-ฮี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือ กล่าวว่า รัฐบาลเปียงยางยินดีจะหารืออย่างครอบคลุมกับสหรัฐฯ ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ในเวลาและสถานที่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความเห็นชอบ อย่างไรก็ตาม นายโชย้ำว่าสหรัฐฯ ควรใช้วิธีใหม่ในการเจรจา มิเช่นนั้นการพูดคุยคงล้มเหลวเหมือนเดิม

ทั้งนี้ การเจรจาระหว่าง เกาหลีเหนือและสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อการยกเลิกโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ แลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากนานาชาติ ซึ่งเปียงยางต้องการให้ยกเลิกคว่ำบาตรบางส่วนก่อนจะดำเนินการทำลายโรงงานนิวเคลียร์ รวมทั้งหยุดทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธทั้งหมด แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการให้เกาหลีเหนือยุติโครงการนิวเคลียร์ก่อน ส่งผลให้การเจรจาล้มเหลว