

การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ "ลอตเตอรี่" ในปัจจุบัน นอกจากต้องลุ้นโชคแล้ว ยังต้อง "ลุ้นความจริง" ของสลากในมือด้วย เพราะมิจฉาชีพมีวิธีการปลอมแปลงที่แนบเนียนมากขึ้น ทั้งแบบปลอมทั้งใบ และการแก้ไขตัวเลขบางส่วนให้ตรงกับรางวัล ทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การรู้วิธีตรวจสอบเบื้องต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
กองสลากฯ แจงประเภทของ "ลอตเตอรี่ปลอม" มีกี่แบบ
จากข้อมูลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ระบุว่าการปลอมแปลงสลากมักเกิดได้ 2 ลักษณะ คือการทำปลอมทั้งฉบับ และการแก้ไขเฉพาะจุด เช่น ตัดแปะตัวเลข เปลี่ยนงวดวันที่ หรือดัดแปลงรายละเอียดบางส่วน ซึ่งรูปแบบหลังตรวจจับได้ยากกว่า เพราะยังคงมีองค์ประกอบบางอย่างของของจริงอยู่
ปลอมทั้งฉบับ ทำเลียนแบบใหม่ทั้งหมด
แก้ไขบางส่วน เช่น ตัดแปะตัวเลข เปลี่ยนเลขให้ตรงรางวัล (พบได้บ่อย และสังเกตยากกว่ามาก)
เทคนิควิธีตรวจลอตเตอรี่ อันไหนของจริง-ของปลอม แบบง่าย ๆ
การตรวจสอบสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าเป็นของจริงหรือของปลอม สามารถทำได้ด้วยวิธีการสังเกตและใช้อุปกรณ์ช่วยเบื้องต้น ดังนี้
1. การสังเกตด้วยตาเปล่าและสัมผัส เนื้อกระดาษ : สลากของจริงจะมีลายน้ำรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ ซึ่งจะมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อยกส่องกับแสงสว่างหรือไฟสีขาว
หมึก Anti Copy : สังเกตที่ตัวเลขสลาก จะใช้หมึกพิเศษป้องกันการปลอมแปลง เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมีสีส้มสว่างชัดเจน
การโดนน้ำ : หมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขบนสลากของจริง "เมื่อโดนน้ำจะไม่ละลาย" ในขณะที่สลากปลอมหมึกมักจะละลายหรือเลอะเมื่อถูกน้ำ
2. การตรวจสอบด้วยเครื่อง Blacklight (แสงสีขาว) สลากจริง : เมื่อส่องด้วยแสงสีขาว จะต้องมองเห็น "ลายน้ำรูปนกวายุภักษ์" ปรากฏอยู่ในเนื้อกระดาษอย่างชัดเจน
สลากปลอม : เมื่อส่องแล้วจะไม่มีลายน้ำปรากฏในเนื้อกระดาษ
3. การตรวจสอบด้วยเครื่อง Blacklight (แสงสีม่วง หรือ แสงยูวี) สลากจริง : จะมองเห็น "เส้นไหม" และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขมีลักษณะ "เรืองแสง" ขึ้นมา
สลากปลอม : กระดาษจะไม่เรืองแสง และไม่มีเส้นไหมหรือเส้นเรืองแสงปรากฏให้เห็น
สิ่งที่ควรสังเกตบน "สลากกินแบ่งรัฐบาล" จุดมิจฉาชีพชอบใช้หลอก
ตัดแปะตัวเลขให้ตรงรางวัล
ขูด ลบ แล้วแปะเลขใหม่
แก้ไข “งวดวันที่” ให้ตรงกับงวดที่ถูกรางวัล
โทษการปลอมแปลงหรือใช้สลากปลอมมีความผิดทางกฎหมาย การปลอมแปลงหรือใช้สลากปลอมมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ดังนั้นผู้บริโภคควรระมัดระวังและตรวจสอบให้รอบคอบทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างมั่นใจ
จำคุก 6 เดือน – 5 ปี ปรับ 10,000 – 100,000 บาท อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันสลากปลอมที่ได้ผลที่สุด คือการเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ และควรตรวจสอบสลากทันทีที่ได้รับ ไม่ควรเก็บไว้จนถึงวันขึ้นเงิน เพราะหากตรวจพบภายหลังว่าเป็นสลากปลอม จะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ได้
หากยังไม่มั่นใจ สามารถติดต่อสอบถามไปยังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้โดยตรง ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจพิสูจน์สลากคอยให้บริการประชาชนโดยเฉพาะ สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์ สำนักจ่ายรางวัล โทร. 0 2528 9641-44
สรุปข้อแตกต่างสำคัญระหว่างลอตเตอรี่จริง VS ลอตเตอรี่ปลอม
จุดตรวจสอบ สลากจริง สลากปลอม
ลายน้ำ (ส่องไฟขาว) มีรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ ไม่มีลายน้ำ
เส้นไหม (ส่องไฟยูวี) มีเส้นไหมและเส้นเรืองแสงพาดผ่านตัวเลข ไม่มีเส้นไหมหรือการเรืองแสง
หมึกตัวเลข สีส้มสว่างชัดเจน และไม่ละลายน้ำ สีส้มดูหม่นกว่า และหมึกมักละลายเมื่อโดนน้ำ
องค์ประกอบอื่นๆ มี 2D บาร์โค้ด, ตราสัญลักษณ์, และราคา 80 บาทที่ชัดเจน รายละเอียดอาจไม่ชัดเจน หรือตำแหน่งผิดเพี้ยน
...
ที่มาของข้อมูล : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ร้อนในห้ามกินอะไร? รวมลิสต์อาหารต้องห้ามที่ควรเลี่ยง สำหรับอาการ "ร้อนใน" หรือแผลในปาก แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สร้างความเจ็บปวดและรำคาญใจทุกครั้งที่รับประทานอาหารหรือพูดคุย นอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว "อาหาร" คือปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าแผลจะหายไวหรืออักเสบหนักกว่าเดิม มาเช็กกันว่าเมื่อเป็นร้อนใน ห้ามกินอะไรบ้าง เพื่อให้แผลหายไวและไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
ไขข้อสงสัย "อาการร้อนใน" เกิดจากอะไร ทำไมต้องเลี่ยงอาหารบางชนิด
แผลร้อนในมักเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความเครียด การพักผ่อนน้อย การขาดวิตามิน หรือการเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง ซึ่งเมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว เยื่อบุในช่องปากจะมีความอ่อนแอและไวต่อสิ่งกระตุ้น นอกจากนี้ การรับประทานอาหารรสจัด เผ็ด เปรี้ยว หรือร้อนมาก รวมถึงการแพ้สารบางอย่างในยาสีฟัน ก็อาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน
การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมจึงช่วยลดการระคายเคืองและช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยทั่วไปแผลร้อนในขนาดเล็กจะสามารถหายได้เองภายในประมาณ 7-10 วัน แต่หากเป็นแผลขนาดใหญ่หรือมีหลายจุด อาจใช้เวลานานถึง 2-3 สัปดาห์ ทั้งนี้หากแผลไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการเจ็บมาก หรือเป็นซ้ำบ่อย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
ร้อนในห้ามกินอะไร? เช็กลิสต์ 5 อาหารที่ควรเลี่ยง ลดอาการอักเสบของแผลในปาก
1. อาหารรสจัด (เผ็ดร้อน, เปรี้ยวจัด)
อาหารที่มีพริกและเครื่องเทศจำนวนมาก หรือผลไม้ที่มีกรดสูง เช่น มะนาว สับปะรด ส้ม จะเข้าไปกัดกร่อนและระคายเคืองบริเวณแผลโดยตรง ทำให้เกิดอาการแสบและแผลอักเสบลุกลามได้ง่าย นอกจากนี้ อาหารที่ร้อนจัดก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน
2. ของทอดและอาหารที่มีความแข็งกรอบ
ของทอดที่เคลือบด้วยแป้งแข็งๆ หรือขนมขบเคี้ยว เมื่อรับประทานเข้าไปอาจไปขูดขีดบริเวณแผลร้อนใน ทำให้แผลฉีกขาดหรืออักเสบมากขึ้นกว่าเดิม อาจส่งผลให้แผลร้อนในที่ปากหรือที่ลิ้นอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม ทางที่ดีควรงดของทอดไปก่อน จนกว่าอาการจะดีขึ้น
3. อาหารที่มีฤทธิ์ร้อน
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนและไทย อาหารบางชนิดมี "ฤทธิ์ร้อน" เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน หรืออาหารที่ผ่านการปิ้งย่างจนไหม้เกรียม อาหารเหล่านี้จะไปเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ส่งผลให้แผลร้อนในหายช้าลง และอาจส่งผลให้แผลอักเสบเพิ่มขึ้น
4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
เครื่องดื่มเหล่านี้มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกิดภาวะขาดน้ำ ส่งผลให้ช่องปากแห้ง ซึ่งเป็นสภาวะที่ทำให้แผลร้อนในหายได้ยากขึ้น จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สุรา เบียร์ รวมถึงเครื่องดื่มคาเฟอีน เพราะจกระตุ้นให้แผลร้อนในหายช้า
5. อาหารที่มีโซเดียมสูง (รสเค็มจัด)
เกลือและโซเดียมในปริมาณมากจะดูดซึมน้ำออกจากเซลล์บริเวณเยื่อบุปาก ทำให้แผลมีความแห้งและตึง ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดและชะลอการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ รวมไปถึงอาหารจำพวกอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ซึ่งมีโซเดียมสูง ยิ่งส่งผลให้แผลร้อนในแย่ลงกว่าเดิม
วิธีแก้ร้อนในเบื้องต้น และอาหารที่ควรกินเมื่อมีอาการ "ร้อนใน"
สำหรับคนที่มีแผลร้อนในที่ปากหรือลิ้น แนะนำควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม รากบัว ใบเตย หรือดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในช่องปาก นอกจากนี้ควรใช้ยาทาแผลในปากควบคู่ไปกับการรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
อากาศร้อนช่วงนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพ และดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย อ่านต่อได้ที่ แจกสูตรคำนวณ "ควรดื่มน้ำวันละกี่แก้ว" เช็กปริมาณให้เหมาะสมกับร่างกาย
รวมลิสต์โรคที่ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ตามกฎกระทรวงล่าสุด เช็ก 12 กลุ่มอาการที่ขัดต่อการรับราชการทหาร พร้อมวิธีขอใบรับรองแพทย์จาก รพ.ทหาร เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนตรวจเลือก
ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับฤดูกาลตรวจเลือกทหารกองเกิน ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-12 เมษายน 2569 (ยกเว้นวันที่ 6 เมษายน) ทั่วประเทศ หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ชายไทยหลายคนสงสัยคือ "สุขภาพแบบไหนที่ไม่ต้องเป็นทหาร?" วันนี้ไทยรัฐออนไลน์กางกฎกระทรวง สรุปชัด 12 กลุ่มโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร พร้อมคำแนะนำการเตรียมตัว เพื่อให้คุณเช็กสิทธิ์และรักษาสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างถูกต้องก่อนถึงวันรายงานตัว
สรุป 12 กลุ่มโรคที่ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร มีอะไรบ้าง?
ตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ได้กำหนดโรคหรือความผิดปกติของร่างกายที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ แบ่งออกเป็น 12 กลุ่มหลัก ดังนี้:
1. โรคหรือความผิดปกติของตา
เช่น ตาบอด, ตาบอดสี (บางประเภทที่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่), สายตาสั้นหรือยาวเกินเกณฑ์ที่กำหนด (สั้นเกิน 8 ไดออปเตอร์ หรือประมาณ 800 ขึ้นไป) หรือโรคต้อหิน
2. โรคหรือความผิดปกติของหู
เช่น หูหนวกทั้งสองข้าง, แก้วหูทะลุขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนองไหลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย
3. โรคของหัวใจและหลอดเลือด
เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โรคลิ้นหัวใจ, ความดันโลหิตสูงที่มีอาการรุนแรง หรือโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง
4. โรคของระบบหายใจ
เช่น โรคหอบหืดที่มีอาการรุนแรง, ถุงลมโป่งพอง, หรือวัณโรคปอดในระยะติดต่อ
5. โรคของระบบปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์
เช่น ไตอักเสบเรื้อรัง, ไตวาย, หรืออวัยวะสืบพันธุ์ผิดปกติจนไม่สามารถใช้งานได้
6. โรคทางสุขภาพจิตและจิตเวช
เช่น โรคจิต (Psychosis), โรคอารมณ์แปรปรวน, หรือภาวะบกพร่องทางสติปัญญาขั้นรุนแรง รวมถึง "ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด"
7. โรคของระบบประสาท
เช่น โรคลมชักที่รักษาไม่หาย, อัมพาต, หรือโรคสมองเสื่อม
8. โรคของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
เช่น แขนขาขาด, นิ้วมือนิ้วเท้ากุดหรือบิดเบี้ยว, กระดูกสันหลังคดงอชัดเจน หรือข้ออักเสบเรื้อรัง
9. โรคทางต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม
เช่น โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หรือโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
10. โรคติดเชื้อ
เช่น โรคเอดส์ (ในระยะที่มีอาการชัดเจน), โรคเรื้อน หรือโรคเท้าช้าง
11. โรคของระบบเลือด
เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว
12. โรคอื่นๆ
เช่น โรคมะเร็งในระยะที่ต้องรับการรักษาต่อเนื่อง หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)
การเตรียมตัวและใบรับรองแพทย์ เรื่องสำคัญที่ห้ามพลาด
การระบุว่าเป็นโรคเหล่านี้ ไม่สามารถใช้เพียงคำบอกเล่าได้ แต่ต้องมีหลักฐานยืนยันจากสถานพยาบาลที่กำหนด ได้แก่
ขอใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก: ควรดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ ก่อนถึงวันตรวจเลือก
ความเห็นของคณะกรรมการแพทย์: ในวันตรวจเลือก แพทย์ทหารจะเป็นผู้ประเมินอีกครั้งว่าจัดอยู่ใน "บุคคลประเภทที่ 4" (โรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร) หรือไม่
ทั้งนี้ การตรวจเลือกทหารไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของ "ดวง" ในการจับใบดำใบแดง แต่ยังรวมถึงความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจตามมาตรฐานที่กองทัพกำหนด เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีศักยภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่รั้วของชาติต่อไป
แพทย์แนะออกกำลังกายแนวแอโรบิกมีประโยชน์มาก ช่วยเร่งระบบไหลเวียนเลือดระบายโปรตีนเสียออกไป ป้องกันสมองเสื่อม และช่วยขจัดโรคไม่ติดต่ออื่นๆ
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่าไทยก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) โดยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 15 ล้านคน หรือมากกว่า 28-29% ของประชากรทั้งหมด ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยก้คงหนีไม่พ้น “กลุ่มโรคแห่งความเสื่อม” ซึ่งโรคสมองเสื่อมส่งผลต่อผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมาก
“หมอต้น” นพ.พัฒนจัก วิภาดากุล นายแพทย์ประจำพัฒนจักคลินิก กล่าวว่า “โรคสมองเสื่อมมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุ โดยทุกๆ 10 ปี ที่อายุมากขึ้นจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเป็น 2 เท่า โรคเกิดกับชาวตะวันตกมากกว่าชาวเอเชีย มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายแอโรบิค ( (Aerobic exercise การออกกำลังกายแบบที่เซลล์ใช้ออกซิเจนเป็นหลัก ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และยกระดับการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ) ลดอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อม
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกส่งผลต่อร่างกาย มีงานวิจัยอธิบายไว้ว่า
1.ทำให้เพิ่มชีพจรที่สมอง โดยหลอดเลือดสมองมีระบบไหลเวียนน้ำเหลือง(Glymphatic system )อยู่ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง มีชีพจรที่สมองเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการระบายโปรตีนอะไมลอยด์(Amyloid plaque เป็นโปรตีนเสียที่สมอง เมื่อตกข้างทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะสมองส่วนกลาง(Substantia Nigra)) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมองเสื่อมออกไป ขับออกจากเนื้อสมอง
-การออกกำลังกายสม่ำเสมอลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุร่วมก่อให้เกิดโรคสมองเสื่อม เช่น โรคเบาหวาน(Diabetic type 2) โรคความดันโดโลหิตสูง(Hypertension) โรคไขมันในเลือดสูง(Hyperlipidemia) โรคอ้วน(Obesity) โรคหัวใจและหลอดเลือด(Cardiovascular disease) เป็นต้น
-ช่วยผ่อนคลายความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ช่วยเรื่องการนอนหลับ
-การจัดให้มีสังคมในการออกกำลังกาย มีกิจกรรมกลุ่ม พูดคุยปฏิสัมพันธ์ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เสริมสุขภาวะทางมนุษยสังคมที่ดีส่งผลต่อสมองและจิตใจ
ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ถ้าออกกำลังกายตั้งแต่ 3-5 วันและ มากกว่า 5 วัน ต่อสัปดาห์ สามารถลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมที่ 37% และ 59 % ตามลำดับซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญทางสถิติอย่างมาก” หมอต้น หรือ นพ.พัฒนจัก ทิ้งท้าย เน้นความสำคัญของการออกกำลังกายว่า “สุขภาพดี มีได้ไม่มีค่าใช้จ่าย”...
ภารกิจสำคัญของมนุษยชาติเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อ NASA ส่งภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ออกเดินทางจากโลก เพื่อพานักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี นับตั้งแต่ยุค Apollo Program
2 เมษายน 2569 จรวดเอสแอลเอส (SLS) ถูกปล่อยขึ้นจากศูนย์อวกาศ Kennedy Space Center บริเวณแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 1 เมษายน เวลา 18.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อพายานโอริออน (Orion) และลูกเรือ 4 คน ออกเดินทางสู่ภารกิจประวัติศาสตร์
ลูกเรือประกอบด้วยนักบินอวกาศของ NASA ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์ และ คริสตินา ค็อก รวมถึง เจเรมี แฮนเซน จาก Canadian Space Agency
ภารกิจ “อาร์เทมิส 2” มีกำหนดใช้เวลาประมาณ 10 วัน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของยานโอริออน ก่อนนำไปใช้ในภารกิจ “อาร์เทมิส 3” ซึ่งมีแผนจะส่งมนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง
หลังการปล่อย จรวดจะสลัดบูสเตอร์ ก่อนที่ยานโอริออนจะแยกตัวและเข้าสู่วงโคจรโลก จากนั้นลูกเรือจะทดสอบระบบควบคุมยาน การนำทาง และการสื่อสารในอวกาศลึก
เมื่อทุกระบบทำงานปกติ ยานจะเร่งความเร็วหลุดออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก่อนบินอ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ที่ระยะราว 370,000 กิโลเมตรจากโลก
ระหว่างภารกิจ นักบินอวกาศจะทดสอบระบบป้องกันรังสี และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ก่อนเดินทางกลับโลก ใช้เวลาอีกประมาณ 4 วัน และลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก
หากภารกิจครั้งนี้สำเร็จ NASA ตั้งเป้าเดินหน้าภารกิจ “อาร์เทมิส 3” ภายในปี 2570 เพื่อส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง พร้อมแผนสร้างฐานปฏิบัติการและสถานีอวกาศในวงโคจร โดยมีการแข่งขันด้านอวกาศกับ China ที่ตั้งเป้าส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2573 เช่นกัน