ข่าว
'มท.1'ห่วงเขื่อนแตก 28 จังหวัดยังน้ำท่วม

วันที่ 11 ต.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ว่า ได้รับรายงานจาก ผวจ.บุรีรัมย์ ว่า ในวันนี้มวลน้ำจะไหลเข้าสู่จังหวัดซึ่งทางจังหวัดยืนยันสามารถดูแลและควบคุมสถานการณ์ได้

ทั้งนี้ ได้กำชับ ผวจ.บุรีรัมย์ ให้ประสานงานกับ ผวจ.สุรินทร์ ให้แจ้งข้อมูล ปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านไปยัง จังหวัดสุรินทร์ ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้มี การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ

ส่วนที่เป็นห่วงในขณะนี้ คือ กรณีที่เกิดปัญหาเขื่อนแตก และพบว่าในบางพื้นที่ประชาชนได้ทำลายแนวคันกั้นน้ำเพื่อต้องการระบายน้ำออก จากพื้นที่ของตนเอง

ดังนั้น จึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคนอดทนเพราะไม่เช่นนั้นความเสียหายอาจจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นได้ซึ่งในเรื่องของการระบายน้ำ นั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของจังหวัดและกรมชลประทานในการดำเนินการผันน้ำออกจากพื้นที่โดยจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายที่ขยายวงกว้าง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ขณะนี้นยังคงมีสถานการณ์ อุทกภัย 28 จังหวัด 158 อำเภอ 986 ตำบล 7,604 หมู่บ้าน 478,176 ครัวเรือน 1,650,527 คน อพยพ 3,686 ครัวเรือน 10,868 คน แยกเป็น ระดับรุนแรง 3 จังหวัด ได้แก่ สระแก้วปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ระดับปานกลาง 15 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ชัยภูมิ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชลบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท นครนายก ราชบุรี และปทุมธานี

ระดับเล็กน้อย 10 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ขอนแก่น ระยอง จันทบุรี กาญจนบุรี สระบุรี พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์และสมุทรปราการ แนวโน้มสถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมเริ่มคลี่คลายหลายพื้นที่ระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำพื้นที่ท้ายเขื่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำออก จากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ

นายฉัตรชัย กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยผู้ประสบอุทกภัย ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง พร้อมเชื่อมโยงการทำงานกับกองทัพ โดยให้ทหารเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดย ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องดูแลชีวิตและความปลอดภัยของผู้ประสบภัยเป็นสำคัญ

‘ทักษิณ’ไม่ยอมเสียเวลาเปล่า ขอเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 11 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ Turn My Exile to Learning Period (1) ONE ASIA โดยกล่าวว่า หัวข้อนี้ตนอยากจะบอกว่าการที่ต้องมาลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ นั้นตนก็ไม่ยอมให้เสียเวลาโดยสูญเปล่า นั่งเศร้าสร้อยเครียดอยู่คงไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนที่ตอนบวชพระสวดมนต์ตอนเย็น ก็จะมีตอนหนึ่งบอกว่า วันคืนล่วงไป ล่วงไปบัดนี้เราทำอะไรอยู่ ตนก็เลยต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการใช้เวลาเรียนรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้อย่างใกล้ชิด เข้าถึงให้มากที่สุด ผมได้เห็นโลกในทุกมิติ ทั้งโลกมืด โลกมัวๆ และโลกสว่างไสว แล้วก็หันมามองเมืองไทย เพื่อจะทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย เพราะถึงแม้ว่าตนจะไปอยู่มุมไหนของโลก ก็คิดตลอดเวลาว่าเป็นคนไทยที่รักประเทศไทย

“และแน่นอนครับ ผมอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้กับครอบครัว ไม่ได้มีโอกาสให้ความอบอุ่นครอบครัวอย่างใกล้ชิด ไม่ได้ฝึกฝนลูกๆ อย่างใกล้ชิด ผมก็ต้องปรับตัว เป็นการให้ความอบอุ่น ให้ความรู้ ประสบการณ์จากที่ห่างไกล แต่ครอบครัวผมก็เข้มแข็งกันทุกคน ก็อยากจะบอกกับผู้ที่รักและปรารถนาดีกับผมและครอบครัวว่า เราอดทน และจะใช้โอกาสนี้สร้างเครือข่ายเพื่อนๆ ทั้งระดับเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ตลอดจนด้านวิชาการ ให้ได้มากที่สุด และก็จะทยอยแลกเปลี่ยนกับคนไทยผ่าน Facebook ของตนไปเรื่อยๆ เท่าที่จะมีเวลา” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 15 ต.ค. นี้ ตนจะไปพูดเรื่อง One Asia ซึ่งตอนนี้ก็มีการพูดถึง One Asia มากขึ้นเพราะ Asia เป็น Economic Growth Area ของโลกอยู่ในขณะนี้ เพราะ Asia เป็นทวีปเดียวที่ไม่มี Continent Wide Forum เพราะเรามีความขัดแย้งอยู่เป็นที่ๆ เช่น เกาหลีเหนือ/เกาหลีใต้ อินเดีย/ปากีสถาน ปาเลสไตน์/อิสราเอล นอกจากนั้นยังมีปัญหาในอีกหลายประเทศ อีกทั้งเรายังเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด มีคนยากจนมากที่สุด มีคนรวยรวมแล้วก็มากที่สุด ความพยายามที่จะทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวของทวีปเอเชียเป็นเรื่องที่ทำมานานมาก ซึ่งตนก็เคยได้ริเริ่ม ACD (Asia Cooperation Dialoque) ตอนที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบทั้งทวีป แต่ก็เป็นประเทศสำคัญๆ ทั้งนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า วันนี้จีนได้พัฒนาไปมากและเร็วกว่าที่ทุกคนคิด ที่เป็นเช่นนี้เพราะจีนเป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ในการก้าวเดินตลอดเวลา มีการใช้ระบบที่เรียกว่า Division of Labor มาประยุกต์เข้ากับกาลสมัย เขามีโครงสร้างของพรรค คู่ขนานกับโครงสร้างของการบริหาร โดยให้โครงสร้างของพรรคทำหน้าที่กำหนดและควบคุมนโยบายและยุทธศาสตร์ ส่วนโครงสร้างของฝ่ายบริหารมีหน้าที่ปฏิบัติและใกล้ชิดกับการบริการประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดมีวินัย โดยแบ่งเป็นชั้นๆ ตั้งแต่ชั้นหมู่บ้าน ขึ้นไปถึงชั้นอำเภอ จังหวัด และมณฑล

แม้กระทั่งกระทรวงก็ยังมีเลขาพรรคประจำทุกกระทรวง ที่พูดมานี้อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับบ้านเรา แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า การทำงานให้สำเร็จต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ มีการกำกับนโยบายให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ และมีการติดตาม ประเมินผลงานตลอดเวลา นอกจากนั้น จะต้องมีการมองภาพใหญ่ ลงมาจนถึงภาพเล็กๆ ไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหรือการสั่งการครั้งหนึ่งจากจุดสูงสุดจะลงไปถึงทุกจุดอย่างรวดเร็ว

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกอย่างที่ตนประทับใจประเทศใหญ่ๆอย่างจีนและสหรัฐฯ คือเวลาตนไปพบระดับบริหารพูดอะไรไว้ ก็จะมีการส่งบทสนทนาไปยังผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เช่นตนพูดกับรัฐมนตรีว่าอย่างไร พอไปพบระดับนายกรัฐมนตรีเขาจะทราบเรื่องและต่อเรื่องได้ทันที ทำให้การเจรจาความระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การมาจีนคราวนี้ได้รับเชิญให้ไปพบระดับสูงมาหลายครั้ง เพื่อเพิ่มพูนความสัมพันธ์ ไทย-จีน และอาเซียน-จีน

21ต.ค.เอาจริงจอดถนน10สาย ทั้งยกรถทั้งปรับวันละ1,200บาท

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผบช.น.เป็นประธานประชุมทางไกลศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร มีเจ้าหน้าที่บก.จร.ผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุมพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังวีดีโอคอนเฟเรนซ์ไปทั่วบก.น.1-9

พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า มาเตรียมการเพื่อกวดขันเรื่องถนน 10 สายที่ห้ามจอดรถ โดยจะหาข้อสรุปรายละเอียดทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติงาน เริ่มโครงการวันที่ 9-15 ต.ค. ออกเตือนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบวันที่ 15-20 ต.ค. เป็นการทำงานร่วมระหว่าง สตช. บช.น. บก.จร. บก.น.1-9 แลทั้ง 88 สน. ก่อนปฏิบัติจริงวันที่ 21 ต.ค.นี้ โดยทุกอย่างต้องพร้อมทั้งอุปกรณ์และการประชาสัมพันธ์

รองผบช.น.กล่าวต่อว่า ทางผบ.ตร.ได้กำชับให้แก้ไขปัญหาการจราจรโดยเร่งด่วน บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่นี้ทางบก.จร. บก.น.1-9 และสน.ต่าง ๆ จะต้องทำงานรวมเป็นหนึ่งโดยให้ทุกหน่วยประสานกัน รวมถึงประสานทำงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเรื่องการจราจรด้วย ไม่ทำงานแบบโดดเดี่ยวแต่ต้องช่วยกันทำงาน โดยรองผบก.น.1-9 ผกก.สน. และสว.จร.ในสน.ต่าง ๆ ต้องออกตรวจพื้นที่อย่างเข้มข้น วันนี้ตนออกตรวจการจราจรตอนเช้า ยังไม่พบผู้บังคับบัญชามาสั่งการ ต่อไปนี้ถ้าไม่เจอต้องต่อว่ากันบ้าง

ทั้งนี้ได้ให้สน.ต่าง ๆ รวบรวมปัญหาที่นำไปสู่การปฏิบัติมาให้พิจารณา ตนได้ประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงคมนาคมให้จัดระเบียบป้ายรถเมล์ ให้จอดได้เฉพาะรถเมล์เท่านั้น รถตู้ต้องไปจอดที่ป้ายรถตู้ เช่นเดียวกับแท็กซี่ ไม่ใช่ให้กระจุกตัวที่ป้ายเดียว ทางปลัดรับหลักการไปพิจารณา เพราะหากแก้ไขปัญหาการจราจรไม่ได้ จะส่งผลเสียต่อ สังคม เศรษฐกิจและประเทศชาติ

พล.ต.ต.อดุลย์กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องรถเก่านั้น ได้ปรับเป็นรถเก่าที่อายุเกิน 10 ปี แต่ยังไม่สามารถเริ่มปฏิบัติได้ เพราะจากการปรึกษาหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพบว่าระบบขนส่งยังไม่พร้อมเช่นเดียวกับเรื่องศาลจราจรและการเหลื่อมเวลาทำงานของภาครัฐและเอกชน จึงยังไม่นำเสนอเรื่องเหล่านี้ไปตามลำดับขั้นตอนบังคับบัญชา อย่างไรก็ดีช่วงเดือนนี้จะมีการสัมมนาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร ตอนนี้ทำได้แค่เรื่องห้ามจอดในถนน 10 สาย และอาสาผู้พิทักษ์ถนน เป็นโครงการดึงประชาชนมาร่วมแก้ไข

สำหรับถนน 10 สายที่มีปัญหาติดขัดมาก ประกอบด้วย 1.ถนนลาดพร้าว 2.ถนนพระราม 3.ถนนสุขุมวิท 4.ถนนรัชดาภิเษก 5.ถนนรามคำแหง 6.ถนนพหลโยธิน-ถนนเกษตรนวมินทร์ 7.ถนนสาทร 8.ถนนราชดำเนิน 9.ถนนเพชรบุรีฯ และ 10.ถนนวิภาวดีรังสิต

ตำรวจจะจัดกำลังเข้าดูแลถนนทั้ง 10 สาย ห้ามไม่ให้จอดรถในที่ห้าม โดยปัจจุบันพบว่า การจอดรถในที่ห้ามจอดเป็นการสร้างปัญหารถติดขัดโดยใช่เหตุ และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยมาก หากพบการจอดรถที่ผิดกฎหมายจะไม่ใช้มาตรการล็อกล้อ แต่จะใช้วิธียกรถออกจากพื้นที่ ไม่ให้กีดขวางการจราจร เป็นความผิด พ.ร.บ.จราจรมาตรา 57 และ 59 ห้ามจอดในที่ห้าม ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมทั้งเสียค่าเคลื่อนย้าย 500 บาท และค่าดูแลอีกวันละ 200 บาท รวมวันละ 1,200 บาท