ครบเครื่อง ญ. อมตะ 30 พฤศจิกายน 2562

ก๊าซเรือนกระจก ในชั้นบรรยากาศโลกสะสมตัวเข้มข้น ทำลายสถิติอีกครั้ง

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) แถลงว่าระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อปี 2018 ยังคงพุ่งสูงขึ้น จนถึงขั้นทำลายสถิติที่มีการบันทึกเอาไว้อีกครั้ง

เมื่อปีที่แล้ว ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งทศวรรษที่ผ่านมา คือที่ 407.8 ส่วนในล้านส่วน (ppm) สูงกว่าของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 405.5 ppm ทั้งสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมในปี 1750 ถึง 147%

ส่วนความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ เช่นมีเทนและไนตรัสออกไซด์ ก็เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยด้วยเช่นกัน โดยกว่า 60% ของมีเทนในชั้นบรรยากาศมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการเกษตรและเลี้ยงปศุสัตว์ ทำให้มีเทนในชั้นบรรยากาศยุคปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 259% ส่วนไนตรัสออกไซด์ที่บางส่วนมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี มีความเข้มข้นเพิ่มสูงขึ้นกว่า 123% เมื่อเทียบกับของปี 1750

นับแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกต่ออุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นโดยรวม (Total radiative forcing) นับว่าสูงขึ้นถึง 43% ทำให้โลกร้อนและเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในวงกว้าง

ระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่ตกค้างและสะสมตัวในชั้นบรรยากาศโลกนั้น แตกต่างจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในขั้นต้น เนื่องจากป่าไม้ ผืนดิน และมหาสมุทร จะช่วยดูดซับคาร์บอนและก๊าซอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อน แต่หากก๊าซเรือนกระจกยังมีเหลือมากจนกลายเป็นส่วนเกิน ก็จะไปสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ กลายเป็นฉนวนกักเก็บความร้อนของโลกไม่ให้มีการระบายออกไป

นายเปตเตรี ตาลาส เลขาธิการของ WMO กล่าวว่า “ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าการสะสมตัวของก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน มีแนวโน้มจะชะลอลง หรือแม้แต่จะลดลงเลย ถึงนานาชาติจะมีพันธกิจในการแก้ไขปัญหานี้ ตามความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ตาม”

สถานีตรวจสภาพอากาศแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

“เราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนความตกลงให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงจัง ต้องไม่ลืมว่าครั้งล่าสุดที่โลกมีความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในระดับนี้ ก็คือเมื่อ 3-5 ล้านปีก่อน ซึ่งในตอนนั้นอุณหภูมิโลกสูงกว่านี้ 2-3 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงกว่าปัจจุบัน 10-20 เมตร” เลขาธิการ WMO กล่าว

ข้อมูลในรายงานข้างต้นนี้ จะถูกนำเสนอโดยละเอียดอีกครั้ง ในที่ประชุม COP 25 ซึ่งผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก จะร่วมหารือกันในประเด็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงมาดริดของสเปนในสัปดาห์หน้า


ให้เหมียวเลียใบหน้า เคล็ดลับทาสแมว อ้างช่วยรักษาสิว?

ให้เหมียวเลียใบหน้า – วันที่ 26 พ.ย. มิร์เรอร์ รายงาน “เคล็ดลับ” การรักษาสิวบนใบหน้าที่น่าตะลึงและชวนร้องยี้ของหญิงชาวอินโดนีเซีย โดยอ้างให้แมวที่เลี้ยงเลียใบหน้าเธอทุกวัน

หญิงคนนี้คือ น.ส.ดินดา เล่าว่า เนีย ทุกวันแมวแท็บบี้จะนั่งมาบนหนังสือเรียน และคอยเลียใบหน้าเจ้านายขณะเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เป็นเวลา 3 เดือน ปรากฏว่าสิวบนใบหน้าลดลง

น.ส.ดินดาอ้างว่า ใบหน้าของเธอดีขึ้น หลังให้เจ้าเนียเลียใบหน้าทุกวัน ขณะที่ น.ส.เดบี พี่สาวซึ่งถ่ายคลิป บอกว่า แมวตัวนี้จะไม่เลียใบหน้าใครเลยนอกจากน้องสาว

อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ตีพิมพ์ในโรงเรียนแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า น้ำลายแมวสามารถแพร่แบคทีเรียที่สามารถนำโรคมาสู่มนุษย์ได้

“น้ำลายแมวอาจมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ทำให้มนุษย์เจ็บป่วยหากเข้าสู่ผิวหนัง หรือสัมผัสเนื้อเยื่อปาก จมูก หรือดวงตา หากเชื้อโรคสัมผัสภายในร่างกายมนุษย์ แบคทีเรียสามารถทำให้ผิวหนังติดเชื้อ มีอาการเหมือนไข้ เช่น ตัวร้อน และหนาวสั่น หรือเป็นโรคร้ายแรงกว่านี้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ” การศึกษาระบุ


ชาวเน็ตใจละลาย สุนัขกับลูกยีราฟกำพร้า ผูกพันอย่างน่าประหลาด

แจ๊ส เป็นยีราฟแอฟริกาใต้ที่ถูกส่งเข้าไปยังศูนย์ดูแลแรดกำพร้า Rhino Orphanage ในจังหวัดลิมโปโป ไม่กี่วันหลังลืมตาดูโลก หลังจากที่มีเกษตรกรคนหนึ่งพบมันอยู่ในป่า สภาพอ่อนแอ และขาดน้ำ จึงเรียกองค์กรช่วยเหลือสัตว์ฯซึ่งเป็นศูนย์ใกล้ที่สุด ไปช่วยเหลือ

ไปอยู่ใหม่ๆ แจ๊สอาจแปลกที่เพราะแวดล้อมมีแต่แรด ตามชื่อขององค์กร แต่โชคดีได้ เจ้าฮันเตอร์ สุนัขเฝ้าศูนย์เป็นเพื่อน

เจนี แวน เอียร์เด เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ในศูนย์ กล่าวว่า ฮันเตอร์กับแจ๊ส คุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว ตอนที่แจ๊สเข้าไปใหม่ๆ มันตัวเล็กมาก อายุแค่ 2 วัน อ่อนแอ เพราะแม่ทิ้งมันไว้ลำพัง เราต้องให้น้ำเกลือ เริ่มให้นม เวลานี้ ดีขึ้นมาก แจ๊สพยายามกินใบไม้ หวังว่าอีกไม่นาน น่าจะกลับบ้านได้

ศูนย์สงเคราะห์แรดกำพร้า นำภาพของทั้งคู่มาโพสต์บนเฟซบุ๊ก เพื่อให้แฟนเพจได้ชมความน่ารักและมิตรภาพอบอุ่นของเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์ พร้อมกับคลิปที่ทั้งสองดูแลกันและกัน และข้อความว่า “ความผูกพันและความเข้าใจระหว่างยีราฟ กับสุนัขเบลเจียน มาลินอยส์ น่าทึ่งมาก” ซึ่งมีผู้แชร์โพสต์นี้กันเป็นจำนวนมาก


วิ่งแล้วปวดเข่า อย่าโทษรองเท้า ต้องปรับท่าวิ่งให้ถูกต้อง

การวิ่ง เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้ไปแล้ว อาจจะเพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและลงทุนน้อย แค่มีรองเท้าวิ่งหนึ่งคู่ก็สามารถเริ่มวิ่งได้แล้ว แต่ด้วยความคิดที่ว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ “ง่าย” นี่แหละที่ทำให้หลายคนละเลยที่จะเรียนรู้วิธีการวิ่งที่ถูกต้อง พอเกิดอาการบาดเจ็บก็ทึกทักเอาว่าเพราะรองเท้าไม่ดีเป็นสาเหตุ

นพ.ประชัน บัญชาศึก แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ข้อมูลว่า แม้ว่าการวิ่งจะเป็นการออกกำลังกายที่ดูง่าย และไม่อันตราย แต่ก็มักพบนักวิ่งทั้งมือเก่ามือใหม่ได้รับบาดเจ็บกันอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะในการวิ่งจะมีช่วงที่ร่างกายลอยอยู่ในอากาศ เมื่อกลับลงสู่พื้นจะต้องใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการรับน้ำหนักหรือรับแรงกระแทกที่มากกว่าภาวะปกติราว 3 เท่าของน้ำหนักตัว นักวิ่งจึงอาจได้รับบาดเจ็บสะสมจากการกระแทกซ้ำ ๆ แน่นอนว่ารองเท้าสำหรับวิ่งสามารถช่วยลดแรงกระแทกขณะวิ่งได้ส่วนหนึ่ง แต่หากนักวิ่งมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม

เช่น กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอ ไม่มีความยืดหยุ่นที่ดี วิ่งในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง วิ่งในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือการวิ่งมากเกินไป ก็จะเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการบาดเจ็บได้มากขึ้น โดยอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในบรรดานักวิ่งคืออาการปวดเข่าและปวดหลัง

ใครที่กำลังจะลงสนามวิ่ง หากไม่อยากมีอาการบาดเจ็บอย่างที่ว่ามา ควรปรับ “ท่าวิ่ง” ให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ดังคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บ

ศีรษะ ควรตั้งให้ตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัว ไม่ก้ม ไม่เงย สายตามองตรงไปข้างหน้า เพื่อให้ไม่เกิดการเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อคอ และไม่ทำให้น้ำหนักลงที่บั้นเอว ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้

ลำตัวและหลัง ควรตั้งตรงตามธรรมชาติ ยืดหลังให้ตรงแต่ไม่เกร็ง เพื่อให้การหายใจเข้ามีประสิทธิภาพ ปอดขยายตัวได้อย่างเต็มที่ และป้องกันอาการปวดหลังได้

แขนและไหล่ แขนควรแกว่งให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้าขณะวิ่ง ตั้งศอกเป็นมุมประมาณ 90 องศา ไหล่ไม่ห่อ ไม่ยกสูง และไม่โยกเวลาวิ่ง

เข่า เท้า และข้อเท้า วิ่งปลายเท้าตรงไปข้างหน้าไม่บิดเข้าข้างใน การวางเท้าลงพื้นไม่ควรกระแทกกับพื้นแรง ๆ ส้นเท้าควรสัมผัสพื้นก่อน ตามด้วย

ฝ่าเท้า เมื่อปลายเท้าแตะพื้นจะพอดีกับจังหวะที่ส้นเท้าเปิดขึ้น พร้อมถีบตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งการลงเท้าที่ผิดวิธีอาจทำให้เกิดข้อเท้าพลิกได้ ส่วนเข่าไม่ควรยกสูงมากนักและไม่เหยียดจนสุด ไม่ควรก้าวยาวเกินไป และขณะเท้าสัมผัสพื้นควรปล่อยเข่าสบาย ๆ ไม่เกร็ง เพื่อให้การงอเข่าเป็นไปตามธรรมชาติ

นอกจากการปรับท่าวิ่งแล้ว สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือการวอร์มอัพและยืดกล้ามเนื้อก่อนการวิ่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่น จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ และจะต้องไม่หักโหมจนเกินไป ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและระยะทาง โดยเฉลี่ยไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์ รวมไปถึงการบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อลำตัว สะโพก และต้นขาอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย นพ.ประชันแนะนำว่า หากเกิดอาการบาดเจ็บไม่ควรฝืนวิ่งต่อ ควรเปลี่ยนไปออกกำลังกายที่ได้รับแรงกระแทกน้อยกว่า เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และอาจรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บค่อยกลับมาวิ่งใหม่ แต่หากมีอาการกล้ามเนื้อขาอักเสบหรือบวม ปวดเกินกว่าที่จะทนได้ ควรรีบไปพบแพทย์


ยูเนสโกประกาศยกให้ "หลวงปู่มั่น" เป็นคนสำคัญของโลกสายสันติภาพ

26 พ.ย. 62 (14:00 น.) นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่า ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญขององค์การยูเนสโกครั้งที่ 40 มีมติรับรองการร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในวาระปี 2563 -2564 ได้ยกย่องบุคคลสำคัญ 2 รูป ได้แก่ พระอาจารย์มั่น ภูริภัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม 2563) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464)

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในมิติศาสนา จัดพิธีประกาศเกียรติคุณและจัดกิจกรรมศาสนพิธี กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาส่งเสริมสันติภาพ ร่วมกับคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน 150 ปี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและคณะศิษยานุศิษย์

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นพระมหาเถระที่คนไทยทั้งประเทศเคารพนับถือ จนปรากฏเด่นชัด ทั้งในขณะที่ท่านยังอยู่ในสมณะและเมื่อละสังขารขันธ์ไปแล้ว ในการประกาศ ยกย่องให้พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตและ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ กระทรวงวัฒนธรรม จะร่วมเฉลิมฉลองกับมหาเถรสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมอบหมายกรมการศาสนา ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเชิดชูเกียรติคุณ


ครม.ไฟเขียวช่วย "แม่วัยรุ่น" หาผู้ปกครองเลี้ยงลูกชั่วคราว หากไม่พร้อม

26 พ.ย. 62 (17:22 น.) ครม.ผ่านกฎกระทรวงฯ ช่วยเหลือ "แม่วัยรุ่น" ทั้งสร้างอาชีพ หาคนพร้อมมาเลี้ยงลูกให้ชั่วคราว จัดหาที่พักที่เหมาะสมให้

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติผ่านร่างกฎกระทรวงเพื่อการจัดสวัสดิการให้กับแม่วัยรุ่น ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันในสังคมไทยตอนนี้มีปัญหาคุณแม่วัยรุ่นสูงมาก โดยในปี 2561 พบวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี เฉลี่ยคลอดบุตร 119 คน/วัน และถ้านับเฉพาะกลุ่มอายุ 15-19 ปี พบว่ามีอัตราการคลอดบุตรสะสมที่ 70,000 ราย ปัญหาคือหากแม่วัยรุ่นไม่ได้รับการดูแลที่ดีก็มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ซ้ำ

ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2561 พบว่า มีวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี มีการตั้งครรภ์ซ้ำถึง 6,543 คน และถึงแม้ว่าจะมีพ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ออกมาตั้งแต่ปี 2559 แต่กลับพบว่า ยังมีแม่วันรุ่นถูกให้ออกจากการศึกษา ทั้งที่กฎหมายคุ้มครองว่าแม้เด็กจะตั้งครรภ์แต่ต้องได้รับการศึกษาต่อ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ครม.จึงเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวออกมา โดยกำหนดสิ่งที่รัฐต้องทำ คือ 1. กำหนดให้กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวมีการฝึกอาชีพหรือจัดหาที่ฝึกอาชีพให้แม่วัยรุ่นที่ประสงค์จะเข้ารับการฝึกอาชีพตามความสนใจและความถนัด

2. กำหนดให้กรมกิจการเด็กและเยาวชน หาผู้ประสงค์ที่จะรับเลี้ยงดูบุตรของวัยรุ่นเป็นการชั่วคราว เพื่อทำหน้าที่ครอบครัวทดแทนในกรณีที่แม่วัยรุ่นไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้

และ 3. กำหนดให้มีการบริการให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำแก่วัยรุ่นและครอบครัว จัดหาที่พักที่เหมาะสมและปลอดภัย รวมถึงประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แม่วันรุ่นได้รับการศึกษาที่เหมาะสม

"กฎกระทรวงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการทำงานเชิงรุกด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้สภาเด็กและเยาวชนทุกระดับสร้างเครือข่ายเด็กและเยาวชนในพื้นที่เพื่อเป็นแกนนำ ป้องกัน แก้ไข และเฝ้าระวังการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และส่งเสริมสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้ รวมถึงสวัสดิการทางสังคมต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดสวัสดิการทางสังคมต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่และเฝ้าระวัง" น.ส.รัชดา กล่าว