ครบเครื่อง ญ. อมตะ 31 สิงหาคม 2562

ทรัมป์อึ้ง ‘แก๊งค้ายายังรัก’ ทำยาอี โดนัลด์ ทรัมป์ เจอตร.จับ ขึ้นศาล

บุคคลที่ตกเป็นข่าวมากที่สุดในยุคนี้ คงหนีไม่พ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา ผู้ชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ซึ่งแทบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้นำคนนี้มักตกเป็นข่าวไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “ยาเสพติด” ถึงแม้เจ้าตัวไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

เมื่อ 27 ส.ค.62 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายเบรนแดน โดแลน-คิง ชายชาวรัฐฟลอริดา อายุ 23 ปี ถูกส่งฟ้องศาลเมืองเคลียร์วอเทอร์ เขตพิเนลลาส เคาน์ตี้ ในรัฐฟลอริดา ในข้อหาครอบครองสารเสพติดต้องห้าม หลังจากตำรวจบุกตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ท่ีพักของเขาเมื่อเดือน มิ.ย.ท่ีผ่านมา และพบยาเสพติดซึ่งมีส่วนผสมของ “เฟนทานิล” ยาระงับปวดประสิทธิภาพสูงในกลุ่มยาโอปิออยด์ 1 เม็ด และยาเม็ดสีส้มอีก 5 เม็ด ซึ่งมีส่วนผสมของสารหลอนประสาท “เอ็มดีเอ็มเอ” (MDMA) หรือยาอี (Ecstacy)

ยาอี ดังกล่าวถูกอัดเม็ดเป็นรูปศีรษะของโดนัลด์ ทรัมป์ การยึดยาเสพติดครั้งนี้คล้ายกับคดียึดยาเสพติดในรัฐอินเดียนาในปี 2561 ซึ่งหนังสือพิมพ์ลาฟาแบตต์ คูเรียร์-เจอร์นัล รายงานว่า ตำรวจลาดตระเวนถนนไฮเวย์เชื่อมระหว่างรัฐ ได้ยึดยาอีเม็ดสีส้มซึ่งถูกอัดเม็ดเป็นรูปศีรษะของโดนัลด์ ทรัมป์ เช่นเดียวกัน โดยยาเม็ดดังกล่าวด้านหน้าเป็นรูปทรัมป์เบะปาก ด้านหลังถูกประทับด้วยข้อความ “Great Again” (ยิ่งใหญ่อีกครั้ง) ซึ่งเป็นสโลแกนของทรัมป์ ขณะท่ีสถานีโทรทัศน์ “เอ็นบีซี นิวส์” รายงานว่า ยาเสพติดลักษณะดังกล่าวไม่ได้ถูกตรวจพบเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยในปี 2560 ตำรวจเยอรมนีก็ยึดยาชนิดนี้ได้อย่างน้อย 5,000 เม็ด


ดาราใจบุญ “ลีโอนาโด ดิคาปริโอ” บริจาคเงิน 152 ล้านบาทช่วยป่าแอมะซอน

สำนักข่าวต่างประเทศ:รายงานว่า “เอิร์ธ อัลไลแอนซ์” องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมของ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 152.9 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือป่าแอมะซอน ป่าฝนเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกำลังเผชิญกับเหตุไฟป่าครั้งใหญ่อยู่ในขณะนี้

เอิร์ธ อัลไลแอนซ์ ระบุว่าจะมอบเงินให้กับองค์กรท้องถิ่นและชุมชนพื้นเมือง ที่กำลังพยายามปกป้องผืนป่าแอมะซอน “การทำลายป่าฝนแอมะซอนทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศรวดเร็วขึ้น, ทำลายระบบนิเวศที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนหลายล้านตันต่อปี และเป็นหนึ่งในปราการป้องกันที่ดีที่สุดต่อวิกฤติด้านสภาพอากาศของโลกด้วย”

ในปัจจุบันมีไฟป่ากำลังลุกไหม้ในป่าแอมะซอนกว่า 2,500 จุด โดยสถาบันเพื่อการวิจัยอวกาศแห่งชาติ ในบราซิล ระบุว่า ตลอดปีนี้เกิดไฟไหม้ป่าแอมะซอนแล้วถึง 72,000 ครั้ง เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มาประมาณ 4,000 ครั้ง โดยคาดว่าสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำฟาร์ม ซึ่งชาวไร่มักใช้ไฟเผาหญ้าเพื่อเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว และบ่อยครั้งที่ทำให้ไฟลุกลาม

ประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู แห่งบราซิล ถูกกล่าวหาว่า สนับสนุนให้ทำลายป่าแอมะซอน ด้วยการส่งเสริมให้ถางป่าเพื่อการทำไร่ และไม่ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม นายโบลโซนารู ระบุว่า องค์กรเอ็นจีโอ เช่น องค์กรการกุศล ก็ควรถูกกล่าวโทษเช่นกันที่ทำให้เกิดไฟป่า แต่เขาไม่ได้ให้หลักฐานแต่อย่างใด

ทั้งนี้ องค์กร เอิร์ธ อัลไลแอนซ์ ก่อตั้งโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ และผู้ใจบุญอีก 2 คน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสัตว์ป่า รวมทั้งผลักดันเรื่องปัญหาสภาพอากาศ และปกป้องสิทธิของชนพื้นเมือง


สหรัฐ-จีน กลับโต๊ะถกการค้าธปท.เตือนรับมือ ค่าเงินป่วน

“ทรัมป์” เผย “สหรัฐ-จีน” เตรียมกลับสู่โต๊ะเจรจาการค้าอีกครั้ง จุดความหวังสงบศึกรอบใหม่ ขณะ “เงินหยวน” อ่อนค่าสุดรอบ 11 ปี นักเศรษฐศาสตร์เตือนสงครามการค้าส่อฉุดเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย ขณะ “พาณิชย์” เร่งดันส่งออกสินค้าเกษตร ยอมรับห่วงเงินบาทแข็ง ด้าน “แบงก์ชาติ” ลั่นพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายหนุนผู้ประกอบการประกันความเสี่ยงค่าเงิน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เผยนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่ม 7 ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (จี7) ที่เมืองเบียร์ริตซ์ ประเทศฝรั่งเศส วานนี้ (26 ส.ค.) ว่า คณะเจรจาการค้าของสหรัฐและจีนจะกลับมาหารือกันอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ หลังจากฝ่ายจีนโทรศัพท์สายตรงถึงเขาเมื่อคืนวันอาทิตย์ (25 ส.ค.) ที่ผ่านมา

“จีนโทรหาผมเมื่อคืนนี้ บอกว่ากลับมาสู่โต๊ะเจรจากันดีกว่า ดังนั้นเราก็จะกลับมาเปิดเจรจากันอีกครั้ง” ทรัมป์ กล่าวกับผู้สื่อข่าว และบอกว่า เจ้าหน้าที่จีนได้โทรศัพท์หาเขา 2 ครั้งและสนทนากันด้วยดี และว่าพวกเขาต้องการทำข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ

ถ้อยแถลงของทรัมป์ สอดคล้องกับนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีน ที่ยืนยันวานนี้(26 ส.ค.) ว่า ปักกิ่งมีความตั้งใจที่จะยุติสงครามการค้ากับสหรัฐผ่านกระบวนการเจรจาอย่างสงบ ทั้งยังไม่เห็นด้วยกับการโหมกระพือข้อพิพาท ระหว่างกัน หลังจากผู้นำสหรัฐประกาศรีดภาษีแก้แค้นจีนเพิ่ม ทั้งยังขู่จะสั่งให้บริษัทอเมริกันถอนธุรกิจออกจากจีน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนมีแนวโน้มว่าจะลุกลามบานปลายหนักขึ้น หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายออกมาประกาศขึ้นภาษีสินค้าส่งออกตอบโต้กันเมื่อวันศุกร์ (23ส.ค.) โดยจีนจะเก็บภาษีเพิ่มเติมสูงสุด 10% จากสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศว่าการเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบันจะถูกเพิ่มเป็น 30% นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป ส่วนแผนเก็บภาษี 10% จากสินค้าจีนมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะมีผลบังคับในวันที่ 1 ก.ย. จะถูกเพิ่มเป็น 15%

จีนยันไม่มีใครได้ประโยชน์

นอกจากนี้ นายหลิว ยังกล่าวว่า ไม่มีฝ่ายใดที่จะได้ประโยชน์จากสงครามการค้า ไม่ว่าสหรัฐ จีน หรือประชาคมโลก และจีนยังยินดีต้อนรับบริษัทอเมริกัน ทั้งยังจะปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกันอย่างเป็นธรรม

“เรายินดีต้อนรับบริษัทจากทั่วโลก รวมถึงสหรัฐให้เข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในจีน และเราจะสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วยการเปิดตลาด ต่อต้านการปิดกั้นทางเทคโนโลยีและลัทธิกีดกันการค้า ทั้งยังจะปกป้องห่วงโซ่อุปทานให้มีความสมบูรณ์แบบ

เงินหยวนอ่อนค่าสุดรอบ11ปี

เงินหยวนซื้อขายในประเทศจีนวานนี้ (26ส.ค.)อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่เงินหยวนซื้อขายในต่างประเทศแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากข้อพิพาทการค้าจีน-สหรัฐทวีความรุนแรงขึ้นระลอกใหม่ ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสั่นคลอนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ เงินหยวนซื้อขายในประเทศจีนปรับตัวลงไปทดสอบระดับ 7.1500 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. ปี2551 ส่วนเงินหยวนซื้อขายในตลาดต่างประเทศลดลงไปทดสอบระดับ 7.1850 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายเงินหยวนในตลาดต่างประเทศเมื่อปี 2553

บีโอไอเตรียมแจงแผนดึงทุนนอก

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะเลขานุการในคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) กล่าวว่า งานสำคัญที่ต้องวางแผนขับเคลื่อนร่วมกันใน ครม.เศรษฐกิจ ได้แก่1.การส่งออก2.การวางแผนการชักจูงนักลงทุนต่างชาติ 3.การลงทุนโครงการขนาดใหญ่4.การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ครม.เศรษฐกิจวันที่ 30 ส.ค.นี้จะมีวาระการประชุมที่สำคัญ 2 วาระ คือ1.การขับเคลื่อนการส่งออก และการส่งเสริมการลงทุน 2.การส่งเสริมการลงทุน ซึ่งทางบีโอไอจะรายงานแผนงานการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการเข้ามาลงทุนในอาเซียนเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า รวมไปถึงบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปีที่จะมีการย้ายฐานการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย

“จุรินทร์”เร่งส่งออกเกษตร

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะทำงานติดตามสถานการณ์ส่งออก (วอร์รูม) ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์)ว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยลดลงมาก จากค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไทยสูงขึ้นส่งผลให้เสียตลาดบางส่วนให้กับคู่แข่ง

ทั้งนี้ตลาดเป้าหมายที่จะเร่งส่งออกข้าวในระยะเร่งด่วน ได้แก่ อิรัก เดิมเคยนำเข้าข้าวจากไทยปริมาณมาก แต่หลายปีที่ผ่านมา ไทยเสียตลาดนี้ เพราะผู้ส่งออกไทยส่งออกข้าวไม่มีคุณภาพ ทำให้อิรักเสียความมั่นใจ และเลิกนำเข้าจนถึงปัจจุบัน แต่ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดทำแผนเร่งรัดการส่งออกแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

นอกจากนี้ ยังมีจีน ที่ไทยจะเร่งเจรจาซื้อขายข้าวอีก 300,000 แสนตันสุดท้าย จากสัญญาจีทูจี 1 ล้านตัน และก่อนหน้านี้ได้ส่งมอบแล้ว 700,000 ตัน โดยใน 300,000 ตันที่เหลือนี้ จะขอให้จีนนำเข้าข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้น จากปกติที่นำเข้าข้าวขาวเป็นส่วนใหญ่


มติเอกฉันท์ ปมถวายสัตย์ไม่ครบ ส่งศาลรัฐธรรมนูญ

มติเอกฉันท์ ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรธน.วินิจฉัยปมนักศึกษารามฯ ร้อง"ประยุทธ์" กล่าวถวายสัตย์ " ไม่ครบถ้วนชี้ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิปชช.

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน-27 ส.ค.62-มติเอกฉันท์ ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรธน.วินิจฉัยปม นักศึกษารามฯ ร้อง“ประยุทธ์” กล่าวถวายสัตย์ “ ไม่ครบถ้วน ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิปชช. ส่วนประเด็นรวบรัดประชุมโหวตเลือกนายาฯ สั่งยุติเรื่อง

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 เพื่อให้วินิจฉัยว่าการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ และละเมิดสิทธิเสรีภาพของนายภานุพงศ์ ชูรักษ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องหรือไม่ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า แม้พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี จะส่งคำชี้แจงมาว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว เป็นการกระทำที่ครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอน ถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ปฏิบัติสำเร็จโดยสมบูรณ์ ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย และการถวายสัตย์ของครม.เป็นเรื่องของครม.กับพระมหากษัตริย์ แตกต่างจากการกล่าวคำปฏิญาณตนของส.ส.

แต่รัฐธรรมนูญตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ระบุ“รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้...” เมื่อนายกฯ กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปด้วย รวมถึงมีปัญหา ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของนายภาณุพงศ์ในฐานะผู้ร้องเรียน เป็นเหตุให้ได้รับความเดือดร้อนหรือโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 และเป็นไปตามนัยมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในช่วงบ่ายวันนี้ (27 ส.ค.) ส่วนรัฐบาลจะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณา ซึ่งผู้ตรวจการฯไม่ได้ยื่นคำร้องในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย และนายอัยย์ เพชรทองเลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ร้องในประเด็นเดียวกันว่าหากการที่นายกฯถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองนั้น เมื่อผู้ตรวจฯพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีการถวายสัตย์ไม่ครบเป็นเรื่องของการกระทำ ไม่ใช่บทบัญญัติกฎหมาย จึงไม่ได้เป็นประเด็นว่าข้อความหรือถ้อยคำในการกล่าวถวายสัตย์ฯมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ที่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อเป็นการกระทำก็เห็นว่าไม่ใช่การกระทำทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมติให้ยุติเรื่องในส่วนของ 2 คำร้องนี้

สำหรับกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ขอให้พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ ห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่ การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งถือเป็นบทยกเว้นมาตรา 159 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แม้ไม่ได้บัญญัติยกเว้นมาตรา 159 วรรคสอง ไว้ด้วยก็ตาม แต่มาตรา 159 วรรคสอง เป็นเพียงกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า1 ใน10ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้จากคำชี้แจงของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้จัดให้มีการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีส.ส. เสนอชื่อจำนวน 2 ท่าน คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และมีส.ส.รับรองโดยเปิดเผยไม่น้อยกว่า1ใน 10ของจำนวนส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยไม่มีส.ส.คนใดเสนอรายชื่อเพิ่มเติม ประธานรัฐสภาจึงดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายและให้ความเห็นชอบต่อไป จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 159 วรรคสอง การกระทำของประธานรัฐสภาจึงไม่เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ได้มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และฟังไม่ได้ว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจึงให้ยุติเรื่อง


ดีเปรสชันเปลี่ยนทิศทางมาถึงไทย 31 ส.ค. ทำให้ฝนตกหนัก หนักถึงหนักมาก ตกต่อเนื่องถึงไปถึง 4 ก.ย.

เฟซบุ๊ก Chawalit Chantararat โพสต์ภาพข้อความ เผย พายุดีเปรสชันจากแปซิฟิกเปลี่ยนทิศทางถึงไทยคืนวันที่ 31 ส.ค. ทำให้ฝนตกหนัก หนักถึงหนักมาก ตกต่อเนื่องถึงไปถึง 4 กันยายน เตือนระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำขังระบายไม่ทัน

. พายุดีเปรสชั่นจากแปซิฟิก จะมาถึงประเทศไทย คืนวันที่ 31 ส.ค. จะทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมไปจนกระทั่งถึงวันที่ 4 กันยายนนี้

พายุดีเปรสชั่น (คาดว่า#12) จะเคลื่อนที่ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ในวันอังคารที่ 27 ทำให้เกิดฝนตกหนักมากในวันที่ 27 ถึง 28 ส.ค. ที่ประเทศฟิลิปปินส์ 29 ส.ค.จะเคลื่อนตัวเข้ามาอยู่ในทะเลจีนใต้ และวันที่ 30 จะเพิ่มกำลังแรงขึ้น และจะเคลื่อนที่เข้าสู่เวียดนาม

ในวันที่เสาร์ที่ 31 ส.ค.ต่อกับเช้าวันที่ 1 ก.ย. พายุจะเคลื่อนตัวมาถึง นครพนม จะทำให้ฝนตกหนัก หนักถึงหนักมาก เรียงตามเวลาตั้งแต่ 31 ส.ค. ที่ นครพนม สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี เลย เพชรบูรณ์ น่าน แพร่ สุโขทัย ลำปาง เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ถึงวันที่ 2 ก.ย. ตามลำดับเวลา

แล้ว ไปสลายตัว ในพม่า โดยยังมีฝนตกต่อเนื่อง ไปจนถึง ประมาณวันที่ 3-4 กันยายน

ในช่วงเวลาดังกล่าว ขอให้ ระมัดระวังเรื่อง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำขังระบายไม่ทัน ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฝนตก อย่างต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว


พม.หนุนการจัดประกวดโครงการชุมชนสดใส

รัฐมนตรี พม. หนุนการจัดประกวดโครงการชุมชนสดใส จิตใจงดงาม ระบุจะช่วยพัฒนาสู่ชุมชนเข้มแข็ง ในขณะผู้ว่าการเคหะฯ ต่อยอด โดยใช้ชุมชนพี่ที่เคยได้รับรางวัล เป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนน้องถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ภารกิจของการเคหะแห่งชาติ นอกจากดำเนินการจัดหาที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยแล้ว ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชน โดยให้ผู้อยู่อาศัยมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านการจัดประกวดชุมชนดีเด่น ภายใต้โครงการ “ชุมชนสดใส จิตใจงดงาม” ในรูปแบบโครงการพี่เลี้ยง

ทั้งกล่าวด้วยว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการประกวดมีคุณค่ามากกว่าเงินรางวัลมากมาย เพราะชุมชนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีผู้นำชุมชนที่ดี สร้างเครือข่ายภายในชุมชนและภายนอกชุมชนได้เป็นอย่างดี

“มีส่วนสำคัญ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาชุมชน ผู้อยู่อาศัยในชุมชนมีจิตอาสา เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและสามารถจัดการปัญหาภายในชุมชนภายใต้ระเบียบการอยู่อาศัยเดียวกัน ทั้งยังเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชน ตลอดจนมีจิตสำนึกรักชุมชน กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งในที่สุด”

“อยากให้ กคช. ต่อยอดเรื่องการประกวดไปถึงเรื่องการจัดการขยะภายในชุมชนด้วย เพราะปัจจุบัน คนทิ้งขยะเฉลี่ย 1.7 – 2.5 กิโลกรัมต่อคน หากภายในชุมชนสามารถบริหารจัดการเรื่องขยะได้ดี ทำให้ขยะในชุมชนลดได้มากที่สุด ชุมชนนั้นก็จะได้รับรางวัล นอกจากนี้ พม. มีแนวคิดที่จะจัดประกวดโครงการสวนต้มยำ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างชุมชนทั่วประเทศ ก็อยากจะให้ กคช. ส่งชุมชนเข้าร่วมการแข่งขันเป็นสุดยอดชุมชนสวนต้มยำด้วย”

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติกล่าวว่า โครงการประกวดชุมชนสดใส จิตใจงดงาม ประจำปี 2562 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยปีนี้ต่อยอดด้วยการเลือกชุมชนที่ได้รับรางวัลในปีก่อนมาเป็นชุมชนพี่หรือพี่เลี้ยงให้กับชุมชนน้องที่ไม่เคยได้รับรางวัล เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม นำไปสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ พัฒนาต่อยอดความรู้ใหม่ๆ จนเกิดนวัตกรรม รวมทั้งพัฒนามาตรฐานชุมชนให้สูงขึ้น และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เกณฑ์การตัดสินชุมชนสดใส จิตใจงดงาม (โครงการพี่เลี้ยง) พิจารณาจัดทำแผนชุมชนน้อง มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนพี่และชุมชนน้อง การถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและผลลัพธ์เชิงประจักษ์

ประเภทอาคารแนวสูง ชุมชนน้องที่ชนะเลิศ ได้แก่ บ้านเอื้ออาทรร่มเกล้า 2 รองชนะเลิศ บ้านเอื้อาทรนครปฐม (พุทธมณฑลสาย 5) และรางวัลชมเชย ได้แก่ บ้านเอื้ออาทรขจรวิทย์ และบ้านเอื้ออาทรปทุมธานีสี่แยกปทุมวิไล (บ้านฉาง)

ประเภทอาคารแนวราบ ชนะเลิศ ได้แก่ โครงการเคหะชุมชนลำปาง รองชนะเลิศ บ้านเอื้ออาทรขอนแก่น (บ้านเป็ด 1) รางวัลชมเชย บ้านเอื้ออาทรนครศรีธรรมราช (อ้อมค่าย) และบ้านเอื้ออาทรระยอง (ตะพง)

สำหรับชุมชนพี่ได้รับรางวัล 8 ชุมชน ประกอบด้วย บ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง 1 บ้านเอื้ออาทรรัตนาธิเบศร์ (ท่าอิฐ) บ้านเอื้ออาทรเทพารักษ์ 1 บ้านเอื้ออาทรปทุมธานี (พหลโยธิน กม.44) บ้านเอื้ออาทรเชียงราย (แม่สาย1) เคหะชุมชนขอนแก่น บ้านเอื้ออาทรนครศรีธรรมราช (โพธิ์เสด็จ) และบ้านเอื้ออาทรวังหว้า (ระยอง)