“ในหลวง ฯ อันเป็นที่รักในความทรงจำของข้าพเจ้า”

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน เนื่องจากเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา (13 ตุลาคม พ.ศ. 2562) เป็นวันครบรอบ 3 ปีแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักของพวกเราคนไทยทุกคน ดังนั้นผู้เขียนจึงขอใช้พื้นที่นี้เขียนถึงความทรงจำในอดีตของผู้เขียนที่มีต่อพระองค์ท่านให้ท่านผู้อ่านไทยแอลเอได้ฟัง โดยจะขอใช้คำแทนตัวผู้เขียนว่า “ข้าพเจ้า” ใช้คำแทนพระองค์ท่านว่า “ในหลวงฯ” และขอใช้คำสามัญในบางคำ รวมทั้งขอยกเรื่องเกี่ยวประกันสุขภาพและ Covered CA ไปคุยกันต่อในฉบับหน้าค่ะ

ในหลวง ฯ ในความทรงจำของข้าพเจ้าเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่รักของพวกเราชาวไทย เพราะท่านเป็นกษัตริย์ที่ไม่ถือพระองค์ ครอบครัวของข้าพเจ้ารับราชการมาหลายชั่วอายุคน และได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาในหลายโอกาส ในวัยเด็กคุณปู่เล่าว่าในหลวง ฯ ท่านเคยขับรถส่วนพระองค์ไปตามท้องถนน โดยที่คนก็ไม่ทราบว่านั่นคือในหลวง ฯ เวลาท่านไปเยี่ยมเยียนราษฏรในต่างจังหวัด ในถิ่นทุรกันดาร ท่านก็ไม่เคยแสดงท่าทีเหนื่อยล้า เดินนำหน้าเหล่าข้าราชการไปไกล จนบางครั้งเหล่าข้าราชการอาวุโสหลายท่าน (รวมทั้งคุณปู่ของข้าพเจ้าที่ตอนนั้นก็อายุเกือบ 60 ปีแล้ว) แทบจะเดินตามไม่ทัน ในหลวงฯ ท่านเป็นนักถ่ายภาพ ท่านเป็นนักสำรวจ คนจะเห็นท่านพร้อมกับกล้องยี่ห้อแคนนอนและแผนที่ในมือตามรูปของท่านในที่ต่าง ๆ เสมอ รวมทั้งท่านก็เป็นนักดนตรีแจ๊สด้วย ท่านจะมีกลุ่มที่ฝึกซ้อมเล่นดนตรีกันอยู่ประจำในวัง รวมทั้งกลุ่มที่สื่อสารคุยกันทางคลื่นวิทยุ ด้วยเหตุเหล่านี้ ในหลวง ฯ ในความทรงจำของข้าพเจ้าจึงเป็นกษัตริย์ที่ทรงทันสมัยมาก และข้าพเจ้าก็หวังว่าอยากจะพบท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิต

แล้ววันนั้นก็มาถึงเมื่อข้าพเจ้าอายุ 11 ปี ในหลวง ฯ ท่านได้เสด็จมาเปิดหอประชุมของสมาคมธรรมศาสตร์ฯ สาทร ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนและบ้านของข้าพเจ้า ช่วงบ่ายของวันนั้นข้าพเจ้าและเพื่อนที่โรงเรียนได้รวมตัวกันไปนั่งรอท่านรวมกับประชาชนมากมาย คิดว่าวันนี้แหละจะได้ชมพระบารมีของท่านใกล้ ๆ สักครั้ง ยามบ่ายวันนั้นแม้อากาศจะร้อนแต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่เมื่อรถคันใหญ่มาจอดหน้าตึกสมาคมฯ ความรู้สึกเหมือนฟ้าสว่างสดใส พวกเราก็ได้เห็นในหลวงของเราทรงพระราชดำเนินออกมาจากรถ ท่านเหมือนกับในหลวง ฯ ที่ได้ข้าพเจ้าเคยเห็นในทีวี ท่านได้เสด็จลงมาโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรของท่านที่มารอกันจำนวนมากก่อนที่จะทรงพระราชดำเนินเข้าไปในหอประชุมฯ

วันนั้นถึงแม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่ภาพแรกนั้นไม่เคยลบเลือนและยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของเด็กน้อยวัย 11 ปี จึงทำให้คิดว่าอยากจะได้พบกับท่านอีกสักครั้ง ข้าพเจ้าจึงกลับไปเล่าเรื่องที่ได้เห็นในหลวง ฯ ให้คุณย่าฟัง คุณย่าของข้าพเจ้าบอกว่าถ้าอยากจะพบในหลวง ฯ อีกต้องสอบเข้าจุฬาฯ ให้ได้ เพราะในหลวงจะมาแจกใบปริญญาบัตรให้กับนิสิตที่จบการศึกษาด้วยตัวเอง ข้าพเจ้าจึงตั้งมั่นว่าชีวิตนี้จะต้องเข้าจุฬาฯ ให้ได้ และข้าพเจ้าก็ทำได้สำเร็จ ได้เป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของในหลวง ฯ เมื่อปี พ.ศ. 2536

ในวันนั้นเป็นวันที่ข้าพเจ้าตื่นเต้นมาก แม้จะมีการซ้อมเดินในพิธีฯ มาถึงสองหนแต่ก็ยังไม่หายตื่นเต้น วันนั้นมีคนรับปริญญาบัตรจำนวนมากเป็นพัน ๆ คน คนแน่นเต็มหอประชุมจุฬาฯ เรานั่งรอด้วยใจจดจ่อ จากนั้นก็มีเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นและในหลวง ฯ ท่านก็ได้เสด็จมาประทับบนพระที่นั่ง ซึ่งท่านได้โอวาทแก่เหล่านิสิตที่สำเร็จการศึกษาให้ออกไปเป็นคนที่เป็นประโยชน์แก่สังคม พระราชดำรัสของท่านไม่ใช่สิ่งที่ฟังครั้งเดียวแล้วจะเข้าใจได้ง่าย เพราะท่านทรงมีอัจฉริยภาพ ท่านจะไม่ตรัสบอกตรง ๆ แต่จะบอกให้พวกเราไปคิดต่อ เมื่อท่านให้พระราชโอวาทเสร็จก็เริ่มมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรตามลำดับชื่อต้น ชื่อของข้าพเจ้าขึ้นต้นด้วย ว แหวน จึงได้รับเป็นกลุ่มท้าย ๆ เมื่อขึ้นไปบนเวทีได้เห็นพระพักตร์ของในหลวง ฯ อยู่ตรงหน้า ซึ่งใกล้กว่าที่เห็นเมื่อครั้งไปเฝ้ารอท่านตอนอายุ 11 ปีมาก สิ่งที่อาจารย์ย้ำว่ารับเสร็จแล้วให้ถอยเร็ว ๆ ตอนนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้ว ภาพของในหลวง ฯ ตรงหน้าเป็นอีกภาพทรงจำสำหรับนิสิตจุฬาฯ ในวันนั้น จนวันนี้ภาพยังชัดแม้เวลาจะผ่านไป 36 ปีแล้วก็ตาม และนั่นคือภาพของ “ในหลวง ฯ อันเป็นที่รักในความทรงจำของข้าพเจ้า”


วลัยพรรณ เกษทอง

18 ตุลาคม 2562