Thai LA newspaper
ไลฟ์สไตล์
จอมพล
มนุษย์กับธรรมชาติ

ชีวิตคนเราในปัจจุบันนั้นอยู่ห่างจากธรรมชาติเข้าไปทุกที บางคนอยู่บ้านหลังใหญ่มีสนามหญ้ากว้าง แต่ไม่เคยได้มีโอกาสลงมาชมสวน ตื่นเช้าก็แต่งตัวขับรถไปทำงาน นอนก็นอนห้องแอร์ ขับรถก็ติดแอร์ ที่ทำงานก็ติดแอร์ วันๆไม่เคยได้รับอากาศบริสุทธิ์ และความที่ชีวิตรีบเร่งวุ่นวาย ก็ไม่เคยสังเกตธรรมชาติรอบตัว ไม่เชื่อลองถามตัวเองก็ได้ว่าวันนี้เห็นดวงอาทิตย์หรือเปล่า วันนี้พระจันทร์เต็มดวงรู้ไหม วันนี้เมฆมากจนไม่มีแสงแดดเลยเคยรู้สึกไหม

พวกเราจมอยู่กับความวุ่นวายของชีวิตสมัยใหม่แล้วลืมไปว่า มนุษย์นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราเกิดมาแล้วก็ต้องกลับคืนไปสู่ธรรมชาติ การหลงลืมใช้ชีวิตอยู่กับวัตถุและความสะดวกสบายจนลืมให้เวลากับตัวเองได้กลับไปสู่ธรรมชาติบ้างนั้น กำลังดึงเราให้ห่างจากความสมดุลของมนุษย์และจักรวาลเข้าไปทุกที ดังนั้นเราจึงใช้ชีวิตอย่างไร้สมดุล ฝรั่งเรียกว่า Out of Balance ส่วนคนจีนก็จะเรียกว่าหยินหยางไม่สมดุล การนี้จะทำให้ร่างกายของเราเกิดภาวะอันมีโรคแทรกซ้อน หรืออวัยวะในร่างกายทำงานบกพร่องไป

ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ มนุษย์เรานั้นต้องเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก การที่ม่านตาเบิกรับแสงอรุณและแสงอาทิตย์อัสดง เป็นการกระตุ้นต่อมพีเนียลในสมองให้ผลิตสารเมลาโทนิน อันมีผลต่อการกำหนดนาฬิกาในตัวมนุษย์ ให้ตื่นและนอนเป็นเวลา แต่ถ้าเราไม่สัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของกลางวันและกลางคืน จะมีผลต่อการนอนหลับไม่สนิท หรือหลับๆตื่นๆ เช่นนี้เป็นต้น

เมื่อเร็วๆนี้ได้อ่านบทความที่น่าสนใจ เสียแต่ว่าไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียนเพราะอ่านจากในเฟซบุค เป็นเรื่องของการปรับความสมดุลของระบบไฟฟ้าสถิตในร่างกายซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายสมดุลขึ้น เป็นผลให้นอนหลับสบาย ดังต่อไปนี้

“ร่างกายมนุษย์สะสมไฟฟ้าสถิตเกินควร มาปล่อยไฟฟ้าสถิตจากตัวเราลงดิน เพื่อสุขภาพกันเถิด

ทราบไหมว่า ยืนใต้ต้นไม้ด้วยเท้าเปล่า นำผลดีต่อสุขภาพและชะลอความแก่ได้ เหตุผลคือ พื้นดินใต้ต้นไม้มีความชื้นที่พอเหมาะเมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีตหรือพื้นกลางแดดที่แห้งแล้ง ความชื้นต่ำไปไม่อาจเหนี่ยวนำไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าจึงถ่ายเทไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่สายดินล่อฟ้าต้องปักลึกเข้าไปใต้ดินไม่ต่ำกว่า 2 เมตร ซึ่งเป็นเนื้อดินที่มีความชึ้นค่อนข้างคงที่ สะดวกต่อการเหนี่ยวนำไฟฟ้าเข้าสู่โลก

หมอจีนผู้หนึ่งซึ่งอพยพไปอยู่อเมริกานานปี เล่าเรื่องตัวอย่างชีวิตจริงโดยหวังให้ช่วยเผยแพร่เป็นบุญกุศลแก่สาธารณชน เรื่องมีอยู่ว่า ประธานบริษัทข้ามชาติผู้หนึ่ง เป็นโรคนอนไม่หลับมานานปี แต่ละปีต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางหาหมอหลายล้านเหรียญ แต่ก็ไม่หาย ต้องเดินไปมาในห้องทุกคืน ลูกชายเขาบังเอิญได้มีโอกาสฟังการบรรยายของ Dr. Christopher ซึ่งเน้นให้คนเราต้องสัมผัสกับพื้นดิน เพื่อปล่อยประจุไฟฟ้าสถิตออกจากร่างกาย ลูกชายจึงพาคุณพ่อเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าที่ชื้นนิ่มโดยใช้เวลา 10 นาที รุ่งเช้าวันต่อมา ปรากฏว่าท่านประธานนอนหลับสบายตลอดคืน ตื่นขึ้นมามีอารมณ์สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ญึ่ปุ่นเป็นประเทศที่คนอายุยืน มีกฎหมายกำหนดให้รองเท้าเด็กไม่ใช้พื้นยาง เพราะสวมใส่รองเท้าพื้นยางพาราหรือยางเทียม เท่ากับเป็นฉนวนตัดขาดจากพื้นดิน ประจุไฟฟ้าสถิตจะสะสมในร่างกายเกินควร ทำให้แก่เกินวัย ภูมิคุ้มกันถดถอย มีอาการนอนไม่หลับ ร่างกายเสียสมดุล เป็นมะเร็งได้ง่าย (ปัจจุบันผู้ใหญ่เป็นมะเร็งโดยเฉลี่ยเกือบ 33%) ผลิตภัณฑ์ทางเคมีปัจจุบันมีมากกว่า 10 ล้านชนิด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา เช่น รองเท้ากว่า 90% ใช้พื้น ยางเทียมที่เป็นฉนวนไฟฟ้า ซึ่งผิดกับรองเท้าดั้งเดิมที่ใช้ วัสดุธรรมชาติ เช่น รองเท้าฟาง รองเท้าผ้า รองเท้าหนังเป็นต้น ร่างกายเราเปรียบเหมือน bio-electromagnetic field ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก ตราบใดที่ความสมดุลทางธรรมชาติแปรเปลี่ยนหรือถูกกีดขวาง ก็จะทำให้ร่างกายและจิตใจไม่สบาย

เมือง “ทันสมัย” เต็มไปด้วยถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต พื้นกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นวัตถุฉนวน ประกอบกับยางล้อรถยนต์ที่เรานั่ง รองเท้ายางเทียมที่เราสวมใส่ คนสมัยใหม่ใช้ชีวิตโดยไม่สัมผัสกับพื้นดินตลอดทั้งวันก็ว่าได้ ปัญหาที่ติดตามมาจึงน่าศึกษาให้ถ่องแท้ พื้นผิวในอาคารสูง แม้จะชื้นแฉะเพียงใดก็ตาม ไม่ถือเป็นพื้นผิวโลก และไม่อาจปลดปล่อยประจุไฟฟ้าสถิต ดังนั้น แต่ละวันเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้า พื้นดิน ผิวลูกรังหรือชายหาดสักช่วงหนึ่งเป็นดีที่สุด ผู้ป่วยยิ่งต้องสัมผัสกับธรรมชาติให้มาก อย่าลืมถอดรองเท้าพื้นยาง มิฉะนั้น จะหายใจลึกยังไงหรือเดินทอดน่องนานแค่ไหนก็ช่วยได้ไม่มาก

รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน พื้นหญ้าบ้าง”

ได้อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงจะได้แรงบันดาลใจให้ลองออกไปหาธรรมชาติ ถอดรองเท้าเดินย่ำน้ำค้างบนหญ้านุ่มๆกันบ่อยๆ

สาระความรู้อีกอันหนึ่งที่นำมาฝากจากเฟซบุคเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องของการสังเกตรูจมูกของตน ผู้เขียนเห็นว่าแปลกและน่าสนใจดี ถ้าท่านจะลองปฏิบัติตาม อาจจะได้ผลดังนี้

ของฝากจาก"อินเดีย"
**แก้ปวดหัวได้ด้วยตัวเอง..ภายใน 5 นาที**

พวกเราโดยปกติก็ใช้รูจมูกทั้งสองข้างหายใจเข้า ออก โดยไม่รู้ความแตกต่างของรูจมูกด้านซ้ายหรือขวาว่า

แตกต่างกันตรงไหน? แต่องค์ความรู้แพทย์แผนอินเดียโบราณอธิบายเอาไว้ว่า

“จมูกด้านขวาคือตัวแทนแห่งสุริยะและพลังงานความร้อน จมูกด้านซ้ายคือตัวแทนแห่งจันทราและพลังงานความเย็น”

1) เวลาปวดหัว ลองเอานิ้วมืออุดรูจมูกด้านขวาแล้วใช้รูจมูกด้านซ้ายสูดลมหายใจเพียงข้างเดียว

2) เวลาอ่อนเพลียทำกลับด้านกันคือ เอานิ้วมืออุดรูจมูกด้านซ้ายแล้วใช้รูจมูกด้านขวาสูดลมหายใจเพียงข้างเดียว

จะพบว่าอาการที่เป็นอยู่จะบรรเทาลงภายในเวลาไม่เกิน5นาที !!!!!

ให้ลองสังเกตตัวเองว่าเวลารู้สึกตัวตื่นขึ้นตอนเช้า เราใช้รูจมูกด้านไหนหายใจคล่องกว่ากัน??

ถ้าคำตอบคือรูจมูกด้านซ้าย คุณจะรู้สึกอ่อนเพลีย

ให้รีบอุดรูด้านซ้ายและหายใจด้วยรูจมูกด้านขวาทันที และไม่นานนักก็จะสดขึ้น หายงัวเงีย หัดทำไปอยู่บ่อยๆ สักหนึ่งเดือนก็จะเริ่มสังเกตได้ละเอียดขึ้น ว่องไวขึ้น จนไม่ต้องรอให้เกิดอาการปวดหัวแล้วถึงแก้ไขเพียงเริ่มๆจะปวดเริ่มๆจะอ่อนเพลีย ก็ดับอาการได้ทันที