ครบเครื่อง ญ. อมตะ 29 มิถุนายน 2562

"ลุง อปพร." เปิดใจ เล่าชีวิตช่วงหายตัวปริศนา เรียกลูกแต่ลูกไม่เห็น

อปพร.หนุ่มใหญ่วัย 49 ปี เผยชีวิตช่วงหายตัวปริศนาหลายวัน เจ้าตัวเผยมีชายผิวดำ รูปร่างผอม สูงกว่า 2 เมตร บังคับพาไปตามที่ต่างๆ บอกเห็นลูกสาวออกตามหา พยายามกวักมือเรียกแต่ลูกไม่ได้ยิน และมองไม่เห็นตนเอง

จากกรณีการหายตัวไปอย่างปริศนาของนายระพิน อปพร. อายุ 49 ปี ที่บริเวณลำห้วยไห ทิ้งไว้แต่เพียงรถจักรยายนต์ เครื่องสูบน้ำ เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา กระทั่งเจอตัวในวันที่ 21 มิ.ย. หลังจากหายตัวไป 3 วัน ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ภายในกระท่อมนา ห่างจากจุดที่หายตัวไป ราว 10 กม.

ล่าสุด (25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่บ้านของนายระพิน หมู่ 2 บ้านปลาค้าว ต.ปลาค้าว อ.เมืองอำนาจเจริญ พบว่า ที่บ้านกำลังมีการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการเรียกขวัญกลับคืน ตามความเชื่อที่ว่า ขวัญหรือวิญาณได้ออกจากร่างหลังหายตัวไปเป็นเวลานาน โดยได้เชิญ พ่อหมอคำสอน ภาษาดี อายุ 77 ปี หมอสู่ขวัญที่มีชื่อเสียงในละแวกบ้านมาทำพิธี ซึ่งหลังจากเสร็จพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้นำฝ้ายผูกแขนที่ผ่านพิธีดังกล่าวมาผูกข้อมือให้กับนายระพิน รวมถึงคนในครอบครัว ซึ่งวันนี้ คนในครอบอยู่กันครบหน้า และได้มีการประกอบอาหารเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาร่วมพิธี

นายระพิน ได้เปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้สื่อข่าวว่า เริ่มต้นจากช่วงมืดของวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ตนกำลังนำเครื่องสูบน้ำออกไปที่ทุ่งนา เมื่อไปถึงทุ่งนาตอนเช้ามืด ตนเองได้นำเครื่องสูบน้ำไปไว้ที่ข้างกระท่อม และได้นำเคียวไปเกี่ยวหญ้าเพื่อมาเป็นอาหารวัว

ในขณะที่กำลังเกี่ยวหญ้าอยู่นั้นรู้สึกมีอะไรบางอย่างแว่บขึ้นมาในหัว และมีความต้องการที่จะเดินทางไป แต่ไม่รู้ว่าจะต้องไปไหนรู้เพียงว่าต้องไป ตนจึงได้ขี่รถจยย.เข้ามาในหมู่บ้านแต่ไม่ได้กลับไปที่บ้าน โดยขี่วนรอบหมู่บ้านและขี่ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปหลาย กม. จากนั้นก็ขี่วนกลับมายังทุ่งนา

เมื่อขี่รถกลับมาทุ่งนา แต่ยังไม่ถึงทุ่งนา พบว่า มีชายผิวดำ รูปร่างผอมสูง ยืนดักอยู่ระหว่างทางก่อนถึงทุ่งนา ตนจึงได้จอดรถในจุดดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านพบรถจยย.ของตนจอดอยู่ จากนั้นชายคนดังกล่าวก็บอกว่าให้ไปกับเขา ตนเองจึงได้เดินตามชายคนดังกล่าวไป โดยระหว่างที่เดินไปชายคนดังกล่าวจะก้าวยาวมาก ตนเดิน 3 ก้าวถึงจะเดินตามทัน

จากนั้นชายคนดังกล่าวก็พาเดินไปตามที่ต่างๆบางทีตนก็พอจำได้บ้างลางๆ จะเดินลัดเลาะไปตามลำห้วย ตามป่า แต่ไม่เข้าไปในหมู่บ้าน และอีกอย่างในขณะที่ชายตัวดำพาตนไปในไร่มันสำปะหลัง ตนเห็นชาวบ้านที่กำลังตามหาตน เห็นลูกสาวที่เดินมาใกล้ ตนพยายามตะโกนและกวักมือเรียก แต่ลูกก็ไม่ได้ยินและไม่เห็นตนเอง ทั้งที่อยู่ใกล้ๆ จากนั้นชายตัวดำก็พาตนเดินต่อไป

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าตลอดระยะเวลาที่เดินทางไปกับชายคนดังกล่าวได้ทานอาหารบ้างหรือไม่ นายระพิน ตอบว่า ตลอดระยะเวลาชายตัวดำจะหาข้าวหาน้ำให้กินไม่ได้ขาดและไม่เคยรู้สึกหิว ไม่รู้สึกเหนื่อย จำได้ว่าชายตัวดำจะตักน้ำใส่ขันเงินแบบโบราณ มาให้ดื่มเวลาหิวแต่อาหารจำไม่ได้ว่าคืออะไร และในช่วงที่นอนพักชายตัวดำก็จะคอยนั่งเฝ้าตลอดเวลา พอตื่นก็จะพาเดินไปเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าชายคนดังกล่าวได้ดุด่าหรือทำร้ายหรือให้หวาดกลัวหรือไม่ นายระพิน ตอบว่า ตลอดเวลา ชายคนดังกล่าวไม่เคยดุด่า ไม่เคยทำร้ายหรือทำให้กลัวเลย มีแต่คอยดูแลตลอดเวลา แต่ไม่เคยบอกว่าจะไปไหน และตนก็ไม่เคยถาม ทำแค่เพียงเดินตามไปเรื่อยๆ

และในวันสุดท้าย ชายคนดังกล่าวบอกว่าจะพากลับบ้านโดยเดินไปทางทิศใต้กระทั่งเวลาใกล้แจ้ง ฟ้าสลัว พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ชายคนดังกล่าวก็เดินมาส่งที่กระท่อมที่มีคนไปพบและบอกเพียงจะกลับแล้วนะ ตนจึงได้เข้าไปนั่งพักในกระท่อม และต่อมารู้สึกง่วงจึงได้เอนหลังและนอนหลับ กระทั่งมีคนมาพบในช่วงสาย

ทั้งนี้ จากการสอบถามชาวบ้านส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าจะเป็นเจ้าปู่ไห หรือ เจ้ากรรมนายเวร ที่มาจากอีกโลกหนึ่ง มาเพื่อลงโทษที่ นายระพิน อาจจะไปล่วงเกินเจ้าที่เจ้าทางโดยที่ไม่รู้ตัว

และเชื่อว่าบริเวณห้วยไหจุดที่นายระพินหายตัวไปนั้น เป็นประตูสู่เมืองลับแล จากนั้นทางครอบครัวของนายระพินจึงได้ดำเนินการก่อสร้างศาลเพียงตา เพื่อเป็นการแก้บนที่บนไว้กับเจ้าปู่ไห และนอกจากนั้นจะแก้บนตามสถานที่ต่างๆ ที่บนบานไว้อีกหลายจุด


ต้นแบบ"ห้องเรียนแห่งอนาคต" เสริม3ทักษะสร้างเด็กรุ่นใหม่

กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อนำไปสู่การสร้างคนตามสมรรถนะ ตอบโจทย์โลกแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บทบาทหน้าที่ของครูจะมายืนสอนแบบเดิมไม่ได้ โครงการซัมซุง สมาร์ท เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ดำเนินการโดยบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้ถอดบทเรียนส่งต่อ 4 รูปแบบ “ห้องเรียนแห่งอนาคต” เป็นต้นแบบกระบวนการเรียนที่เหมาะสมกับบริบทของเด็ก โลกแห่งเทคโนโลยีให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ในงาน “6 ปี สร้างพลังเรียนรู้สู่อนาคต” ถือเป็นปีสุดท้ายของโครงการ Samsung Smart Learning Center “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยได้พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และใช้เทคโนโลยีซัมซุงขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ แอ็กทีฟ เลิร์นนิ่ง ให้เด็กไทยมีทักษะศตวรรษที่ 21 ให้แก่ผู้เรียน

นางวรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เล่าว่า โครงการ "ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ให้แก่เด็กและเยาวชน ผ่านแนวคิดห้องเรียนแห่งอนาคต โดยเริ่มพัฒนาต้นแบบร่วมกับโรงเรียนภาคีต่างๆ ทั่วประเทศ มีโรงเรียนภาคี 50 แห่ง มีการอบรมครูกว่า 4,000 คน และเด็กที่ผ่านประสบการณ์กว่าแสนคน

กระบวนการเรียนรู้ในโครงการดังกล่าวไม่ได้เพียงนำนวัตกรรมมาใช้ในการเรียนรู้เท่านั้น นายวาริท จรัณยานนท์ ผู้จัดการโครงการ เล่าว่า การดำเนินการห้องเรียนแห่งอนาคตตลอด 6 ปีซัมซุงได้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ซึ่งเอื้อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำโครงงาน ฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศ สืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็นผู้อำนวยกระบวนเรียนรู้ ก่อเกิดเป็นห้องเรียนแห่งอนาคตใน 4 รูปแบบ คือ 1.ห้องเรียนสร้างพลัง ห้องเรียนที่ทำให้เด็กๆ เชื่อมั่นว่าเขามีพลัง สามารถร่วมกำหนดวิธีการเรียนรู้ หาคำตอบ สร้างความรู้ได้เองแทนที่จะนิ่งเฉยรอรับความรู้ ทำตามคำสั่ง 2.ห้องเรียนขยายเพื่อชุมชน ห้องเรียนที่ไม่ได้จำกัดด้วยผนังห้อง การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด

3.ห้องเรียนมีหัวใจ เมื่องานวิจัยมีชีวิต ซึ่งในห้องเรียนแห่งอนาคต งานวิจัยไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อย้ำความรู้ในตำรา แต่เป็นเครื่องมือเพื่อค้นพบสิ่งใหม่และสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมี และ 4.ห้องเรียนเชื่อมโลก บูรณาการสู่ศตวรรษที่ 21 ให้แก่สพฐ. เพื่อนำไปต่อยอดสร้างห้องเรียนแห่งอนาคตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันโรงเรียนต้นแบบทั้ง 50 แห่ง มีการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พัฒนาบุคลากร ครู ผู้บริหารโรงเรียน พัฒนาหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบศตวรรษที่ 21 และมีการติดตามและประเมินผล สามารถเผยแพร่ และต้นแบบให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

“ผลการประเมินหลังจากเด็กเข้าร่วมโครงการ พบว่าเด็กมีทั้ง 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1.ทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม 2.ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และ 3.ทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม หลายคนอาจมองว่าทักษะด้านนี้เด็กมีอยู่แล้ว แต่จริงๆ เด็กต่างคนต่างทำและมารวมเป็นผลงาน แถมเด็กหน้าห้องบางคนไม่อยากทำงานร่วมกับเด็กหลังห้อง แต่ห้องเรียนแห่งอนาคตเด็กทุกคนต้องทำงานร่วมกันจริงๆ ทำให้เด็กหน้าห้องได้เรียนรู้ว่าบางเรื่องเขาอาจจะเก่งวิชาการแต่เมื่อมาปฏิบัติเขาต้องพึ่งเด็กหลังห้องหรือการสื่อสาร เด็กหลายคนไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้าคิด เมื่อเข้าร่วมโครงการเขากล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกมากขึ้น และรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งหากสพฐ.นำรูปแบบห้องเรียนอนาคตไปปรับใช้ ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 ได้” นายวาริท กล่าว

เด็กทุกคนต้องการต่างกัน การเรียนรู้ย่อมต่างกัน ทั้ง “4 รูปแบบห้องเรียนแห่งอนาคต” เหมาะสมกับบริบทเด็ก โรงเรียน “น้องแฟน" น.ส.ปิยฉัตร โพธิ์ศรี และ "น้องแม็ค" นายคมสันต์ เสามุกดา อดีตนักเรียนโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จ.มหาสารคาม เล่าว่า เข้าร่วมโครงการซัมซุงเพราะต้องการเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากห้องเรียนแห่งอนาคต ต้องรู้จักตั้งคำถาม หาคำตอบ ช่วยเหลือชุมชน เมื่อสำรวจปัญหาชุมชน พบว่ามีปัญหาชาวบ้านนำขยะไปทิ้งไว้ในป่า จึงมองหาทางแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ป่าสาธารณะกลายเป็นป่าชุมชนที่ทุกคนช่วยกันดูแล ไม่นำขยะไปทิ้งในป่า โดยมีพี่ๆ จากซัมซุงมาให้ความรู้ มีเครื่องมือเทคโนโลยี อาทิ โน้ตบุ๊ก กล้องวิดีโอใช้เก็บข้อมูลและค้นหาวิธีการต่างๆ ได้วิธีสร้างความร่วมมือทำความเข้าใจชาวบ้าน

“การเรียนรู้แบบห้องเรียนแห่งอนาคต ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา การตั้งคำถามหาคำตอบ คิดวิเคราะห์ ที่สำคัญได้ทำงานกับผู้คนหลากหลาย และเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร ยิ่งคนในวัยต่างกันมุมมองต่างกันจะทำอย่างไรให้ทุกคนพร้อมช่วยเหลือกิจกรรม ดูแลป่า รวมถึงได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับป่า การอนุรักษ์ป่า และรู้จักดูแลชุมชน ผืนป่า เป็นห้องเรียนที่เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ที่ครูคิดร่วมกันกับเด็ก และรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์” เยาวชนห้องเรียนแห่งอนาคต เล่า

ตบท้ายด้วย ครูสุนันต์ สะซีลอ จากโรงเรียนศาสนาศึกษา จ.ปัตตานี หนึ่งในโรงเรียนที่ได้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า อยากให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้เทคโนโลยี กระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ซึ่งเมื่อได้เข้าร่วมโครงการทำให้ทั้งครูและเด็กได้เรียนรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก เพราะต้องยอมรับว่าเด็กโรงเรียนศาสนาศึกษาไม่ได้เรียนเฉพาะหลักสูตรสามัญ แต่ต้องเรียนหลักสูตรอิสลามด้วย เมื่อโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการทำให้ได้มุมมองในการสอนแบบใหม่ รู้จักบูรณาการวิชาเข้าด้วยกัน เด็กได้เรียนอย่างสนุก เข้าใจบทเรียนมากขึ้น ที่สำคัญเด็กกล้าคิด กล้าทำและกล้าแสดงออก พวกเขาไม่กลัวการเรียนรู้ และครูได้เรียนรู้การสอนที่ไม่ใช่ยืนหน้าห้อง แต่ได้เรียนรู้การยอมรับความคิดเห็นเด็ก ได้รู้มุมมองเด็ก และรู้จักการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของเด็ก ดังนั้นอยากให้โครงการซัมซุงต่อยอดห้องเรียนแห่งอนาคตไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในลักษณะแตกต่างกันออกไป


ผายลมบ่อย อันตรายมั้ย? 5 อันดับสาเหตุ “ผายลมบ่อยผิดปกติ” มาแก้ที่ต้นเหตุกัน

แม้ว่าเรื่องผายลม จะเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย แต่ถ้าเลือกได้หลายคนก็คงอยากปล่อยลมในที่ส่วนตัวมากกว่าจะให้ใครรู้ แต่สำหรับใครที่พบว่าร่างกายส่งสัญญาณแปลกๆ ด้วยการผายลมตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน อิ่มหรือหิว ก็มักจะตามมาด้วยเสียงและกลิ่นประหลาดจากร่างกายอยู่เสมอ แม้จะไม่ใช่เรื่องหนักหนา แต่ก็เป็นอาการที่ใครๆ ก็ไม่อยากเป็นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสาวๆ ขอบอกเลยว่าหากใครจับได้ว่าเราปล่อยลมคงอายจนแทบมุดดินหนี โดยการที่ร่างกายมีแก๊สมากกว่าปกตินั้น ยังอาจเป็นสัญญาณของภาวะบางอย่างก็เป็นได้ ซึ่ง 5 อันดับสาเหตุของการผายลมบ่อยผิดปกติจะมีเรื่องใดบ้างนั้น UndubZapp มีข้อมูลสุขภาพดีๆ มาฝากกันค่ะ

5. แบคทีเรียในร่างกายไม่สมดุล

ภายในกระเพาะอาหารของเรานั้นประกอบด้วยแบคทีเรียทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดีปะปนกัน ซึ่งหากร่างกายขาดสมดุลของแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิด หรือมีแบคทีเรียชนิดดีน้อยเกินไปนั้น ก็จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติไปด้วย เนื่องจากมีแบคทีเรียชนิดไม่ดีอยู่มากเกินไป คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและส่งผ่านไปในลำไส้จนทำให้เกิดการผายลมอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การปรับสมดุลของแบคทีเรียนั้นมีหนทางง่ายๆ ด้วยการรับประทานแบคทีเรียชนิดดีเสริม เช่น โยเกิร์ต หรืออาหารเสริมโพรไบโอติก เป็นต้น

4. ภาวะพร่องเอนไซม์ย่อยนม

เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุอันดับ 4 ที่พบบ่อยครั้ง เนื่องจากในกระเพาะอาหารของบางคนนั้น ขาดเอนไซม์ที่สามารถย่อยแลคโตสในนม ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการท้องเสียและเกิดแก๊สในกระเพาะทุกครั้งที่รับประทานนม รวมไปถึงอาหารอื่นๆ ที่มีนมเป็นส่วนประกอบ อย่างไอศกรีมและชีสอีกด้วย โดยทางแก้ที่ดีที่สุดของภาวะ Lactose intolerance ก็คือการงดรับประทานนมและอาหารที่ทำจากนม โดยอาจเลือกทานนมถั่วเหลืองหรือนมที่เป็นแลคโตสฟรีแทนได้ค่ะ

3. ความเครียด

ภาวะทางอารมณ์นั้นสามารถส่งผลต่อการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ปั่นป่วน สังเกตได้ว่าเมื่อมีอาการเครียด คุณจึงมักมีอาการปวดมวนท้อง หรือมีอาการท้องอืดได้ ซึ่งนั่นเป็นเพราะระบบประสาทบางส่วนมีการเชื่อมต่อกับระบบย่อยอาหารนั่นเอง อย่างก็ตาม การแก้ปัญหานี้ก็ต้องเริ่มมาจากการขจัดความเครียดซึ่งเป็นต้นเหตุด้วยเช่นกัน อย่างการนั่งสมาธิซึ่งจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบลง โดยความเครียดที่ลดลงยังช่วยให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานเป็นปกติอีกด้วย

2. กินเร็วเกินไป

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่รีบเร่ง และพฤติกรรมการรับประทานอาหารแบบผิดถือเป็นสาเหตุอันดับ 2 ที่ทำให้คนสมัยนี้มักกลืนอาหารเร็วเกินไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งหนึ่งในผลกระทบที่ตามมาก็คือ เราได้กลืนอากาศจำนวนมากเข้าไปพร้อมอาหารโดยที่ไม่รู้ตัวเช่นกัน ส่งผลให้ร่างกายต้องหาทางระบายอากาศออกผ่านการผายลมหรือการเรอทางปาก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ดูเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก ดังนั้น เพื่อป้องกันการกลืนอากาศเข้าไป คุณควรจะค่อยๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ซึ่งการกินแบบนี้นอกจากจะแก้ปัญหาท้องอืดได้แล้ว ยังช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ

1. กินของหวานมากเกินไป

การกินของหวานมากเกินไปเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้คนนิยมทานอาหารประเภทเบเกอรี่และน้ำตาลที่ส่งผลให้ท้องอืดและมีลมในร่างกายมากขึ้น นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนักและนิยมใช้น้ำตาลเทียมซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้นั้น สารน้ำตาลเทียมดังกล่าวยังตกค้างอยู่ในลำไส้ซึ่งยิ่งทำให้เกิดแก๊สและมีอาการท้องอืดมากขึ้น และแน่นอนว่าย่อมตามมาด้วยอาการผายลมไม่หยุด ชนิดนี้เบรกยังไงก็ไม่อยู่เลยทีเดียว ทางที่ดีควรหันมาลดการบริโภคของหวานลง ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการท้องอืดแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย


"ลดน้ำหนัก" ฉบับเร่งด่วน 3 วัน 2 กก. แต่ไม่ควรทำบ่อย!

อยาก "ลดน้ำหนัก" ให้ได้เร็วๆ มีวิธีไหนมั้ย? คำตอบคือ มีค่ะ! แต่...แต่มันไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวน่ะสิ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น และยังทำให้สาวๆ เสี่ยงต่อภาวะ "โยโย่เอฟเฟกต์" ตามมาภายหลังได้ จริงๆ มันก็มีวิธี "ลดน้ำหนัก" ฉบับเร่งด่วน ทำได้ แต่ไม่ควรทำบ่อยๆ นะคะ

วิธีลดน้ำหนักฉบับเร่งด่วน ทำ 3 วัน ลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม เป็นสูตรที่ได้มาจาก Pureswan บล็อกเกอร์ด้านรูปร่างและการลดน้ำหนัก ซึ่งเธอลองทำแล้วได้ผลจริง (จาก 42.3 กก. เหลือ 40.1 กก.) ซึ่งเธอก็ย้ำว่าวิธีนี้ไม่ควรทำเป็นประจำ หรือทำติดต่อกันนานๆ ยังไงก็ยังสนับสนุนการ "ลดน้ำหนัก" ให้ "สุขภาพดี" คือ การควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายไปด้วยนั่นเอง

วิธี "ลดน้ำหนัก" เร่งด่วนใน 3 วัน

วันที่ 1

มื้อเช้า : โปรตีนเชค 1 แก้ว เร็ว ง่าย สะดวกสบาย

มื้อกลางวัน : เกาเหลาหมูแดง ผักสลัดรวม กินแบบไม่ใส่น้ำสลัด

มื้อเย็น : โยเกิร์ต 0% fat และสลัดอกไก่ไข่ต้ม (หาซื้อตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านได้)

Tips : ระหว่างวันให้กินน้ำเปล่าเยอะๆ

วันที่ 2

มื้อเช้า : กราโนล่า โยเกิร์ต 0% fat

มื้อกลางวัน : สุกี้น้ำไก่ เพิ่มผัก ไม่ใส่กระเทียมเจียว

มื้อเย็น : สลัดผักปูอัด ใส่น้ำสลัดน้อยๆ ก็พอ

Tips : ระหว่างวันให้กินน้ำเปล่าเยอะๆ

วันที่ 3

มื้อเช้า : กราโนล่า นมพร่องมันเนย กล้วยหอม 1 ผล

มื้อกลางวัน : แกงส้มผักรวมกุ้งสด ข้าวกล้อง 1 ทัพพี

มื้อเย็น : โยเกิร์ต 0% fat ตามด้วยน้ำเปล่า

Tips : ระหว่างวันให้กินน้ำเปล่าเยอะๆ

วิธีนี้ไม่แนะนำให้ทำติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือนานเป็นเดือน เพราะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่สามารถใช้วิธีนี้ได้ในกรณีที่อยากลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนจริงๆ เหมาะกับที่จะทำในช่วงวันหยุด ช่วงที่เราไม่ต้องใช้พลังงานเยอะ หรือวันที่ไม่ได้ออกไปทำงาน

ซึ่งหลังจากวันที่ 3 ไปแล้ว ก็ควรกลับมาทานอาหารครบ 3 มื้อในเมนูปกติ แต่ยังควบคุมอาหารอยู่ เน้นกินคลีน ลดหวาน ลดเค็ม ลดมัน บวกกับการออกกำลังกายควบคู่ด้วย


บิล เกตส์ เผยความผิดพลาดใหญ่บิลเกตส์เผยปมผิดพลาดมากสุด ครั้งเป็นซีอีโอไมโครซอฟท์

บิลเกตส์เผยปมผิดพลาดมากสุด – ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เปิดใจเผยถึงการทำงานผิดพลาดมากที่สุด สมัยเป็นผู้บริหาร จนทำให้ค่ายแอปเปิลกลายเป็นคู่แข่งด้วยระบบปฏิบัติการ iOS

เกตส์ให้สัมภาษณ์บนเวทีเสวนา Economic Club ว่าในโลกของซอฟต์แวร์ หรือ แพลตฟอร์มบางส่วน

ผู้ชนะจะได้ครอบครองทั้งหมด สิ่งที่ตนเคยทำพลาดมากที่สุดคือ การที่ไม่ได้ให้ทีมงานทุ่มสร้างระบบปฏิบัติการมือถือแบบแอนดรอยด์

ไมโครซอฟท์เคยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มานานหลายปีและล้มยักษ์อย่างแอปเปิลได้ แต่แพ้หมดรูปในสมรภูมิสมาร์ตโฟน คำกล่าวของ สตีฟ บัลเมอร์ ซีอีโอไมโครซอฟท์ ที่เคยพูดถึงไอโฟน ว่าเป็นโทรศัพท์ที่แพงที่สุดในโลกและไม่ดึงดูดลูกค้านักธุรกิจเพราะไม่มีคีย์บอร์ด เป็นการพลาดท่าที่ทำให้วาทะนี้เป็นที่อื้ออึง

แม้ไมโครซอฟท์ออกระบบปฏิบัติการบนมือถือก่อนค่ายอื่นๆ เรียกว่า วินโดวส์ โมบายล์ ในปี 2543 แต่เมื่อแอปเปิลเปิดตัวไอโฟนในปี 2550 และตามมาด้วยแอนดรอยด์ของค่ายกูเกิลในปี 2551 ทำให้ไมโครซอฟท์เร่งสปีดตามอีกสองค่ายไม่ทัน

“เราก็รู้นะว่า โทรศัพท์มือถือจะได้รับความนิยมมากๆ เราก็เลยทำวินโดวส์ โมบายขึ้น แต่เราพลาดที่ไม่ได้ครองระบบปฏิบัติการ” เกตส์กล่าว ซึ่งผลดังกล่าวทำให้ไมโครซอฟท์พ่ายซ้ำให้กับกูเกิล ที่สร้างระบบปฏิบัติการบนมือถือแอนดรอยด์ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในสหรัฐ เฉพาะครึ่งปีแรกของปี 2561 มีผู้ใช้ระบบแอนดรอยด์ทั่วโลกมากกเกตส์ยังเอ่ยถึงกฎหมายป้องกันการผูกขาดของรัฐ ส่งผลต่อการทำงานของไมโครซอฟท์อย่างมาก นับตั้งแต่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐออกกฎหมายดังกล่าว ไมโคซอฟต์ก็ถูกฟ้องว่าละเมิดกฎหมายใน 20 รัฐและเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย

“ผลิตภัณฑ์ของเราที่แข็งแกร่งมาก อย่างวินโดวส์ และออฟฟิศ ทำให้เรายังคงเป็นบริษัทชั้นนำได้ แต่ถ้าเราไปถูกทางเสียหน่อยนะ เราจะยังเป็นบริษัทผู้นำอยู่ อ่ะ แต่ก็นั่นแหละนะ” เกตส์กล่าวถึงความเสียหายที่พลาดโอกาสไปว่าร้อยละ 85

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเสียใจเฉพาะเรื่องนี้ เกตส์เคยขอโทษเมื่อปี 2560 ว่าไมโครซอฟท์ทำผิดพลาดที่ใช้คำสั่งยุ่งยากตั้ง 3 ปุ่ม ทั้ง Control-Alt-Delete แทนที่จะใช้ปุ่มเดียว

ส่วนความบกพร่องอื่นๆ ได้แก่ การออกวินโดวส์ เวอร์ชัน วิสตา และวินโดวส์ ซึ่งมีปัญหามากมายที่เกิดจากการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ อีกทั้ง โปรแกรมฟังเพลง Zune ก็ไม่เป็นที่นิยม

ปัจจุบัน เกตส์ ใช้โทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์และหันหลังให้กับการทำงานประจำวันที่ไมโครซอฟท์มาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2551 จากนั้น ลงจากตำแหน่งประธานกรรมการไมโครซอฟต์เดือน ก.พ. 2557