สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ด้วยคะแนน 226 ต่อ 195 เสียง แม้ผู้นำพรรครีพับลิกันจะคัดค้าน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความไม่พอใจต่อแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจัดการสงครามยูเครน และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อวุฒิสภาให้พิจารณาประเด็นนี้ต่อไป
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 226 ต่อ 195 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมาย "สนับสนุนยูเครน" (Ukraine Support Act) ซึ่งเสนอโดย สส. เกรกอรี มีคส์ จากพรรคเดโมแครต โดยสาระสำคัญคือการจัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการฟื้นฟูประเทศมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมวงเงินกู้ยืมเพื่อการป้องกันประเทศอีก 8,000 ล้านดอลลาร์
การลงมติครั้งนี้ได้รับความสนับสนุนจาก ส.ส. พรรครีพับลิกัน 18 ราย และ ส.ส. อิสระอีก 1 ราย ที่ตัดสินใจโหวตสวนทางกับมติพรรคและนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยใช้วิธีพิเศษที่เรียกว่า "Discharge Petition" เพื่อดึงร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นานหลายเดือนขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากผู้นำเสียงข้างมากในสภา
สส.มีคส์ ผู้เสนอร่างกฎหมาย ระบุว่านี่คือบทพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ จะยืนเคียงข้างยูเครนเพื่อให้มีอำนาจต่อรองในการเจรจา หรือจะปล่อยให้รัสเซียเป็นผู้ชนะในสงครามประสาทครั้งนี้ ขณะที่ สส. ดอน เบคอน จากรีพับลิกันที่โหวตสนับสนุนระบุว่า "นี่คือการเลือกข้างระหว่างความดีและความชั่ว"
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสภาผู้แทนฯ เพิ่งผ่านร่างกฎหมายจำกัดอำนาจการทำสงครามเพื่อยับยั้งการใช้กำลังทหารต่อต้านอิหร่าน ซึ่งถือเป็นรอยร้าวที่ชัดเจนขึ้นภายในพรรครีพับลิกันต่อนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ นับตั้งแต่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม 2025
ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการส่งสัญญาณความเข้มแข็งไปยังทหารยูเครนและวลาดีเมียร์ ปูติน แต่ผู้นำพรรครีพับลิกันหลายคนกลับมองต่างออกไป โดยนายสตีฟ สกาลิส ผู้นำเสียงข้างมากในสภาฯ เตือนว่าการผ่านร่างนี้จะทำลายการเจรจาระหว่างสภาคองเกรสกับทำเนียบขาวที่กำลังดำเนินอยู่
ด้านนายไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ มองว่าร่างกฎหมายนี้เป็นเพียง "อาวุธทางการเมือง" ที่ใช้โจมตีทรัมป์ และมีเนื้อหาที่ล้าสมัยเนื่องจากร่างขึ้นมาตั้งแต่ปีครึ่งที่แล้ว ขณะที่ ส.ส. บางส่วนกังวลว่ามาตรการนี้อาจส่งผลให้ประเทศสมาชิกนาโตบางรายลดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศลง
ปัจจุบันสงครามในยูเครนเข้าสู่ปีที่ 5 โดยทั้งสองฝ่ายยังคงโจมตีตอบโต้กันด้วยขีปนาวุธระยะไกล แม้ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี จะยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงที่ทรัมป์เสนอ แต่ทางปูตินกลับปฏิเสธและยืนกรานให้ยูเครนยอมยกดินแดนที่รัสเซียยึดครองอยู่ให้
อย่างไรก็ตาม อนาคตของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายเนื่องจากต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาสูงระบุว่าจะรอฟังคำชี้แจงจากทรัมป์ก่อน และหากผ่านวุฒิสภามาได้ คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจยับยั้ง หรือวีโต้ ร่างกฎหมายนี้อย่างแน่นอน
ขณะที่สหภาพยุโรป ได้เดินหน้าสวนทางด้วยการเริ่มเจรจารับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก และอนุมัติวงเงินกู้เพื่อการป้องกันประเทศและเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านยูโรไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา.
ที่มา Associated Press / Reuters
สำนักข่าว AP : ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ชี้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกกำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก-ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสากล แต่เปิดโอกาสใหม่ให้รัสเซียและประเทศกำลังพัฒนา
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติที่นครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ระบุว่าประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัดส่วนผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศตะวันตกลดลง
ปูตินกล่าวโจมตีมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของชาติตะวันตก ระบุว่าการอายัดทรัพย์สินของรัสเซียในต่างประเทศได้สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินโลก และทำลายความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินหลักของโลก โดยการคว่ำบาตรและการอายัดเงินทุนสำรองของรัสเซียได้ส่งผลกระทบอย่างถาวรต่อสถานะของสกุลเงินระหว่างประเทศ ทั้งดอลลาร์สหรัฐและยูโร
ผู้นำรัสเซียยังเตือนว่า ประเทศอื่นๆ อาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับรัสเซีย โดยอาจสูญเสียการเข้าถึงทรัพย์สินที่ถือครองในรูปดอลลาร์หรือยูโร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและระบบชำระเงินของชาติตะวันตก นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวหาว่าปัญหาหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของประเทศตะวันตกเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อสถาบันทางเศรษฐกิจของตะวันตก
ประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่า ต้นตอของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเกิดจากการเปลี่ยนผ่านจากระบบโลกแบบลำดับชั้น ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์ของประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ไปสู่ระเบียบโลกที่มีความซับซ้อน กระจายอำนาจ และมีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งเขามองว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่ยังเป็นโอกาสมหาศาล
การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกที่ยังดำเนินต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน ซึ่งส่งผลให้รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และพันธมิตรตะวันตกหลายประเทศตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา.
สภาผู้แทนฯสหรัฐสร้างปรากฏการณ์เห็นชอบ 215 ต่อ 208 เสียง ไฟเขียวร่างก.ม.จำกัดอำนาจทำสงครามของผู้นำสหรัฐ โดยมี 4 สส.รีพับลิกันร่วมโหวตหนุนเดโมแครตด้วย จี้ “ทรัมป์”ออกคำสั่งถอนทหารพ้นอิหร่าน ถ้ารัฐสภายังไม่อนุมัติให้ใช้กำลังทหาร เพื่อยุติสงคราม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก มีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 215 ต่อ 208 เสียง ผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจทำสงคราม เพื่อขัดขวางมิให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ทำสงครามกับอิหร่านต่อไป โดยผู้นำสหรัฐฯต้องออกคำสั่งถอนกำลังทหารออกจากอิหร่าน หากรัฐสภายังไม่ได้อนุมัติให้ใช้กำลังทหารหรือประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติครั้งนี้นับเป็นความพ่ายแพ้ล่าสุดในรัฐสภาของประธานาธิบดีทรัมป์และยังเป็นภาพความร่วมมือที่เกิดขึ้นได้ยากจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ในการจำกัดอำนาจทำสงครามของฝ่ายบริหาร เพราะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ โทมัสแมสซีไบรอัน ฟิตซ์แพทริกทอม บาร์เร็ตต์และวอร์เรน เดวิดสัน ตัดสินใจลงคะแนนสนับสนุนร่างมตินี้ร่วมกับพรรคเดโมแครตขณะเดียวกันไม่มีสมาชิกจากพรรคเดโมแครตลงคะแนนคัดค้านแม้แต่เสียงเดียวถือเป็นการตำหนิทรัมป์ และวิธีการจัดการความขัดแย้งของเขาอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านี้ พรรคเดโมแครตพยายามผลักดันให้มีการลงคะแนนเสียงเพื่อจำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดีทรัมป์มาต่อเนื่องทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพิ่งจะได้รับการสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันมากขึ้นช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวขณะนี้ยังคงเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เนื่องจากกฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางข้อถกเถียงทางข้อกฎหมายที่ว่าข้อมตินี้จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และท้ายที่สุดแล้วประธานาธิบดีก็มีอำนาจใช้สิทธิยับยั้งมติดังกล่าวอยู่ดี
แม้ฝ่ายที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์จะอ้างว่า ร่างมติฉบับนี้จะส่งผลให้แสนยานุภาพและความมั่นคงของประเทศอ่อนแอลง แต่ความอึดอัดใจในพรรครีพับลิกันก็เริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาตระหนักดีถึงภาระและความเสี่ยงทางการเมืองที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้
นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันยังได้ตัดงบประมาณสำหรับรักษาความปลอดภัยในห้องจัดเลี้ยงของทรัมป์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจด้านการเข้าเมือง หลังผู้ดูแลกฎระเบียบของวุฒิสภาตัดสินว่าเป็นการละเมิดกฎงบประมาณ
สำหรับมาตรการดังกล่าวของสภาผู้แทนสหรัฐ รู้จักกันในชื่อ ‘มติร่วม’ (concurrent resolution) ที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านความเห็นชอบเมื่อวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น) ต้องได้รับการอนุมัติจากทั้งสองสภา แต่จะไม่ส่งไปให้ประธานาธิบดีลงนาม ทั้งนี้ ตามระเบียบของวุฒิสภา มติร่วมไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องกับความพยายามผ่านมติอำนาจสงครามกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขาเชื่อว่ามติดังกล่าวจะมีผลผูกพัน และจะเป็นเรื่องทางกฎหมายที่ต้องดำเนินการต่อไป
อย่างไรก็ตาม การลงมติครั้งนี้มีแนวโน้มเป็นได้เพียงเชิงสัญลักษณ์ท่านั้น เนื่องจากหากแม้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา แต่ทำเนียบขาวประกาศมานานแล้วว่า ทรัมป์จะใช้อำนาจวีโต้หรือสิทธิยับยั้งของประธานาธิบดีปัดตกร่างมติดังกล่าวไม่ให้มีผลทางกฎหมาย และหากสภาคองเกรสต้องการหักล้างอำนาจวีโต้ แต่ละสภาต้องรวบเสียงสนับสนุนให้มากกว่าสองในสาม ซึ่งตอนนี้เป็นไปได้ยากมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลการลงมติครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจและความกังวลของสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เริ่มมากขึ้นโดยสงครามล่วงเข้าสู่เดือนที่ 4 และยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลาย ส่วนร่างมติอำนาจสงคราม 3 ฉบับก่อนหน้านี้ แม้ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ช่องว่างของคะแนนลดลงอย่างต่อเนื่อง
สงครามระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน เริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การหยุดยิงที่เกิดขึ้นหมายความว่าสงครามสิ้นสุดแล้วดังนั้น หากมีการสู้รบเกิดขึ้นอีกภายในกรอบเวลา 60 วัน ผู้นำสหรัฐไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อสภาคองเกรส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอล และเลบานอนตกลงหยุดยิง แต่มีเงื่อนไขว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องยุติการยิงสิ้นเชิง และถอนกำลังของฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมดออกจากเลบานอนตอนใต้ ตามแถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่หลังการเจรจารอบล่าสุดที่สหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเมื่อวันพุธ (ตามเวลาท้องถิ่น )
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯแถลงว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการยุติการโจมตีอย่างสิ้นเชิง จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องอพยพกองกำลังทั้งหมด ออกจากพื้นที่ที่อิสราเอลควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำลิตานีไปจนถึงแนวชายแดน ทางการสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยแนะนำตั้ง»เขตนำร่อง» ซึ่งจะให้กองทัพรัฐบาลเลบานอน เข้ามาดูแลและควบคุมอาณาเขตแต่เพียงผู้เดียว โดยจะแยกแยะและไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทุกประเทศต่างยืนยันร่วมกันว่า อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและเลบานอนต้องถูกตัดสินโดยรัฐบาลที่มีอธิปไตยของสองประเทศเท่านั้น และปฏิเสธความพยายามจากรัฐหรือกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมาย ที่จะจับอนาคตของเลบานอนไว้เป็นตัวประกัน
ข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่นี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่มีการทำข้อตกลง «หยุดยิงบางส่วน» ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ซึ่งกำหนดให้อิสราเอลยุติการทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเบรุต แลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่เปิดฉากโจมตีอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังคงยิงปะทะกันตลอดสัปดาห์
ขณะนี้ฮิซบอลเลาะห์ยังไม่มีแถลงการณ์เป็นทางการต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด แต่นายมาห์มูด กามาตี สมาชิกสภาการเมืองของฮิซบอลเลาะห์แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า ไม่มีข้อตกลงหยุดยิงใดๆ มีเพียงแค่การปกป้องย่านดาฮีเยห์ พร้อมยืนยันว่าฮิซบอลเลาะห์จะไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระหว่างเลบานอนและอิสราเอล เนื่องจากทางกลุ่มปฏิเสธการเจรจานี้ตั้งแต่แรก
มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์กังวลว่าการยกระดับความรุนแรงในเลบานอนอาจกระทบและทำลายภาพรวมข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลและอิหร่าน ทรัมป์ระบุว่าต้องการแยกการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ออกจากการเจรจาเรื่องสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งยังตึงเครียด เมื่ออิหร่านโจมตีคูเวตด้วยโดรนและขีปนาวุธ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต รวมถึงสถานทูตเสียหายมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 60 ราย จนต้องประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว อิหร่านปฎิเสธว่าไม่ได้โจมตีท่าอากาศยานคูเวต แต่เป็นผลมาจากขีปนาวุธสกัดกั้นของกองทัพสหรัฐฯที่พลาดเป้าหมาย แต่สหรัฐฯปฎิเสธคำกล่าวอ้างของอิหร่าน
เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน มีกำหนดการเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน ตามคำเชิญของ นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของประเทศ ซึ่งจะนับเป็นการเยือนกรุงเปียงยางครั้งที่ 2 ของสี หลังจากที่เดินทางเยือนครั้งแรกในปี 2019 ก่อนที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการปิดพรมแดนเป็นเวลาหลายปี
การเยือนของสีในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจีนและรัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างห่างเหิน อันเป็นผลโรคระบาด ความไม่พอใจของเกาหลีเหนือต่อการที่จีนสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนความกังวลของจีนเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารที่เพิ่มขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียด้วย
อีกทั้ง การเยือนของสียังเกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากการพบหารือกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ รวมถึง ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง โดยทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางกลับสหรัฐว่า ได้นำเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ต่อผู้นำจีนด้วย
เอกสารหลังการเยือนของทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐและจีนมีเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของจีนระบุเพียงว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศที่มีความสำคัญ รวมถึงสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนและรัสเซียระบุว่า จีนและรัสเซียประณามการใช้มาตรการโดดเดี่ยวทางการทูต การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แรงกดดันทางทหาร และวิธีการอื่นๆ ที่คุกคามความมั่นคงของเกาหลีเหนือ พร้อมให้คำมั่นว่า จะดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการผลักดันกระบวนการแก้ไขปัญหาคาบสมุทรเกาหลีด้วยวิธีทางการเมือง สร้างกลไกสันติภาพบนคาบสมุทร และรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระยะยาวในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกันยายน 2025 สีต้อนรับคิมและปูตินในการร่วมชมพิธีสวนทหารเพื่อรำลึกวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในการหารือกับคิมในวันถัดไป สีกล่าวว่า จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและเกาหลีเหนือ ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จุดยืนนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งเดือนต่อมา นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนเยือนกรุงเปียงยางเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ จ้าว เล่อจี้ สภาประชาชนแห่งชาติจีนซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 3 ของประเทศ เดินทางไปพบคิมในปี 2024 และเขาประกาศให้ปีดังกล่าว ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและเกาหลีเหนือเป็นปีแห่งมิตรภาพอีกด้วย