26 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จีนค้นพบ หลุมสีน้ำเงิน (Blue Hole) แห่งใหม่ที่เกิดจากแนวปะการังบริเวณเกาะหวงเหยียน หรือ แนวปะการังสคาร์โบโรห์ ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นหลุมสีน้ำเงินจากแนวปะการังแห่งแรกที่ถูกสำรวจและตรวจสอบในประเทศ
จากการวิจัยและสำรวจอย่างเข้มข้นผ่านการดำน้ำลึก โรบอตสำรวจใต้น้ำ (ROV) และการทำแผนที่ทางอากาศ พบว่าหลุมสีน้ำเงินแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,491.7 ตารางเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดวัดได้ 56.3 เมตร
โดยมีรูปทรงภายนอกเกือบเป็นวงกลมสมบูรณ์ ลึก 16.6 เมตร ด้านในมีลักษณะโครงสร้างเป็นรูปกรวย และก้นหลุมแคบ จากการศึกษาคาดว่า หลุมนี้ก่อตัวขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 3,200 ปี จากการเติบโตอย่างยาวนานของปะการัง ซึ่งแตกต่างจากหลุมสีน้ำเงินส่วนใหญ่ในโลกที่อดีตเคยเป็นถ้ำบนบกในยุคน้ำแข็ง
แม้ว่าหลุมสีน้ำเงินใต้น้ำทั่วไปมักจะขาดแคลนออกซิเจนและสิ่งมีชีวิตในระดับลึก แต่หลุมแห่งนี้กลับเป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยพบปะการังแข็ง มากถึง 165 สายพันธุ์ เจริญเติบโตอยู่ตามผนังหลุม สำรวจพบปลาปะการังรวม 184 สายพันธุ์ เป็นแหล่งอาศัยของหอยมือเสือ ยิปซัมทะเล ฟองน้ำ และดอกไม้ทะเล รวมถึงเป็นแหล่งกบดานและอนุบาลสำคัญของ เต่าตนุ ซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครองระดับสูงสุดของจีน
นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า หลุมสีน้ำเงินแห่งนี้เปรียบเสมือน แคปซูลกาลเวลา เนื่องจากชั้นตะกอนและเคมีในน้ำใต้น้ำที่แยกตัวและไม่ถูกรบกวน ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกและสภาพแวดล้อมในอดีต ค้นหาร่องรอยความผันผวนของระดับน้ำทะเลในภูมิภาค และทำความเข้าใจกลไกการปรับตัวและการฟื้นฟูของระบบนิเวศทางทะเล
พื้นที่ดังกล่าวได้รับการประกาศเป็นเขตสงวนธรรมชาติแห่งชาติหวงเหยียน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 เพื่อยกระดับการอนุรักษ์เชิงรุกและศึกษาวิจัยระยะยาวต่อไป แนวปะการังสคาร์โบโรห์แห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่ทับซ้อนและจุดขัดแย้งทางทะเลที่สำคัญระหว่างประเทศจีนและฟิลิปปินส์
เวเนซุเอลาเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 589 ศพ บาดเจ็บเกือบ 3,000 ราย โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยไม่ไหว ด้านทีมกู้ภัยจากต่างประเทศเร่งเข้าช่วยเหลือ
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 589 ศพ ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 2,980 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก
นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยทั้งในและต่างประเทศกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมกู้ภัยจากหลายประเทศเข้าร่วมภารกิจ รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากสวิตเซอร์แลนด์ 80 นาย และทีมช่วยเหลือจากเม็กซิโก
ตลอดคืนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดมค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากอาคารในกรุงการากัส และรัฐลากวยรา ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับความเสียหายหนัก โดยก่อนหน้านี้สามารถช่วยหญิงรายหนึ่งออกมาจากซากอาคารได้อย่างปลอดภัย ส่วนบรรยากาศในหลายพื้นที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพยายามติดต่อและตามหาญาติที่ยังสูญหาย
ด้านแพทย์ในรัฐลากวยรา เปิดเผยว่า โรงพยาบาลหลักทั้ง 2 แห่งของรัฐกำลังเผชิญภาวะผู้ป่วยล้นเกินขีดความสามารถ และขาดแคลนเวชภัณฑ์อย่างหนัก
แผ่นดินไหวทั้งสองครั้งเกิดขึ้นห่างกันประมาณ 1 นาที ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากพังถล่ม ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย และประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องนำที่นอนและเต็นท์ออกมาตั้งพักอาศัยริมถนน เนื่องจากไม่กล้ากลับเข้าไปในอาคารเพราะหวั่นเกิดอาฟเตอร์ช็อก
ทั้งนี้ แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนับเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของเวเนซุเอลานับตั้งแต่ปี 2443 และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในหลายรัฐทางตอนเหนือของประเทศ.
ที่มา : BBC
ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในจังหวัดยามานาชิ ทางตต.ของกรุงโตเกียว ไม่มีการเตือนสึนามิ แต่ต้องระงับเดินรถชินคันเซ็นบางส่วน ขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังไม่พบความผิดปกติฒ
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ในจังหวัดยามานาชิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว อย่างไรก็ตาม ทางการยืนยันว่า ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิ
จากแรงสั่นสะเทือน ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูงโทไกโด ชินคันเซ็น ประกาศระงับการเดินรถชั่วคราวระหว่างสถานีโตเกียวกับสถานีชิซูโอกะ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทาง นอกจากนี้ ทางด่วนหลายสายได้รับผลกระทบ ถูกปิดการจราจรชั่วคราว
ด้านผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮามาโอกะ ในจังหวัดชิซูโอกะ ระบุว่า ยังไม่พบความผิดปกติจากแผ่นดินไหว และระดับกัมมันตรังสีโดยรอบโรงไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับปกติ
สำนักอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป และติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด.
ที่มา NHK
ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุก "คิม กอน-ฮี" ภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ เป็นเวลา 7 ปี ในความผิดฐานรับสิ่งของและของขวัญราคาแพงเพื่อแลกกับการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการและเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมสั่งริบทรัพย์และปรับเงินเพิ่มเติม
ศาลเขตกลางกรุงโซล แผนกคดีอาญา 21 มีคำพิพากษาวันนี้ (26 มิ.ย.) ให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี แก่นางคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภริยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล โดยศาลตัดสินให้เธอมีความผิดจริงในทุกข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยการลงโทษขั้นรุนแรงต่ออาชญากรรมเฉพาะ ในข้อหารับสินบนเพื่อการไกล่เกลี่ยและเอื้อประโยชน์
นอกจากโทษจำคุก 7 ปีแล้ว ศาลยังสั่งให้ริบของกลางซึ่งรวมถึงภาพวาดของ "อี อู-ฮวาน" ศิลปินชื่อดัง และสั่งปรับเงินทางแพ่งอีกจำนวน 64.8 ล้านวอน (ประมาณ 1.41 ล้านบาท) ซึ่งคำตัดสินนี้ใกล้เคียงกับที่ทีมอัยการพิเศษได้ยื่นเสนอขอให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 7 ปี 6 เดือนก่อนหน้านี้
ศาลระบุในคำพิพากษาว่า ของขวัญมูลค่าสูงจำนวนมากที่จำเลยได้รับนั้นตามบรรทัดฐานของสังคมไม่สามารถมองว่าเป็นเพียง "ของขวัญเชื่อมสัมพันธไมตรีหรือการทักทายตามมารยาท" ได้ แต่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนแอบแฝงอย่างชัดเจน
ศาลระบุในคำแถลงว่า "ในฐานะคู่สมรสของประธานาธิบดี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มักถูกจับจ้องและเข้าหาโดยผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย จำเลยควรที่จะต้องมีความยึดมั่นและระมัดระวังตนเองอย่างเข้มงวดมากกว่าใคร ๆ แต่จำเลยกลับละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมและรับเงินและสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
นอกจากนี้ ศาลยังได้ตำหนิพฤติกรรมของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งว่า "จำเลยรับสิ่งของมูลค่าสูงที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถหาซื้อได้ชั่วชีวิตมาอย่างง่ายดายโดยไม่มีความลังเลใจ อีกทั้งภูมิหลังและอาชีพของผู้ที่นำเงินและสิ่งของมามอบให้นั้นมีตั้งแต่ประธานบริษัทก่อสร้างขนาดกลาง, นักธุรกิจ, ชาวเกาหลีใต้ในอเมริกา, ศิษยาภิบาล, อัยการที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไปจนถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการติดสินบนอย่างไม่เป็นทางการได้ขยายวงกว้างไปทั่วทั้งสังคมอย่างน่ากลัว"
แม้ว่าในระหว่างการพิจารณาคดี ฝ่ายกฎหมายของนางคิม กอน-ฮี จะยอมรับว่ามีการรับสิ่งของจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นการรับเพื่อแลกกับการเป็นตัวกลางในการแต่งตั้งตำแหน่ง ทว่าศาลชี้ว่า "มันเป็นเพียงข้อแก้ตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
จากการสืบสวนของทีมอัยการพิเศษ พบว่านางคิม กอน-ฮี ได้รับสินบนจากหลากหลายบุคคลในช่วงปี 2022 เพื่อแลกกับการใช้อำนาจมิชอบ โดยระหว่างมีนาคม - พฤษภาคม 2022 รับสร้อยคอและต่างหูแบรนด์หรู Van Cleef & Arpels รวมมูลค่า 103.8 ล้านวอน จากนายอี บง-กวาน ประธานบริษัท Seohee Construction เพื่อแลกกับการฝากฝังตำแหน่งงานให้แก่ นายพัค ซอง-กึน อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบุตรเขยของประธานบริษัท
ส่วนเมษายน และ มิถุนายน 2022 รับ "เต่าทองคำ" และภาพวาดโบราณ "เซฮันโด" มูลค่า 2.65 ล้านวอน จากนางอี แบ-ยง อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เพื่อแลกกับการแต่งตั้งตำแหน่ง และกันยายน 2022 รับนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรู Vacheron Constantin มูลค่า 33.9 ล้านวอน จากนายซอ ประธานบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์สุนัข เพื่อช่วยเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ
นอกจากนั้น เธอยังรับภาพวาดของศิลปิน อี อู-ฮวาน มูลค่า 140 ล้านวอน จากอดีตอัยการคิม ซัง-มิน เพื่อช่วยล็อบบี้ตั๋วสมัครเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน รวมถึงคดีอื้อฉาวอันโด่งดังอย่างการรับ กระเป๋าหรูแบรนด์ดิออร์ จากบาทหลวงชเว แจ-ยอง ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2022
ในวันเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาลงโทษผู้ร่วมกระทำความผิดและผู้ให้สินบนรายอื่น ๆ โดย นายอี บง-กวาน ประธานบริษัท Seohee Construction ถูกตัดสินจำคุก 1 ปีแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี, นายซอ ซอง-บิน ประธานบริษัท DroneDom ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือนแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และบาทหลวงชเว แจ-ยอง ถูกปรับเงินจำนวน 8 ล้านวอน
ทั้งนี้ ในการพิจารณาคดีนัดสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นางคิม กอน-ฮี ได้กล่าวถ้อยแถลงปิดคดีว่า "ฉันขอสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งต่อการกระทำอันสะเพร่าและขาดความรอบคอบของตัวเอง ฉันกราบขออภัยต่อประชาชนทุกคนจากใจจริง และจะใช้เวลาชีวิตที่เหลืออยู่ในการไถ่บาป"
คำพิพากษาจำคุกอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเป็นเวลา 7 ปีในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ที่ตอกย้ำถึงมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในระดับผู้นำประเทศอย่างไม่ประนีประนอม.
ที่มา Yonhap / Herald Corp / newsis.com
อีลอน มัสก์ นักธุรกิจชื่อก้องโลก สูญเสียสถานะมหาเศรษฐีล้านล้านไปแล้ว หลังจากหุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉุดหุ้นของทั้ง สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อีลอน มัสก์ นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดัง สูญเสียสถานะ “มหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” (Trillionaire) แล้ว ในวันอังคารที่ผ่านมา (23 มิ.ย.) เพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังจากเขากลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ หลังจากบริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของเขาเข้าสู่ตลาดหุ้น
ตามข้อมูลจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก ซึ่งอัปเดตทุกวันเวลา 17:30 น. ตามเวลาในนิวยอร์ก ประเมินมูลค่าทรัพย์สินของมัสก์ในวันอังคารไว้ที่ 9.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากสถิติ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่ทำไว้เมื่อไม่ถึง 14 วันก่อน
การพลิกผันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากราคาหุ้นของ สเปซเอ็กซ์ และ เทสลา (Tesla) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตามรอยบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ เป็นวงกว้าง อันเป็นผลมาจากความกังขาเรื่องความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้จะสูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก แต่มัสก์ยังคงดำรงตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และความมั่งคั่งของเขาก็ยังคงทิ้งห่างคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดอย่างมาก
ทั้งนี้ ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านทุน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ได้จุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนานใหญ่ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง เช่น Nvidia, Intel และ AMD
แต่หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ กลับต้องแบกรับแรงกระแทกจากการปรับฐานครั้งนี้มากที่สุด โดยดิ่งลงมากกว่า 30% จากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 156 ดอลลาร์ จาก 225.64 ดอลลาร์ ณ จุดสูงสุด
ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันแห่งความผันผวน หุ้นของ สเปซเอ็กซ์ ร่วงถึง 16% ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์หายไปประมาณ 2.40 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกัน หุ้นของเทสลาก็ร่วงเกือบ 6% ยิ่งซ้ำเติมความเสียหายทางการเงินของเขาเพิ่มเข้าไปอีก
สถานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์ของมัสก์นั้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากความมั่งคั่งเกือบทั้งหมดของเขากระจุกตัวอยู่กับหุ้นของบริษัทเพียง 2 แห่ง ได้แก่ สเปซเอ็กซ์ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของเขา และ เทสลา แตกต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปที่มีการกระจายพอร์ตการลงทุน
นักวิเคราะห์ตลาดตั้งข้อสังเกตว่า ความผันผวนหลังการทำ IPO ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบริษัทที่เน้นการเติบโตและมีมูลค่าสูง แม้ว่าขนาดของการแกว่งตัวในครั้งนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงการหักล้างกันอย่างรุนแรงระหว่างกระแสความคาดหวัง (Hype) กับความเป็นจริงก็ตาม
ที่มา : bbc
เดือดวอชิงตัน! ทรัมป์ขอรัฐสภาไฟเขียวงบ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์ ลุยรับมือสงครามอิหร่าน
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยื่นคำขออย่างเป็นทางการต่อรัฐสภา เพื่ออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.9 ล้านล้านบาท) โดยงบส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงและปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
เอกสารจากสำนักงานบริหารและงบประมาณแห่งทำเนียบขาว (OMB) ส่งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ Mike Johnson ระบุว่า งบประมาณราว 67,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อรองรับภารกิจเร่งด่วนภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า “Operation Epic Fury”
ภายในงบดังกล่าว แบ่งการใช้จ่ายหลักออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ 21,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับจัดซื้ออาวุธและกระสุน 17,300 ล้านดอลลาร์ สำหรับสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร 12,100 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการด้านความมั่นคงที่เป็นความลับ
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจภายในประเทศ ได้แก่ 11,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับช่วยเหลือภาคเกษตรกรสหรัฐฯ 1,400 ล้านดอลลาร์ สำหรับรับมือการระบาดของโรคอีโบลาในภูมิภาคแอฟริกากลาง
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่ทำเนียบขาวระบุว่า กระทรวงกลาโหมยังจำเป็นต้องฟื้นฟูคลังอาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่ถูกใช้ไปจากปฏิบัติการก่อนหน้า รวมถึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานทูตและหน่วยงานทางการทูตในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ซึ่งยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากบางฝ่ายในสภาคองเกรส โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ ยังได้ผ่านมติสำคัญในการ “จำกัดอำนาจการทำสงครามของประธานาธิบดี” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีการผลักดันกฎหมายลักษณะนี้อย่างจริงจัง สะท้อนแรงต้านต่อปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางส่วนเตือนว่า ต้นทุนที่แท้จริงของความขัดแย้งอาจสูงกว่าตัวเลขที่รัฐบาลเปิดเผยอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายสงครามกับอิหร่านอาจแตะแล้วอย่างน้อย 29,000 ล้านดอลลาร์
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012