ครบเครื่อง ญ. อมตะ 10 สิงหาคม 2562

มหัศจรรย์การก่อสร้างจีน คิดค้นบานพับใหม่ ใช้หมุนชิ้นส่วนสะพาน 46,000 ตัน สำเร็จ

มหัศจรรย์การก่อสร้างจีน คิดค้นบานพับใหม่ ใช้หมุนชิ้นส่วนสะพาน 46,000 ตันสำเร็จ

มหัศจรรย์การก่อสร้างจีน – ซินหัว รายงานความก้าวหน้าด้านการก่อสร้างของจีน เมื่อผู้ก่อสร้างคิดค้นบานพับใหม่ ใช้หมุนชิ้นส่วนสะพาน น้ำหนัก 46,000 ตันและความยาว 263.6 เมตร เป็นมุม 52.4 องศา ให้ลงล็อกต่อกับสะพานอีกส่วนได้พอดิบพอดี ในเวลา 68 นาที

การแสดงเทคนิคก่อสร้างนี้อยู่ที่เมืองเป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย ทางตอนเหนือของจีน เมื่อวันที่ 30 ก.ค. เป็นผลงานการก่อสร้างของบริษัทไชน่า คอนสตรัทชัน คอมมิวนิเคชันส์ เอ็นจิเนียริง กรุ๊ป สาขาใต้ (China Construction Communications Engineering Group) น้ำหนักและช่วงสะพานหมุนเป็นที่น่าประทับใจ จนต้องบันทึกไว้ในสถิติโลก

สำหรับฐานรองรับรูปวงกลม (hinge) ซึ่งเป็น “แกน” รองรับการหมุนของสะพานถือเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ใช้ในการหมุนสะพาน เส้นผ่านศูนย์กลางของฐานหรือบานพับดังกล่าวมีความสูงถึง 6.5 เมตรซึ่งเป็นสถิติใหม่ของโลก

จีนเคยใช้วิธีหมุนเช่นนี้ในการก่อสร้างสะพานมาแล้วหลายแห่ง ซึ่งช่วยให้เอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมและการจราจร ทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการก่อสร้างลงด้วย


รถบินได้มาแล้ว! เอกชนญี่ปุ่นเริ่มทดสอบระบบขนส่งแห่งอนาคต

วันที่ 6 ส.ค. ทอมส์ไกด์รายงานว่า เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เริ่มสาธิตและทดสอบต้นแบบรถยนต์บินได้แล้ว เพื่อใช้ต่อยอดเป็นพาหนะสำหรับระบบขนส่งมวลชนในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

รถยนต์บินได้ลำดังกล่าวใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ โดยการทดสอบนั้นรถสามารถลอยตัวขึ้นเหนือพื้นได้ประมาณ 3 เมตร เป็นเวลานาน 1 นาที ขณะที่ระบบขับเคลื่อนหลักนั้นเป็นใบพัดขนาดใหญ่ 4 ใบพัดอยู่ด้านบน โดยได้แรงบันดาลใจมาจากหุ่นโดรนบังคับที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

การพัฒนาดังกล่าวสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในชาติผู้นำด้านการผลิตรถยนต์บินได้ภายในปี 2566

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการทดสอบดังกล่าวของ เอ็นอีซี คอร์ป เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันพัฒนารถบินได้จากทั้งเอกชนชื่อดังทั่วโลก อาทิ อูเบอร์ และโบอิ้ง ของสหรัฐอเมริกา แอร์บัสของฝรั่งเศส รวมทั้งอีฮั่งของจีน ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาแท็กซี่บินได้


นาซ่าเตือนดาวเคราะห์น้อยจ่อเฉียดโลก ขนาดใหญ่สองเท่าตึกเดอะชาร์ด

วันที่ 6 ส.ค. เอ็กซ์เพรสส์รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า จับตาการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) ที่คาดว่าจะลอยเฉียดดาวเคราะห์โลกในวันเสาร์ที่ 10 ส.ค.นี้

ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีรหัสว่า 2006 คิวคิว23 มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 570 เมตร มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของตึกเดอะชาร์ด ตึกระฟ้าที่สูงที่สุดของทวีปยุโรป จะพุ่งเฉียดโลกในระยะห่างราว 7.4 ล้านกิโลเมตร ด้วยอัตราเร็วกว่า 16,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ตึกเดอะชาร์ด กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

นาซ่า ระบุว่า อุกกาบาตที่ตกมายังโลกนั้นหากมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 ก.ม. จะก่อให้เกิดความเสียหายที่จำกัดเฉพาะจุดที่ตกลงมา แต่หากมีขนาดใหญ่กว่านั้นจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงและสร้างผลกระทบไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ 2006 คิวคิว23 จะเบี่ยงทิศทางพุ่งเข้าหาโลกนั้นน้อยมาก แต่เข้าสู่ระยะที่นาซ่าถือว่า “มีโอกาสเกิดอันตราย” (potentially hazardous) ขณะที่การประเมินของนาซ่านั้นคาดว่า โลกไม่น่าจะถูกอุกกาบาตพุ่งชนในช่วงศตวรรษที่ 21

ด้านนายจิม ไบรเด็นสตีน ผู้อำนวยการนาซ่า กล่าวว่า การประเมินข้างต้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีจริงๆ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันนั้นมีอยู่ รัฐบาลของแต่ละชาติจำเป็นที่จะต้องเอาจริงเอาจังให้มากกว่านี้ เพื่อปกป้องมนุษยชาติจากภัยคุกคามของดาวเคราะห์น้อย


ชาวโลกเกือบ 2,000 ล้านคน เสี่ยงต้องเปิดศึกชิงน้ำ

ประชากรโลกเกือบ 2,000 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ขยับเข้าใกล้สภาวะ “วันที่ไม่มีน้ำ” หรือ Day Zero เข้าไปทุกที

รายงานการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนน้ำ แห้งแล้ง และน้ำท่วม ของสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) พบว่า ประชากรโลกเกือบ 1 ใน 4 หรือประมาณเกือบ 2,000 ล้านคนใน 17 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ อิสราเอล เลบานอน อิหร่าน จอร์แดน ลิเบีย คูเวต ซาอุดีอาระเบีย เอริเทรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซานมาริโน บาห์เรน อินเดีย ปากีสถาน เติร์กเมนิสถาน โอมาน และบอตสวานา มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงที่สุด

จะเห็นว่า 12 ประเทศข้างต้นล้วนอยู่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ำอยู่แล้ว ขณะที่อินเดียที่อยู่ในอันดับ 13 และมีประชากรมากกว่าประชากรของอีก 16 ประเทศในกลุ่มที่เสี่ยงแล้งรุนแรงที่สุดรวมกันถึง 3 เท่า ใช้น้ำใต้ดินปริมาณมหาศาลเพื่อการชลประทานจนเสี่ยงขาดแคลน ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้คือเมืองเจนไนของอินเดียที่ชาวบ้านไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค ทั้งยังมีภาพถ่ายดาวเทียมของทะเลสาบแห้งขอดจนเห็นพื้นดินเผยแพร่ไปทั่วโลกโซเชียล

นอกจากนี้ WRI ยังระบุอีกว่า ในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักสุดทั้ง 17 ประเทศนั้น ทรัพยากรน้ำส่วนใหญ่หรือราว 80% ถูกใช้ไปกับการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริโภคในชุมชน และเมื่อความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำอยู่ในระดับเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ก็ยิ่งเผชิญกับความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง หรือต้องสูบน้ำออกมาใช้มากขึ้น และในที่สุดก็จะเกิดสภาวะ “วันที่ไม่มีน้ำ” หรือ Day Zero เช่นที่กรุงเคปทาวน์ของแอฟริกาใต้เผชิญเมื่อปีที่แล้ว

แอนดรูว์ สเตียร์ ซีอีโอ WRI เผยว่า “ภาวะขาดแคลนน้ำเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของโลกที่ไม่มีใครพูดถึง ประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวยิ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น แต่ทรัพยากรน้ำของโลกกำลังถูกทำลายจากภาวะโลกร้อน น้ำเสีย และมลพิษ”

ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 45 จาก 165 ประเทศ ระดับความเสี่ยง “ระดับปานกลางค่อนไปทางสูง” และกรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 530 จากเมืองทั่วโลก 3,032 เมือง

ขณะที่รายงานของธนาคารโลกเน้นว่า แม้ผลกระทบของภาวะความแห้งแล้งอาจจะเห็นไม่ชัดเจน แต่ผลพวงของปรากฏการณ์นี้จะค่อยๆ สร้างหายนะอย่างช้าๆ ทั้งยังเตือนว่าการขาดแคลนน้ำจะก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและการเมืองตามมาอีก เช่น ความขัดแย้ง การอพยพย้ายถิ่นฐาน ภาวะขาดแคลนอาหาร และยังเสี่ยงกระทบกับอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำ รวมทั้งการทำเหมืองแร่การการผลิต


เขาทำได้! เหาะฟลายบอร์ดข้ามช่องแคบอังกฤษ

Posttoday วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 19:32 น. แฟรงกี้ ซาปาต้า (Franky Zapata) เจ้าของสิ่งประดิษฐ์ฟลายบอร์ด (Flyboard) ที่อวดโฉมในงานวันชาติฝรั่งเศส สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้กับการเดินทางล้ำยุค โดยใช้ฟลายบอร์ด เดินทางจากฝรั่งเศสข้ามช่องแคบไปถึงอังกฤษได้สำเร็จ

ในวันนี้ เขาเดินทางจากเมืองซังเกตต์ ชายฝั่งทางตอนเหนือของฝรั่งเศสเมื่อเวลา 8:17 น. ตามเวลาท้องถิ่น ไปถึงอ่าวเซนต์มาร์กาเร็ต ที่เมืองโดเวอร์ เป็นระยะทาง 35 กิโลเมตรโดยใช้เวลาเพียง 22 นาที ด้วยความเร็ว 160-170 กม. / ชม. โดยมีเฮลิคอปเตอร์ 3 ลำคอยประกบ ไม่กี่นาทีหลังจากเดินทางร่อนลงบนแท่น ซาปาต้าก็ร้องไห้ด้วยความรู้สึกยินดี ขณะพูดคุยทางโทรศัพท์กับลูกชายของเขา ซึ่งบอกกับซาปาต้าว่า "พ่อเป็นคนเก่งที่สุด!"

เมื่อ 10 วันก่อน อดีตแชมป์เจ็ตสกีวัย 40 ปีได้พยายามเดินทางข้ามช่องแคบอังกฤษครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมเพื่อให้ตรงกับวันครบรอบปีที่ 110 ของการเดินทางข้ามช่องประวัติศาสตร์ครั้งแรกโดยเครื่องบินของหลุยส์ เบอลริออต์ แต่ล้มเหลวเพราะมีปัญหาเรื่องการเติมน้ำมัน


เมแกน ประกาศขายบ้านที่ LA เคยอยู่กับอดีตสามีคนแรก 55 ล้าน

เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ประกาศขายบ้านเรียบเก๋ สไตล์โคโลเนียล ขนาด 4 ห้องนอน ที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับอดีตสามี โปรดิวเซอร์ ที่ลอสแอนเจลิส ในสนนราคา 1.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 55.38 ล้านบาท

เมื่อ 6 ส.ค.62 เว็บไซต์ เดอะ ซัน และมิร์เรอร์ สื่อหัวสีในอังกฤษ รายงานข่าวครึกโครมว่า เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ อดีตดาราฮอลลีวูด ประกาศขายบ้านสไตล์โคโลเนียล ขนาด 4 ห้องนอนของเธอ พื้นที่ 2,000 ตารางฟุตในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯแล้ว ด้วยสนนราคา 1.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 55.38 ล้านบาท หลังจากได้แต่งงานกับเจ้าชายแฮร์รี่ เมื่อ พ.ค.61

มิร์เรอร์ เผยว่า บ้านหลังนี้ เมแกน เคยอยู่กับ เทรเวอร์ เอนเกลสัน โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ อดีตสามีคนแรกที่เมแกนแต่งงานด้วย ในช่วงปี 2554-2556 โดยเมแกนและเอนเกลสันได้แยกกันอยู่ เนื่องจากเมแกนได้ย้ายไปอยู่ที่นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ระหว่างการถ่ายทำทีวีซีรีส์ เรื่อง Suits

สำหรับบ้านสไตล์โคโลเนียลของเมแกนที่ตั้งอยู่ในย่าน Hancock Park (แฮนค็อก พาร์ก) ทางตอนกลางของนครลอสแอนเจลิส และบริษัท เอเจนซี่ ตัวแทนขายบ้าน ซึ่งประกาศขายในราคา 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.5 ล้านปอนด์นั้น ได้โฆษณาความสวยงามของบ้านว่า เป็น‘บ้านที่มีเสน่ห์ของแฮนค็อก พาร์ก’ อีกทั้งยังเป็นบ้านที่มีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างจำนวนมาก และมีพื้นที่สำหรับรับประทานอาหารเช้าในห้องครัว

มิร์เรอร์ยังเผยว่า เมื่อเดือน ธ.ค.60 หรือ 6 เดือนก่อนที่เมแกนจะแต่งงานกับเจ้าชายแฮร์รี่นั้น บ้านหลังนี้ได้ถูกประกาศขายในราคา 1.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 49.23 ล้านบาท (คิดคำนวณในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 30.77 บาท).