สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี แห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ' เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา
18 มิถุนายน 2569 - เวลา 09.25 น. สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก มาทรงวางพวงมาลาสักการะหน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระ เจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง พร้อมทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย แสดงความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภา พระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินี แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ทรงมีความผูกพันแนบแน่นกับพระราชวงศ์ไทย ทุกครั้งที่คนไทยรู้สึกเศร้าโศกจากการสูญเสียพระราชวงศ์ที่ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก จะเสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศไทยเพื่อทรงแสดงความอาลัย ถวายราชสักการะพระบรมศพ และสักการะพระศพ เป็นพระราชวงศ์แรกเสมอ ปวงชนชาวไทยจึงเคารพรักสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพระราชวงศ์ไทย และปวงชนชาวไทยตลอดมา
ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานคลิปวิดีโอปรากฏภาพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐลงนาม ในเอกสารข้อตกลงเอ็มโอยูระหว่าง สหรัฐและอิหร่าน ในคืนวันที่ 17 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่นั้น...
ส่วนฝ่ายอิหร่านได้รับการลงนาม โดยประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ด้วย ซึ่งอ้างอิงตามภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ ทั้งนี้ เอกสารฉบับเต็มพร้อมคำอธิบายประกอบ และสำหรับพิธีลงนามที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีแล้ว
ส่วนบันทึกความเข้าใจ (MOU) สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับทางการที่ทำเนียบขาวยืนยัน จำนวน 14 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1
สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และพันธมิตรของตนในสงครามปัจจุบัน กำลังร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ เพื่อประกาศการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอน และนับจากนี้ไปต่างฝ่ายต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เปิดฉากสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ต่อกัน และจะละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน ตลอดจนสร้างความมั่นใจในบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน ทั้งนี้ ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ (Final Deal) จะยืนยันการยุติสงครามเป็นการถาวรในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนและข้อกำหนดอื่น ๆ ในย่อหน้านี้
ข้อ 2
สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่ายหนึ่ง
ข้อ 3
สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมุ่งมั่นที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายในระยะเวลาสูงสุด 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ด้วยความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
ข้อ 4
ในทันทีเมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางเรือ ตลอดจนการรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะสิ้นสุดการปิดล้อมทางเรืออย่างสมบูรณ์ภายใน 30 วัน โดยในระหว่างนี้ การสัญจรของเรือต่าง ๆ จะเป็นไปตามสัดส่วนของจำนวนการสัญจรในช่วงก่อนเกิดสงคราม ที่กำลังได้รับการฟื้นฟูโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นเพิ่มเติมว่าจะถอนกองกำลังของตนออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากข้อตกลงฉบับสมบูรณ์มีผลบังคับใช้
ข้อ 5
เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการโดยใช้ความพยายามอย่างสูงสุดเพื่อจัดให้มีเส้นทางผ่านที่ปลอดภัยสำหรับเรือพาณิชย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 60 วันเท่านั้น จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน การสัญจรของเรือพาณิชย์จะเริ่มต้นขึ้นทันที และเมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและทางทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะถูกกำหนดให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะหารือกับรัฐสุลต่านโอมานเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและการบริการทางทะเลในอนาคตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะหารือร่วมกับรัฐชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ด้วยให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้และสิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่งแห่งช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อ 6
สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นสัญญาร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคที่จะพัฒนาแผนการที่ชัดเจนและเป็นที่ตกลงร่วมกัน ด้วยเม็ดเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยกลไกสำหรับการดำเนินงานตามแผนการนี้จะถูกสรุปให้เสร็จสิ้นในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ใบอนุญาต การผ่อนปรน และการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องจะได้รับการอนุมัติโดยสหรัฐอเมริกา
ข้อ 7
สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ (Primary and Secondary Sanctions) ตามตารางกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นการยุติมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวข้างต้น และได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาจัดการโดยทันทีในการเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
ข้อ 8
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยืนยันอีกครั้งว่าตนจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ตกลงที่จะจัดการกับวัสดุเสริมสมรรถนะ (ยูเรเนียม) ที่จัดเก็บสะสมไว้ตามกลไกที่จะตกลงร่วมกัน โดยให้สอดคล้องกับตารางเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่ 7 ด้วยวิธีการปฏิบัติตามมารฐานขั้นต่ำคือการลดระดับความเข้มข้นในพื้นที่ปฏิบัติการ (Down-blended on site)
ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะหารือในประเด็นการเสริมสมรรถนะและเรื่องอื่น ๆ ที่ตกลงร่วมกันซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการทางนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยอิงตามกรอบการดำเนินงานที่เป็นที่น่าพอใจซึ่งจะตกลงกันในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะยืนยันข้อกำหนดในย่อหน้านี้ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นทางนิวเคลียร์ดังกล่าวข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ที่จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาจัดการโดยทันทีในการเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
ข้อ 9
ในระหว่างที่รอข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะรักษาสถานะเดิมไว้ (Maintain the status quo) โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะรักษาสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ของตนไว้ และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ และจะไม่ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้ามาในภูมิภาค
ข้อ 10
สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าในทันทีเมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้และไปจนกว่าการคว่ำบาตรจะสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังสหรัฐจะออกข้อยกเว้น (Waivers) สำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และอนุพันธ์ปิโตรเลียมของอิหร่าน ตลอดจนบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงธุรกรรมทางธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และอื่น ๆ
ข้อ 11
สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเปิดทางให้เงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่เคยถูกอายัดหรือถูกจำกัดสิทธิ์ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตกลงร่วมกันเกี่ยวกับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินทุนเหล่านี้ในระหว่างการเจรจา เงินทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะคงไว้ในบัญชีเดิมหรือถูกโอนย้าย จะต้องสามารถนำไปใช้ชำระเงินได้อย่างเต็มที่ให้กับผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ที่กำหนดโดยธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามนั้น
ข้อ 12
สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเห็นพ้องร่วมกันว่าจะมีการจัดตั้งกลไกฝ่ายบริหารเพื่อตรวจสอบความสำเร็จในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในอนาคต
ข้อ 13
หลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นปฏิบัติตามย่อหน้าที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ตลอดจนการดำเนินมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเริ่มเปิดฉากการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงฉบับสมบูรณ์โดยเฉพาะในย่อหน้าอื่น ๆ ที่เหลือ
ข้อ 14
ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะได้รับการรับรองโดยมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย...
สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านยืนยันอีกครั้งว่าตนจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ตกลงที่จะจัดการกับวัสดุเสริมสมรรถนะ (ยูเรเนียม) ที่จัดเก็บสะสมไว้ตามกลไกที่จะตกลงร่วมกัน โดยให้สอดคล้องกับตารางเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่ 7 ด้วยวิธีการปฏิบัติตามมารฐานขั้นต่ำคือการลดระดับความเข้มข้นในพื้นที่ปฏิบัติการ (Down-blended on site)
ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะหารือในประเด็นการเสริมสมรรถนะและเรื่องอื่น ๆ ที่ตกลงร่วมกันซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการทางนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน โดยอิงตามกรอบการดำเนินงานที่เป็นที่น่าพอใจซึ่งจะตกลงกันในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะยืนยันข้อกำหนดในย่อหน้านี้ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นทางนิวเคลียร์ดังกล่าวข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ที่จะหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาจัดการโดยทันทีในการเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
กรุงมอสโกเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่จากยูเครน โดยโดรนหลายลำพุ่งเป้าโรงกลั่นน้ำมันของ Gazprom Neft ชานกรุงมอสโก ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ ขณะที่ทางการรัสเซียเร่งรับมือสถานการณ์
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ โดยมีรายงานว่าโดรนหลายลำสามารถบินเข้าถึงพื้นที่สำคัญบริเวณชานเมือง และพุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ประชาชนจำนวนมากบริเวณศูนย์การค้าในกรุงมอสโกสามารถมองเห็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Gazprom Neft ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
นายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยในช่วงเช้าวันเดียวกันว่า เมืองหลวงของรัสเซียกำลังเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนในลักษณะ "ปฏิบัติการขนาดใหญ่" จากฝ่ายยูเครน โดยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศได้เร่งดำเนินการสกัดกั้นโดรนจำนวนมากที่มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงมอสโก
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าโดรนบางส่วนสามารถเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายได้ รวมถึงบริเวณโรงกลั่นน้ำมันสำคัญของ Gazprom Neft ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของรัสเซีย
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการขยายขอบเขตการโจมตีทางอากาศด้วยโดรนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างใช้โดรนเป็นอาวุธสำคัญในการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งฐานทัพ โรงงานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
แม้ทางการรัสเซียจะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดความเสียหายทั้งหมด รวมถึงจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่ได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ พร้อมดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำ
19 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปฝ่ายขวา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่พวกเขาเฉลิมฉลองการลงคะแนนเสียงที่มุ่งเพิ่มการ เนรเทศผู้คนทั่วสหภาพยุโรปด้วยการตะโกนว่า "ส่งพวกเขากลับไป" ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติคนอื่นๆ ตอบโต้ด้วยการตะโกนว่า "น่าละอายจริงๆ" พร้อมกับชูกำปั้นขึ้น
โดยการเผชิญหน้าอย่างดุเดือดในรัฐสภายุโรปเกิดขึ้นเมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) หลังจากที่สมาชิกสภาลงมติ 418 ต่อ 218 เสียง อนุมัติมาตรการที่เป็นข้อถกเถียงซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเนรเทศผู้ที่ไม่มีเอกสารรับรองสถานะทางกฎหมาย หรือ การส่งผู้อพยพกลับ
การปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฝรั่งเศส ซึ่งได้กล่าวว่า "ไร้สาระ โหดร้าย และเลือกปฏิบัติ" และผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ 16 คน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ชี้ให้เห็นถึงมากกว่า 10 วิธีที่กฎเหล่านี้อาจขัดต่อสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงมาตรการที่อาจควบคุมตัวบุคคลไว้ได้นานถึงสองปี หรือ ส่งไปยังศูนย์กักกันนอกชายฝั่งซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น "หลุมดำด้านสิทธิมนุษยชน" ที่อาจเกิดขึ้นได้ ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองแบบ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) เข้ามามีบทบาทในยุโรปได้
เมื่อกลุ่มสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่จากฝ่ายกลางขวา และฝ่ายขวาจัดได้ร่วมมือกันสนับสนุนแผนดังกล่าว การอนุมัติก็ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างกึกก้องในรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาฝ่ายขวาหลายคนลุกขึ้นยืน บางคนชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะพร้อมตะโกนว่า "send them back" (ส่งพวกเขากลับไป)
อีกเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงประสานชุดที่สอง ซึ่งคราวนี้มาจากนักการเมืองฝ่ายซ้ายกลาง และฝ่ายซ้าย ตอบโต้ด้วยการตะโกนว่า "shame on you" (ช่างน่าละอายใจ)
เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความแตกแยกอย่างฝังรากลึกในรัฐสภายุโรป หลังจากการเลือกตั้งในปี 2024 ส่งผลให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคชาตินิยมและพรรคขวาจัดมากเป็นประวัติการณ์
การเฉลิมฉลองผลการลงคะแนนของกลุ่มขวาจัดถูกประณามอย่างรวดเร็ว 'ฮาบี โลเปซ' สมาชิกพรรคสังคมนิยมและรองประธานรัฐสภายุโรป กล่าวถึงการประชุมใหญ่ครั้งนี้ว่า "น่าอับอาย" โดยเขียนลงในโซเชียลมีเดียว่า "ราวกับว่าผู้คนเป็นเพียงพัสดุ ครอบครัว เด็กๆ ถูกเนรเทศไปยังประเทศโลกที่สาม นี่คือยุโรปที่พวกเขากำลังบังคับใช้"
ด้าน แมนัส คาร์ไลล์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารของกลุ่มฝ่ายซ้ายในรัฐสภา กล่าวว่านี่เป็นช่วงเวลาที่มืดมนซึ่งน่าจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรป
ขณะที่ ลอเรนซ์ ฟาร์เร็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคปฏิรูปของฝรั่งเศส กล่าวว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ฝ่ายขวาจัดกำลังตะโกนแสดงความเกลียดชังออกมา
ต่อมา อิลาริอา ซาลิส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปชาวอิตาลีจากพรรคพันธมิตรสีเขียวและฝ่ายซ้าย ซึ่งตกเป็นข่าวดังในปี 2023 หลังจากถูกจับกุมในการชุมนุมต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มนีโอนาซี ในบูดาเปสต์ กล่าวว่าเหตุการณ์นั้น "น่าสยดสยองมาก"
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เธอได้โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลส่วนตัว ระบุว่า "ความเลวทรามของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มดูเหมือนจะไม่มีขอบเขตอย่างแท้จริง พวกเขายินดีกับการเนรเทศผู้บริสุทธิ์ ยินดีไม่ใช่เพราะชีวิตของใครบางคนดีขึ้น แต่เพราะชีวิตของคนอื่น ที่ถูกมองว่าแตกต่าง ด้อยกว่า ไม่สมควรได้รับสิทธิ กำลังแย่ลง"
"นี่คือวิธีที่ลัทธิฟาสซิสต์แทรกซึมเข้าไปในสถาบันประชาธิปไตย ทุกวันนี้ ผู้อพยพและผู้คนที่มีเชื้อชาติแตกต่างกันตกเป็นเป้าหมายหลัก เป็นแพะรับบาปที่สำคัญที่สุดของการโฆษณาชวนเชื่อที่หยาบคายของฝ่ายขวา แต่พรุ่งนี้ หากเรายังคงดำเนินต่อไปในอัตรานี้ มันจะเป็นคิวของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะเป็นชนชั้นแรงงาน นักกิจกรรม และผู้เห็นต่าง และในที่สุดก็จะเป็นทุกคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบที่พวกเขาพยายามจะบังคับใช้"
กลุ่มสังคมนิยมและประชาธิปไตย เตือนว่า การตะโกนคำขวัญของกลุ่มขวาจัดเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น คำว่า "ส่งพวกเขากลับไป" ไม่ใช่นโยบายการย้ายถิ่นฐาน มันเป็นเพียงสโลแกนแห่งความหวาดกลัวที่ปูทางไปสู่อนาคตที่มืดมนยิ่งกว่า
ขณะที่คนอื่นอย่าง เฮอร์เบิร์ต คิคเคิล ผู้นำพรรคเสรีภาพฝ่ายขวาจัดของออสเตรีย กลับมีความยินดีกับเหตุการณ์นี้ เขาซึ่งในการเลือกตั้งได้ใช้ฉายาว่า "นายกรัฐมนตรีของประชาชน" ซึ่งเคยใช้เรียก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้เกิดในออสเตรีย เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง มองว่านี่เป็นการแสดงแสนยานุภาพของสมาชิกรัฐสภาฝ่ายขวา
เขากล่าวในโซเชียลมีเดียว่า ข้อเท็จจริงที่ว่ามีการตะโกนว่า "ส่งพวกเขากลับไป" ในห้องประชุมใหญ่แสดงให้เห็นสิ่งหนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ แรงกดดันจากฝ่ายขวาเริ่มส่งผลแล้ว นี่เป็นก้าวสำคัญ แต่ไม่ใช่จุดจบของเส้นทางอย่างแน่นอน
เรียบเรียงจาก : The Guardian
เอพี:รายงานวันที่ 19 มิ.ย. ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และยูกันดา ประเทศเพื่อนบ้าน ว่ายอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโจ เพิ่มเป็นอย่างน้อย 234 ราย เป็นผู้เสียชีวิตในดีอาร์คองโก 232 ราย และในยูกันดา 2 ราย
ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้ออีโบลาเพิ่มขึ้นเป็น 894 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ป่วยในดีอาร์คองโก 875 ราย และยูกันดา 19 ราย ด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (แอฟริกา ซีดีซี) ระบุด้วยว่ามีผู้ที่อาจติดเชื้อมากถึง 35,000 ราย
สันนิษฐานว่าจำนวนผู้ป่วยจริงอาจสูงกว่านี้เนื่องจากมีการยืนยันการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลายสัปดาห์หลังคาดการณ์ถึงช่วงเวลาที่เริ่มมีการระบาดจริง นอกจากนี้จำนวนผู้ป่วยอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโจเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพบผู้ป่วยใน 32 เขตทั่วภาคตะวันออกของดีอาร์คองโก ส่วนผู้ป่วยที่หายจากโรคอีโบลา ทั้งในดีอาร์คองโกและยูกันดา มีอย่างน้อย 74 ราย
ดร.วิสซัม มานคูลา นักระบาดวิทยาทางการแพทย์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา กล่าวว่าการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยังคงเป็นปัญหาเนื่องจากพื้นที่ห่างไกลและสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดอิตูริ
“สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันราว 800 ราย เราอาจมีผู้สัมผัสเชื้อประมาณ 17,000-35,000 รายที่ควรอยู่ในรายชื่อ” แต่ตอนนี้มีการติดตามและประเมินผู้สัมผัสประมาณ 4,000 รายซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 15
ทั้งนี้ การระบาดของสายพันธุ์บุนดิบูโยซึ่งเป็นไวรัสหายากนั้นยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีการรักษาที่ได้รับการอนุมัติ ต่างจากไวรัสสายพันธุ์ซาอีร์ที่พบได้บ่อยกว่า มีวัคซีนป้องกัน และเคยระบาดในดีอาร์คองโกมาแล้ว 16 ครั้ง
ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพัฒนาวิธีการรักษาแบบทดลองสำหรับสายพันธุ์บุนดิบูโจ รวมถึงวิธี โมโนโคลนอล แอนติบอดี (mAbs) หรือโปรตีนสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการเพื่อทำหน้าที่เลียนแบบสารภูมิต้านทานในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย