ข่าว
มิน อ่อง หล่าย สาบานตน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา

10 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ว่า มิน อ่อง หล่าย สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเป็นทางการ ในพิธีที่จัดขึ้นภายในอาคารรัฐสภา โดยจะดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 5 ปี

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย วัย 69 ปี ซึ่งลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเข้าสู่บทบาททางการเมืองโดยเฉพาะ กล่าวคำปฏิญาณว่าจะ “อุทิศตนเพื่อรับใช้สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” พร้อมให้คำมั่นส่งเสริมหลักความยุติธรรม เสรีภาพ และความเสมอภาค

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองครั้งนี้ เป็นผลจากการเลือกตั้งเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งถูกมองว่าใกล้ชิดกองทัพ คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการยุบพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของ ออง ซาน ซูจี ไปก่อนหน้านี้

ก่อนพิธีสาบานตน มีการประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจำนวน 30 คน โดยมากกว่าสองในสามเป็นอดีตนายทหารหรือทหารที่ยังรับราชการอยู่ และหลายคนอยู่ในรายชื่อถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐและพันธมิตร

ทั้งนี้ พิธีสาบานตนดังกล่าวมีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วม อาทิ จีน อินเดีย และ ไทย โดยสื่อทางการเมียนมาระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ส่งข้อความแสดงความยินดี พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศจะยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่

โลกลุ้นระทึก ปากีสถาน ยืนยันเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน เกิดขึ้นตามแผน เดิมพันหยุดสงคราม

10 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ปากีสถาน ออกมายืนยันแล้วว่า เมืองหลวงปากีสถาน จัดเตรียมสถานที่พร้อมเป็นเจ้าภาพการเจรจาระหว่างอิหร่าน และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความหวังที่จะหยุดสงครามในครั้งนี้

ถึงแม้ว่าการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดูเหมือนจะเปราะบาง ท่ามกลางการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล และข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขของการเจรจา แต่เจ้าหน้าที่ปากีสถานยืนยันว่า การเจรจาสันติภาพที่สำคัญยิ่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ตามแผนที่วางไว้

ความพยายามไกล่เกลี่ยของปากีสถานส่งผลให้สองประเทศที่กำลังทำสงครามกันตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ได้สำเร็จ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขู่ว่าอารยธรรมอิหร่านจะล่มสลาย หากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขา

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะพบกันที่กรุงอิสลามาบัดเพื่อเจรจาหาทางออกเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งสำคัญของปากีสถาน ทั้งนี้ ยังคงมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิง และพื้นฐานของการเจรจา ขณะที่อิหร่านและปากีสถานระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงรวมถึงเลบานอนด้วย แต่สหรัฐฯ และ อิสราเอล ยืนยันว่าเป็นประเด็นแยกต่างหาก

ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน กล่าวว่า การเจรจาสันติภาพใดๆจะไร้ความหมาย หากเกิดขึ้นในขณะที่ยังคงมีการทิ้งระเบิดใส่เลบานอน

ซาอีด คาติบซาเดห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การแทรกแซงของปากีสถานเพื่อรักษาสันติภาพและปกป้องข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยเขาอ้างว่า ปากีสถานเข้าแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งอิหร่านไม่ให้ตอบโต้การโจมตีเลบานอน

ก่อนที่คณะผู้แทนทั้ง 2 ประเทศ จะเข้าร่วมการเจรจารอบแรกที่กรุงอิสลามาบัด ซึ่งมีกำหนดจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยรักษาความปลอดภัยกึ่งทหารถูกส่งไปประจำการ และมีการเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วเมืองหลวง มีการประกาศให้วันที่ 9-10 เมษายน เป็นวันหยุดราชการ

โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานยังคงไม่เปิดเผยเกี่ยวกับการเตรียมการเจรจา โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยและการทูต แต่กล่าวว่าการเตรียมการดำเนินไปอย่างเต็มที่

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการ กล่าวว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการเจรจาต้องราบรื่น เราไม่ต้องการถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวาง บทบาทของเราคือผู้ประสานงานและผู้ไกล่เกลี่ย เราจะปล่อยให้ทั้งสองฝ่าย อิหร่านและสหรัฐฯ แบ่งปันความคืบหน้าใดๆ กับสื่อหากพวกเขาต้องการ

เขายืนยันว่าคณะผู้แทนหลักมีกำหนดเดินทางมาถึงในคืนวันที่ 9 เมษายน และเช้าวันที่ 10 เมษายน ( ตามเวลาท้องถ่น) โดยทางฝั่งสหรัฐฯ ยืนยันว่า ทีมเจรจาของพวกเขาจะนำโดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ โดยมีทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ เดินทางไปยังอิสลามาบัดด้วย

ส่วนเจ้าหน้าที่อิหร่าน กล่าวว่า คณะผู้แทนของพวกเขาจะรวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี และประธานรัฐสภา โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ซึ่งทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหยุดยิง นอกจากนี้คาดว่าจะมีบุคคลสำคัญจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เข้าร่วมด้วย

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าคณะผู้แทนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ก็จะเดินทางไปยังอิสลามาบัดและอาจเข้าร่วมการเจรจานอกรอบด้วย

เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปากีสถานยืนยันว่า มีสถานที่ที่เป็นไปได้ 3-4 แห่งที่กำลังเตรียมการสำหรับการประชุมที่สำคัญระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ส่วนสถานที่อื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่กล่าวถึงว่าอาจใช้เป็นสถานที่เจรจา ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ศูนย์การประชุมในกรุงอิสลามาบัด หรือสถานที่ทางทหารที่ปลอดภัย

ด้าน นายอิชาก ดาร์ (Ishaq Dar) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียล ระบุว่า "ปากีสถานยินดีต้อนรับผู้แทนทุกท่าน รวมถึงนักข่าวจากประเทศที่เข้าร่วมการประชุมอิสลามาบัด 2026 ที่เดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการประชุม เพื่อการนี้ ทางสายการบินทุกแห่งจึงได้รับการขอร้องให้ยินยอมให้บุคคลดังกล่าวขึ้นเครื่องได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของปากีสถานจะออกวีซ่าให้เมื่อเดินทางมาถึง"


แท็กซี่ไร้คนขับนับร้อยคันหยุดชะงักกลางเมืองพร้อมกันโดยไม่รู้สาเหตุ ทำผู้โดยสารติดค้างกลางถนน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ประหลาดเกี่ยวกับบริการรถแท็กซี่แบบไร้คนขับกว่าร้อยคันในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งจู่ๆ ก็หยุดจอดโดยไม่มีสาเหตุ ทำให้ผู้โดยสารหลายคนต้องติดอยู่บนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นเป็นเวลานานนับชั่วโมง โดยบางรายติดอยู่ภายในรถนานถึง 90 นาที เนื่องจากประตูรถไม่ยอมเปิดออก ขณะที่บางรายไม่กล้าลงจากรถเพราะตัวรถหยุดสนิทอยู่กลางถนนที่มีรถบรรทุกสัญจรไปมาอย่างน่ากลัว...

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานจัดการจราจรสังกัดสำนักความมั่นคงสาธารณะเมืองอู่ฮั่นระบุว่า เริ่มได้รับแจ้งเหตุผิดปกติของรถแท็กซี่ไร้คนขับตั้งแต่เวลา 20:57 น. ก่อนจะพบว่ารถที่ขัดข้องทั้งหมดกว่า 100 คันนั้นเป็นของบริษัทอพอลโลโก ซึ่งเป็นบริการรถรับส่งอัตโนมัติในเครือบริษัทไป่ตู้ ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีน

ผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งได้โพสต์เล่าประสบการณ์ครั้งนี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า เธอต้องติดอยู่ในรถบนทางยกระดับท่ามกลางรถบรรทุกดินอยู่นานถึง 90 นาที และเมื่อพยายามติดต่อศูนย์บริการลูกค้าก็ได้รับแต่คำตอบเดิมๆ ว่ากำลังส่งเจ้าหน้าที่มาช่วย จนสุดท้ายคำขอความช่วยเหลือของเธอก็ถูกยกเลิกไป

“ฉันโทรหาฝ่ายบริการลูกค้า แต่ช่วงแรกโทรไม่ติดเลย” ผู้โดยสารหญิงเล่า “ฉันพยายามโทรซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พนักงานทุกคนที่คุยด้วยกลับพูดแค่ว่าได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว จนกระทั่งหลังเวลา 22:30 น. คำขอความช่วยเหลือของฉันก็ถูกยกเลิก และฉันถูกทิ้งให้ติดค้างอยู่บนทางยกระดับท่ามกลางรถบรรทุกดินที่ล้อมรอบ”...

ในที่สุดผู้โดยสารที่อยู่ในอาการตื่นตระหนกรายนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือ แต่เธอก็ได้วิพากษ์วิจารณ์การบริการลูกค้าของอพอลโลโกว่า พนักงานให้ข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ แทนที่จะบอกขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินที่ใช้งานได้จริง...

นอกจากนี้ยังมีภาพจากคลิปวิดีโอในวันเกิดเหตุที่กลายเป็นไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนเผยให้เห็นรถแท็กซี่ไร้คนขับจำนวนมากจอดสนิทและเปิดไฟฉุกเฉินทิ้งไว้ตามท้องถนนทั่วเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีรายงานอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กน้อยกับรถคันอื่นบ้าง แต่โชคดีที่ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ทางอพอลโลโกชี้แจงถึงสาเหตุเพียงสั้นๆ ว่า “อาจเกิดจากระบบล้มเหลว” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกแต่อย่างใด

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ารถแท็กซี่ของvพอลโลโกถูกควบคุมโดยระบบจัดการส่วนกลางควบคู่ไปกับระบบประมวลผลภายในตัวรถ ซึ่งหมายความว่าหากเกิดความผิดปกติใดๆ ขึ้นที่ระบบส่วนกลาง มันจะส่งผลกระทบต่อรถทุกคันที่กำลังใช้งานอยู่พร้อมกันทันที

แม้เหตุการณ์ลึกลับนี้จะจบลงโดยไม่มีความสูญเสียร้ายแรง แต่ก็ก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งในขณะนี้การตรวจสอบยังคงดำเนินต่อไป ทว่า หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าทางไป่ตู้คงไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณชน

ที่มา : odditycentral.com

เครดิตภาพ : AFP


สหรัฐฯ เตรียมปรับระบบ "ลงทะเบียนเกณฑ์ทหารอัตโนมัติ" สำหรับชายอายุ 18-25 ปี

รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งยกเลิกระบบการลงทะเบียนเกณฑ์ทหารด้วยตนเองแบบเดิมที่ใช้มานานกว่า 50 ปี เปลี่ยนมาใช้ระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติเพื่อลดงบประมาณการประชาสัมพันธ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระดมพลท่ามกลางสถานการณ์โลกตึงเครียด ขณะที่สังคมเริ่มกังวลอาจเป็นสัญญาณรื้อฟื้นการบังคับเกณฑ์ทหารในอนาคต

ชายชาวอเมริกันที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปี อาจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลผู้มีสิทธิถูกเรียกเกณฑ์ทหารโดยอัตโนมัติอย่างเร็วที่สุดในเดือนธันวาคมนี้ หลังมีการเสนอระเบียบใหม่เพื่อปรับปรุงระบบการลงทะเบียนจากเดิมที่บุคคลต้องดำเนินการด้วยตนเองภายใน 30 วันหลังอายุครบ 18 ปี ให้กลายเป็นการลงทะเบียนผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ

สำนักงานทะเบียนการเกณฑ์ทหาร ได้เสนอแผนนี้ต่อสำนักงานสารสนเทศและกำกับดูแลกฎระเบียบเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ที่เดิมต้องใช้ไปกับการโฆษณาและการแจ้งเตือนประชาชนให้มาลงทะเบียนตามกฎหมาย

สส. คริสซี ฮูลาฮาน จากพรรคเดโมแครต ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถนำงบประมาณไปใช้ในการเตรียมความพร้อมและการระดมพลได้โดยตรง แทนที่จะเสียเงินไปกับการจัดทำแคมเปญการศึกษาและโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิม

แม้ในปัจจุบันเกือบทุกรัฐในสหรัฐฯ จะมีการลงทะเบียนให้อัตโนมัติเมื่อขอทำใบขับขี่ แต่พบว่าอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายในปี 2024 ลดลงเหลือเพียง 81% โดยตามกฎหมายสหรัฐฯ ชายที่ไม่ลงทะเบียนอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แม้ในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม รวมถึงไม่สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจากรัฐบาลได้ และหมดสิทธิ์รับราชการในหน่วยงานรัฐ และสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยในสหรัฐฯ หากไม่ลงทะเบียนอาจถูกปฏิเสธการขอสัญชาติอเมริกัน

ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายกลัวว่านี่คือการปูทางไปสู่การบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งสหรัฐฯ เคยใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1973 ในช่วงสงครามเวียดนาม ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ระบบอาสาสมัครทั้งหมด

ด้านนางคาโรลีน ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ได้ตอบคำถามผ่านสื่อฟ็อกซ์นิวส์ถึงความเป็นไปได้ในการส่งทหารบกบุกอิหร่านและการเกณฑ์ทหารว่า "ในปัจจุบันยังไม่อยู่ในแผนงาน แต่ประธานาธิบดีจำเป็นต้องเปิดทางเลือกไว้เพื่อความเหมาะสม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องประชาชนและกองทัพอเมริกัน"

ปัจจุบัน กฎหมายดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายงบประมาณกลาโหม และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบขั้นตอนสุดท้ายก่อนเริ่มบังคับใช้จริงในช่วงปลายปี 2026 นี้.

ที่มา BBC

อินเดียพิจารณาแผนปล่อยงู-จระเข้ลงแม่น้ำเพื่อป้องกันชายแดน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงแผนการของทางการอินเดียซึ่งกำลังพิจารณานำสัตว์ประเภทงูและจระเข้ไปปล่อยลงในแม่น้ำที่อยู่ตรงเส้นพรมแดนระหว่างอินเดียและบังกลาเทศ เนื่องจากเป็นจุดที่ไม่สามารถสร้างรั้วกั้นได้ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการป้องกันชายแดน...

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ดิ อินเดนเพนเดนท์ ข้อเสนอการปล่อยงูพิษและจระเข้ลงแม่น้ำชายแดนนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือเป็นการภายในโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยชายแดนของอินเดีย (Border Security Force) หรือบีเอสเอฟ เพื่อใช้เป็นทางเลือกแทนสิ่งกีดขวางทางกายภาพในสภาพภูมิประเทศที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมและมีลักษณะเป็นหนองน้ำ

แม้ว่าอินเดียจะลงทุนมหาศาลในการสร้างรั้วกั้นชายแดน แต่พรมแดนประมาณ 20% ยังคงเปิดโล่ง โดยมีพรมแดนระยะทางประมาณ 852 กิโลเมตรที่ยังไม่มีรั้วกั้นนั้น และมีพรมแดนระยะทางประมาณ 177 กิโลเมตร ที่ถือว่าไม่เหมาะสมต่อการก่อสร้าง เนื่องจากเสี่ยงต่อน้ำท่วมและเส้นทางน้ำมีการเปลี่ยนทิศทางได้

รายงานระบุว่า การกล่าวถึงวิธีการนำสัตว์เลื้อยคลานเข้ามาในพื้นที่เพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันชายแดนปรากฏอยู่ในบันทึกภายใน รวมถึงการติดต่อสื่อสารเมื่อวันที่ 26 มีนาคมจากสำนักงานใหญ่ของบีเอสเอฟที่ขอให้หน่วยปฏิบัติการภาคสนามพิจารณาว่า แผนการดังกล่าวมีความเป็นไปได้หรือไม่ “จากมุมมองเชิงปฏิบัติการ”...

รายงานจากสำนักข่าวเดอะ ไทม์ส และสื่อท้องถิ่นระบุว่า ข้อเสนอนี้ถูกกำหนดให้เป็น “ปราการทางชีวภาพ” ที่มีความเป็นไปได้ ขณะที่สำนักข่าวนอร์ทอีสต์ นิวส์ รายงานว่าการหารือเรื่องนี้มีมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อปราวีน กุมาร ผู้บัญชาการใหญ่ของบีเอสเอฟ เป็นประธานในการประชุมเกี่ยวกับประเด็นนี้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อสังเกตถึงอุปสรรคสำคัญหลายประการ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงต่อชุมชนท้องถิ่นและความยากลำบากในการควบคุมสัตว์ในแม่น้ำและสาขาที่ไม่มีการปิดกั้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่ายังได้เตือนว่า การนำสัตว์ประเภทนักล่าเข้ามาหรือทำให้พวกมันรวมตัวกันอย่างหนาแน่นอาจรบกวนระบบนิเวศและเสี่ยงต่อความปลอดภัย

แผนการนี้พัฒนาขึ้นในขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และรัฐบาลของเขายังคงดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวต่อการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย โดยทางการได้ขยายมาตรการเฝ้าระวังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการใช้โดรนและกล้องอินฟราเรด

แม้ว่าข้อเสนอเรื่องการใช้สัตว์เลื้อยคลานช่วยป้องกันชายแดนจะดึงดูดความสนใจไปทั่วโลก แต่ทางการอินเดียย้ำว่าเรื่องนี้ยังคงอยู่ภายใต้การพิจารณาในฐานะหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ที่กำลังสำรวจกันอยู่เท่านั้น

ที่มา : people.com

เครดิตภาพ : AFP...