ครบเครื่อง ญ. อมตะ 14 มีนาคม 2563

นาซาเร่งสำรวจ "ดาวทองคำ Psyche 16 "..ขุมทรัพย์โลหะ

11 มีนาคม 2563 แร่ธาตุบนโลกมนุษย์ลดน้อยลงทุกที โดยเฉพาะแร่โลหะที่นำมาใช้ผลิตสินค้าสำคัญต่าง ๆ ทำให้ “นาซา” เกิดไอเดียขอความร่วมมือกับมหาเศรษฐีพันล้าน “อีลอน มัสก์” ออกสำรวจดาวโลหะ “ไซคี 16 ” ที่คาดว่ามีแร่ธาตุสำคัญจำนวนมากรวมถึง “ทองคำ” หากนำกลับมาโลกมนุษย์ได้ อาจมีมูลค่าเป็นตัวเลขหลัก “ล้านล้านล้าน” !

ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2020 มีการปล่อยข่าวในหมู่นักสำรวจอวกาศว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ “นาซา”กำลังจัดทีมปฏิบัติการล่าแร่โลหะนอกโลกในอีก 2 -3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2023 โดยเป้าหมายคือ ดาวเคราะห์น้อย “ไซคี 16” (Psyche 16) อยู่ห่างจากดาวโลกไปประมาณ 500 – 700 ล้าน กม. เปรียบเทียบได้กับโลกที่อยู่ห่างดวงอาทิตย์ 150 ล้านกม. แสดงว่าดาวนี้อยู่ห่างไปอีก 4 - 5 เท่าจากดวงอาทิตย์

ดาวนี้ถูกพบว่ามีลักษณะรูปร่างคล้าย “หัวมันฝรั่ง” (potato) ขณะที่โลกเป็นดาวเคราะห์มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 12,756 กม. “ไซคี 16” มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 200 กม. จึงถูกเรียกเป็น ดาวเคราะห์น้อย ส่วนพื้นผิวที่มองเห็นเบื้องต้นจากภาพถ่ายนั้น ประกอบด้วยแร่ธาตุ “โลหะ” มากกว่า ก๊าซ หิน ดิน ฝุ่น แบบดาวดวงอื่น ๆ

โครงการสำรวจ “ไซคี 16” เพิ่มความน่าสนใจตรงที่ มหาเศรษฐีพันล้านชื่อดัง “อีลอน มัสก์” (Elon Musk) ตกลงเป็นหุ้นส่วนร่วมด้วยช่วยกัน “อีลอน” มีชื่อเสียงจากการตั้งบริษัท สเปซเอ็กซ์ ผลิตสินค้าและบริการเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้งเรือดำน้ำ รถไฟฟ้า เครื่องบินไฟฟ้า ทัวร์อวกาศ รวมถึงการวางระบบขนส่งความเร็วสูง “ไฮเปอร์ลูป” แต่ที่คนไทยรู้จักดีก็ตอนที่เขาบินมาเชียงราย เพื่อช่วยปฏิบัติการกู้ภัยถ้ำหลวงค้นหา “ทีมหมูป่า” โดยบรรทุกเรือดำน้ำจิ๋วใส่เครื่องบินส่วนตัวมาด้วย หวังจะขนย้ายเด็ก ๆ ออกมาจากถ้ำ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้อุปกรณ์ตัวนี้ แต่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ “อีลอน” จะเข้าร่วมโครงการสำรวจดาว “ไซคี 16” หรือเรียกกันว่า “ดาวโลหะ” เนื่องจากแร่ธาตุต่าง ๆ ในโลกถูกมนุษย์ขุดขึ้นมาใช้แทบจะหมดแล้ว วินาทีนี้ยังไม่มีใครประเมินได้ว่าโลหะสำคัญบนดาวนี้นอกจาก “นิกเกิล”แล้วจะมีอะไรอีกบ้าง คาดว่าหากขนทั้งหมดกลับยังโลกได้ มูลค่าอาจสูงระดับ “ล้านล้านล้าน” เหรียญสหรัฐ หรือ ตัวเงินที่มีศูนย์อยู่ไม่ต่ำกว่า 18 ตัว

“รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม” ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายให้คมชัดลึกฟังว่า ดาวไซคี 16 เป็นชื่อและตัวเลขจากการค้นพบดาวเคราะห์น้อย (Asteroids) ลำดับที่ 16 เนื่องจากดาวที่พบลำดับที่ 1 ก็จะถูกตั้งชื่อแล้วใส่ตัวเลขตามลำดับไปเรื่อย ๆ เช่น เซเรส 1, พัลลาส 2, จูโน 3, เวสตา 4 ฯลฯ

ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบและตั้งชื่อไว้แล้วประมาณ 2 หมื่นดวง ส่วนใหญ่วงโคจรอยู่ที่ “บริเวณแถบดาวเคราะห์น้อย” (Asteroid Belt) ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส สำหรับความหมายของ “ไซคี” (Psyche) มาจากชื่อสาวงามภรรยา “เทพคิวปิด” คนไทยรู้จักกันดีเพราะชอบมาแผลงศรแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ ลักษณะพิเศษของดาวดวงนี้ 16 คือมีส่วนผสมของโลหะจำนวนมาก เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนอาจเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เหมือนโลกมนุษย์ แต่โดนแรงดึงดูด แรงกระแทก แรงพุ่งชนต่าง ๆ ขณะที่ล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ทำให้เปลือกนอกที่เป็นส่วนประกอบจำพวกหินฝุ่นทรายต่าง ๆ กะเทาะออกไป เหลือแต่ส่วนประกอบแกนกลางที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะเหล็กกับนิกเกิลที่คาดว่าจะมีจำนวนมหาศาล

“แกนกลางของโลกมนุษย์เราก็เป็นโลหะทั้งเหล็กและนิกเกิลเหมือนกัน ทำให้องค์การนาซาอยากไปสำรวจดาวไซคี 16 เพื่อใช้เครื่องมือทดสอบองค์ประกอบพื้นผิวอย่างละเอียด อยากรู้ว่ามีส่วนคล้ายแกนกลางของโลกเราแค่ไหน แต่การส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยนั้น มีต้นทุนแพง คาดว่าเงินลงทุนผลิตเบื้องต้นก็ไม่ต่ำกว่า 117 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.5 พันล้านบาทแล้ว ทำให้ต้องไปชวนกลุ่มนักธุรกิจที่สนใจมาร่วม อีลอน มัสก์ เป็นเจ้าของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทำธุรกิจผลิตจรวดส่งยานอวกาศออกไปนอกโลก ทำให้นาซาไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด คราวนี้ก็คงใช้ ฟัลคอน เฮฟวี (Falcon Heavy) เป็นยานปล่อยตัวผลิตโดยสเปซเอ็กซ์”

“รศ.บุญรักษา” กล่าวต่อว่า การสำรวจดาวไซคี 16 ครั้งแรกนี้ ทีมวิจัยนาซาประกาศว่ายังจะไม่มีการเก็บเอาโลหะอะไรกลับมาบนโลกมนุษย์ เน้นไปศึกษาพื้นผิวและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะสำรวจแร่ธาตุว่ามีอะไรบ้าง มีปริมาณเท่าไร มีแร่อะไรเหมือนโลกของ มนุษย์จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร เพราะนอกจากแร่นิกเกิลและเหล็กแล้ว น่าจะมีทองคำ ทองเหลือง ทองแดง แพลตินัม อีกจำนวนไม่น้อย

“คาดว่าการส่งยานอวกาศครั้งแรก คงไม่มีมนุษย์ไปด้วย เพื่อความปลอดภัยและประหยัดงบประมาณ ที่ผ่านมาโครงการสำรวจอวกาศหลายประเทศไปไกลถึงนอกระบบสุริยะแล้ว เพราะฉะนั้นแค่พื้นที่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก ตอนนี้จะปรึกษากับทีมนักดาราศาสตร์ของไทยที่ดูแลหอดูดาวแห่งชาติว่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์ถ่ายรูปดาวไซคี 16 จากประเทศไทยจะได้หรือไม่ ที่ผ่านมาพวกเราก็เคยถ่ายดาวที่อยู่บริเวณนั้นได้เหมือนกัน” รศ.บุญรักษา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ “นิกเกิล” แร่ธาตุส่วนประกอบสำคัญของดาวไซคี 16 นั้น มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของโลหะต่าง ๆ กว่า 3 พันชนิด เช่น สเตนเลส อัลลอยด์ หรือโลหะที่ไม่เป็นสนิม เนื่องจากนิกเกิลมีลักษณะเนื้อแข็ง สีเงินมันวาวมีความทนทานสูง ใช้ฉาบผิวโลหะสินค้าหลายประเภทได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเป็นโลหะที่ใช้ผลิตอาวุธและอุปกรณ์ไฮเทคหลายชนิด เช่น จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ฯลฯ

แผนการปล่อยจรวดออกไปสำรวจดาว “ไซคี 16” คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2023 ใช้เวลาเดินทางผ่านห้วงอวกาศไม่น้อยกว่า 3 ปี ถึงจะลงแตะดาวไซคี 16 ได้ในปี 2026 หมายความว่าอีก 6 ปีข้างหน้า มนุษย์ถึงจะยืนยันได้ว่า “ดาวโลหะ” นี้เป็น “ดาวทองคำ” จริงหรือไม่ ?

ขอซื้อหลักล้านก็ไม่ขาย! ชาวบ้านอึ้ง หินหนัก180กก. ลอยน้ำได้ ฝันประหลาด-ให้โชค

วันที่ 11 มี.ค. นางสมพร เตะเส็น อายุ 45 ปี ชาวบ้านเกาะเคี่ยม หมู่4 ต.กันตังใต้ อ.กันตัง จ.ตรัง พร้อมญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านกว่า 10 คน ช่วยกันยกก้อนหิน น้ำหนัก 180 กิโลกรัม ความสูงเกือบ 80 เซนติเมตร ออกจากบ้านเพื่อนำก้อนหินดังกล่าวไปลอยในทะเลห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร เพื่อเป็นการทำความสะอาดและต้องการพิสูจน์ให้ชาวบ้านได้เห็นว่า ก้อนหินนี้ลอยได้

นางสมพร กล่าวว่า พบก้อนหินนี้เมื่อปี2549 แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 14 ปี ก็ยังคงลอยน้ำได้ โดย นายเริงศักดิ์ มิเละ อายุ 43 ปี สามี ไปพบลอยอยู่ในทะเล โดยมีงูจงอางความยาวกว่า 4 เมตรนอนขดอยู่บนก้อนหิน ครั้งแรกก็ไม่สนใจ แต่พอกลับมาบ้าน ตนฝันว่ามีคนให้เอามาเก็บรักษาไว้เพราะเป็นของดีที่หายาก สามีจึงชวนเพื่อน ๆ ออกเรือไปหา เมื่อยกมือไหว้งูจงอางตัวดังกล่าวก็ได้เลื้อยหายไป

แต่เมื่อจะกลับขึ้นฝั่ง ต้องใช้แรงคน 7-8 คนยกขึ้นมา โดยนำมาบูชาไว้ภายในบ้าน ซึ่ง 14 ปีที่ผ่านมา ได้พาไปลอยน้ำเพียง 1 ครั้ง หลังจากนี้ครอบครัวตั้งใจว่า จะนำก้อนหินก้อนนี้ไปลอยน้ำให้ได้ทุกปี ตามที่ได้ฝันเห็นโต๊ะอิหม่าม ขอให้ตนพาท่านไปอาบน้ำทะเลให้ได้ปีละครั้ง

สำหรับก้อนหินนี้ เคยมีคนมาขอซื้อหลายครั้งแล้วแต่ตนไม่ขาย คาดตกลงมาจากต้นไม้ ตอนที่เจอมีงูตัวใหญ่นอนขดอยู่ ทุกคนเชื่อเหมือนกันว่าเป็นของแปลกและจะมาให้โชคให้ลาภเพราะชีวิตมีแต่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหินก้อนนี้เคยเข้าฝัน ขอของกิน ขอแป้งและของสวย ๆ งาม ๆ หลังจากนี้จะพาอาบน้ำทุกปีแล้ว

สำหรับก้อนหินก้อนนี้ เคยมีนักธรณีวิทยามาตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นหินอุกกาบาต ที่มีลักษณะเป็นมันวาว ผิวหยาบและมีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้สามารถลอยน้ำได้ แต่แปลกที่หนักเกือบ 200 กิโลกรัม และพบเพียงก้อนเดียว โดยตกลงมาเป็นทางยาวทำให้ต้นไม้ในบริเวณดังกล่าวไหม้เกรียม

"ซึ่งตามความเชื่อถือว่าหินอุกกาบาตมีความเข้มขลัง สามารถป้องกันศัตรู แคล้วคลาดและให้โชคลาภกับผู้บูชาได้ โดยยอมรับว่ามีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก หลังนำอุกกาบาตก้อนนี้กลับมาบูชาและไม่เคยคิดจะขายแม้จะมีคนมาขอซื้อในราคาหลักล้านก็ตาม"

ส่วนชาวบ้านหลังทราบข่าวว่าจะมีการนำหินอุกกาบาตไปลอยทะเลเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 14 ปี ต่างก็พากันมาช่วยยกก้อนหินดังกล่าวไปอาบน้ำพร้อมเช็ดถูและลูบคลำ เผื่อจะมีโชคลาภในงวดต่อไป ซึ่งเมื่อนำขึ้นจากน้ำเค็มแล้วก็นำมาล้างน้ำจืด ก่อนจะประพรมน้ำหอมและทาแป้ง ให้เย็นชื่นใจ…นางสมพร กล่าว

เผยชนวนเหตุ ศึกเจ้าจ๋อลพบุรี นับพันตะลุมบอนกลางถนน ไม่แคร์คน

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ได้มีการเผยแพร่ภาพคลิปลิงลพบุรียกพวกตีกันอย่างดุเดือดข้างละนับพันตัว ระหว่างลิงปรางค์สามยอด และลิงตึกฝั่งตลาดเทศบาล ซึ่งไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ต่างวิเคราะห์ว่าน่าจะเกิดจากความร้อนระอุทะลุ 40 องศา ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ที่ทำให้ลิงหงุดหงิด โมโห ก้าวร้าว หรือเป็นเพราะต้องการแย่งอาหารกัน

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามลุงเบี้ยว อ่ำอินทร์ อายุ 65 ปี อาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่คลุกคลีอยู่กับลิงมาทั้งชีวิต เล่าว่า ตั้งแต่อยู่ลพบุรีมาก็เพิ่งจะเคยเห็นลิงทะเลาะกันดุเดือด และมากที่สุดก็ครั้งนี้

ลุงเบี้ยวเล่าว่า เมื่อเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. จ่าฝูงปรางค์สามยอด พร้อมพวกนับ 100 ตัว ได้ข้ามมาฝั่งตลาดเทศบาลเพื่อกินอาหาร จ่าฝูงฝั่งตลาดไม่ยอมรวบรวมพรรคพวกรุมกัดลิงฝั่งปรางค์สามยอดจนต้องล่าถอยกับปรางค์สามยอด ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีก

จนเมื่อเวลา 11.00 น. จ่าฝูงฝั่งปรางค์สามยอด ยกพวกน้อยใหญ่นับพันตัวข้ามฝั่งเปิดฉากตะลุมบอนกับลิงตลาดที่ตั้งรอตั้งรับเช่นกัน ต่างกัดกันอย่างอุตลุด ดุเดือด ไม่สนใจรถที่ขับผ่านเส้นทาง จนชาวบ้านผู้สัญจรไปมาต้องหยุดรถเพื่อดูเหตุการณ์ และเพื่อความปลอดภัย

ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากต่อสู้กันประมาณ 5 นาที มีลิงถูกกัดบาดเจ็บฝ่ายละหลายตัว ก่อนที่ต่างล่าถอยกับถิ่นของตัวเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตกใจให้กับพี่น้องชาวจังหวัดลพบุรี และผู้ที่คลุกคลีอยู่กับลิงอย่างมาก

โดยลุงเบี้ยว และ น.ส.แอน (นามสมมุติ) ผู้บริการ และอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เล่าว่าเกิดมาเพิ่งเคยเจอเหมือนกัน รู้สึกตื่นเต้น ไม่เคยเห็นลิงทะเลาะกันมากมายขนาดนี้ ซึ่งทั้งสองเล่าพ้องกันว่า เป็นเพราะความหิวของลิงปรางค์สามยอด ที่มีอาหารให้ไม่เพียงพอ จนต้องตัดสินใจข้ามฝั่งมาเพื่อแย่งอาหารกับลิงในตลาด

เกิดจากสถานที่ให้อาหารของลิงปรางค์สามยอดนับพันตัวอยู่ไกลนักท่องเที่ยว ผู้ที่นำอาหารมาให้ไปไม่ถึง ลิงศาลพระกาฬและลิงตลาดจะได้รับอาหารจำนวนมากจากนักท่องเที่ยว และจากผู้ที่นำอาหารมาให้บางวันเหลือเฟือ แต่ลิงปรางค์สามยอดกลับอดอยากจนเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ญี่ปุ่นยกเลิกงานดอกซากุระบานโตเกียว-พิธีรำลึกสึนามิปี 54

11 มี.ค. 2563 การแพร่ระบาด “ไวรัสโควิด-19” ยังคงกระจายไปทั่วเหมือนเป็นไฟลามทุ่ง ที่เป็นความวิตกหวาดกลัวของสังคมไทยรุนแรง โดยเฉพาะแรงงานไทยนับหมื่นคนไปทำงานประเทศเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย ต่างหนีการระบาดไวรัสทยอยกลับสู่ “มาตุภูมิ”

จนทำให้คนไทย...เกิดความหวาดหวั่นในมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เริ่มทำได้ยากขึ้น อาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อพุ่งเพิ่มสูงมาก...แม้แต่ก่อนนี้ “กรมควบคุมโรค” ก็ได้ประเมินสถานการณ์คาดว่า...ไม่นานนี้ไทยจะเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3...การแพร่ระบาดติดเชื้อขยายเป็นวงกว้างระหว่างคนไทยด้วยกันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว...

ทำให้มีการค้นหาวิจัยของประเทศต่างๆที่เกี่ยวกับวิธีการรักษาไวรัสนี้ พบว่า “สมุนไพรไทย...ฟ้าทะลายโจร” ที่เป็นยามีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ต้านการอักเสบ และต้านไวรัสได้ โดยเฉพาะไวรัสในกลุ่มโรคทางเดินหายใจ ทำให้นำฟ้าทะลายโจรมาใช้กับไข้หวัดใหญ่จนผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

กระทั่ง “ไวรัสตระกูลโคโรนา” หรือโควิด-19 มีการระบาดใหม่ ในช่วงแรกยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาการมากนัก แต่มีลักษณะคล้าย “ไข้หวัดธรรมดา” คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ มีน้ำมูก ไอ จาม และนักวิทยาศาสตร์มีการศึกษา “ไวรัสโควิด-19” ทำให้มีข้อมูลป่วยชัดเจนเพิ่มขึ้น...

จากนั้นก็มีการค้นงานวิจัยเกี่ยวกับ “ไวรัสตระกูลโคโรนา” พบว่า “ประเทศจีน” เคยศึกษาวิธีรักษา “ไวรัสซาร์ส” ซึ่งเป็นสายพันธุ์โคโรนาชนิดหนึ่ง หลังไวรัสยุติแล้ว โดยมีการทดลองในหลอดแก้ว และสัตว์ทดลอง ด้วยการสกัดสารสำคัญจาก “แอนโดรกราโฟไลด์ในฟ้าทะลายโจร” สามารถหยุดยั้งไม่ให้ไวรัสซาร์สเข้าสู่เซลล์ได้

“แม้ว่า...“ไวรัส” จะเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็หลุดสู่เซลล์ได้น้อย จนทำอันตรายต่อร่างกายไม่ได้ เพราะ “ฟ้าทะลายโจร”...มีฤทธิ์ในเชิง Antiviral broad spectrum คือ การออกฤทธิ์ได้หลากหลายกลไกในร่างกาย”

งานวิจัยเกี่ยวกับ “ฟ้าทะลายโจร” ไม่เคยทดลองกับ “เชื้อไวรัสโควิด-19” แต่มีการทดลองกับ “เชื้อไวรัสซาร์สในหลอดแก้ว” หลังยุติระบาดไปแล้ว รวมถึงมีการทดลองกับ “ไข้หวัดใหญ่” ที่ระบาดกันอยู่ทุกปี พบว่า “ฟ้าทะลายโจร” เข้ากระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวคอยต่อสู้เชื้อโรคต่างๆให้สามารถจับกินไวรัสได้ดีมากขึ้น

หมายความว่า...เมื่อไวรัส...เข้าสู่ยังเซลล์ในร่างกาย...จะถูกเม็ดเลือดขาวที่ได้รับกระตุ้นจากฟ้าทะลายโจรในการทำหน้าที่กัดจับกินไวรัสให้น้อยอ่อนแอลง สุดท้ายก็ตายถูกขับออกจากร่างกายไป...

ประเด็น...หน่วยงาน 3 องค์กร วิจัยทดลองกับ “เชื้อไวรัสโควิด-19” ตามที่คุยกับ “ผู้ทำการทดลอง”...จะนำสารสกัดฟ้าทะลายโจรมาทดลองใน “เซรั่มจากเชื้อไวรัสจากผู้ป่วย” เพื่อให้ทราบว่า...สารสกัดนี้ออกฤทธิ์กับเชื้อไวรัสอย่างไรในเบื้องต้น หากได้ผลจริง...ต้องทดลองกับคน เพราะมีความหลากหลายของระบบร่างกาย...

ในการทดลองครั้งนี้มีขั้นตอนคล้ายกับ “จีน” เคยนำ “สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร” ในการทดลองกับ “เชื้อไวรัสซาร์ส” ในหลอดแก้ว และสัตว์ทดลองมีผลออกฤทธิ์ระงับไม่ให้ไวรัสเข้าไปแพร่ทำลายเซลล์ได้สำเร็จ...

สาเหตุนี้จึงนำมาสู่การนำ “ฟ้าทะลายโจร” มาทดลองกับ “เชื้อไวรัสโควิด-19” อีกครั้ง เพราะมีโครงสร้างพันธุกรรมคล้ายกันถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คิดว่า...น่าจะมีผลออกฤทธิ์เหมือนกันได้

ไม่นานมานี้...ยังได้รับเอกสารอย่างไม่เป็นทางการจาก “จีน” ที่นำตัวอย่างสมุนไพร 39 ชนิด มาทดลองกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการออกฤทธิ์ต้านไวรัสเพิ่มเติม ในจำนวนสมุนไพรนี้ “เปลือกส้ม และฟ้าทะลายโจร” ที่สามารถต้านฤทธิ์เชื้อได้ดี แต่นักวิจัยจีน...ก็แนะนำให้นักวิจัยไทยต่อยอดการศึกษา “ฟ้าทะลายโจร”

เพราะคำนึงถึงความรู้เดิมที่เคยมีมาแต่โบราณ อีกทั้ง “ฟ้าทะลายโจร” เป็นสมุนไพรไทยหาได้ง่าย มีมากพอต่อการผลิตยาสกัดเชื้อไวรัส เพราะ “การผลิตยา” ต้องคำนึงถึง “ราคาถูก” ที่ต้องให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ง่ายด้วย...

กลายเป็นกระแสสังคม...“แห่ซื้อฟ้าทะลายโจร” กันมากมาย เพื่อกินป้องกัน “เชื้อไวรัสโควิด-19” แต่ในฐานะเภสัชกรมองว่า...“การกินยา” ย่อมมีความเสี่ยง และประโยชน์เท่ากัน หากคนมี “ความเสี่ยงน้อย” ในการกินยา ย่อมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายได้ ขอแนะนำว่า “คนสุขภาพดี” ไม่จำเป็นต้องกินฟ้าทะลายโจร

เพราะมีรายงานผลกระทบ “การกินฟ้าทะลายโจร” ในผู้ป่วยบางรายที่ใช้ต่อเนื่อง พบว่า ทำให้ค่าทำงานของตับสูงขึ้น ในหลักการแพทย์แผนไทย...“ฟ้าทะลายโจร”...มีลักษณะออกฤทธิ์เป็น “ยาเย็น” เพื่อช่วยขับเรื่องความร้อนออกจากร่างกาย ในแต่ละคนก็มีความสมดุลของร่างกายต่างกัน ทั้งความเย็น และความร้อน

เมื่อไม่รู้สภาวะร่างกาย...หากเป็นคน “ร่างกายเย็น หรือคนขี้หนาว” ก็กิน “ฟ้าทะลายโจร” มีโอกาสเพิ่มความเย็นอีก หรืออาจมีอาการแขน ขา อ่อนแรงขึ้นได้ ส่วนกลุ่มเสี่ยง...ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว สามารถใช้ “ฟ้าทะลายโจร” ช่วยป้องกันในขนาดใช้ยาน้อยกว่าการรักษาได้ แต่ว่าคนเป็น “ไข้หวัด” ก็สามารถกินได้ทุกกรณี

ประการต่อมา...“การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย” ไม่จำเป็นต้องกินฟ้าทะลายโจรอย่างเดียว แต่การกินพืชผัก ผลไม้ ก็ช่วยออกฤทธิ์เกี่ยวกับ “แอนติออกซิแดนต์” หรือสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะ “ขิง” สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ดี เพราะเคยมีงานวิจัย...ที่เด็กติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง...และดื่มน้ำขิงทุกวัน สามารถรักษาจนหายเป็นปกติ

ดังนั้น การดื่มน้ำขิงทุกวันจะเสริมภูมิคุ้มกันที่มีความปลอดภัยดีต่อสุขภาพที่สุด สิ่งที่เน้นคือ...ลดการรับเชื้อไวรัส ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันด้วยการกินอาหารหลากหลาย ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพออยู่ตลอด

งานวิจัยวันนี้ชัดเจนที่สุด...คือ “ไวรัสโควิด-19” กลัวร่างกายที่แข็งแรง “คนไทย”...ก็อย่าตระหนก...แต่ต้องตระหนัก...ให้ความสำคัญ “ลดรับเชื้อไวรัส” และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เท่านี้ก็ลดการระบาดของโรคร้ายนี้ได้แล้ว...