เห็นมา เขียนไป วันที่ 3 สิงหาคม 2562

เงื่อนปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาที่สั่งสมมานาน กลายเป็นประเด็นแห่งปีอีกครั้ง หลังมี พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2562 ฉบับใหม่ มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทลงโทษผู้ค้ากระทำผิดกฎหมาย และด้านการปราบปราม ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

สาระสำคัญ...พ.ร.บ.นี้ คือการให้อำนาจกับคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พิจารณาออกเกมสลากรูปแบบใหม่ทุกรูปแบบ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณา...ที่มีการแก้ไขกฎหมายในการจัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากฯให้สามารถสมทบเงินรางวัลของการทำสลากรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการทำสลากลอตโต้ สลากออนไลน์ สลากขูด หรือที่เข้าใจกันว่า น้ำเต้า ปู ปลา...

กลายเป็น “ข้อกังขา” ว่าการกระทำแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะเสี่ยงเรื่องมอมเมาเยาวชนในอนาคต “ธนากร คมกฤส” เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามเข้ามาแก้ปัญหาขายสลากฯเกินราคามาตลอด มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. 11/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการจำหน่ายสลากฯเกินราคา โดยเฉพาะ และแก้สัดส่วนจัดสรรเงินรายได้

มีการกำหนดให้ลดเงินรายได้แผ่นดินจากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 20 พร้อมกับเพิ่มค่าใช้จ่ายในการบริหารของสำนักงานสลากฯ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายสลากฯจากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 17 และอีกร้อยละ 3 จัดสรรเป็นเงินกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม ส่วนเงินรางวัลคงเดิมที่ร้อยละ 60

อีกทั้ง...มีการเพิ่มบทลงโทษ ผู้ค้าขายสลากฯเกินราคา...เพิ่มเจ้าหน้าที่จับกุมและปราบปราม เดิมเป็นหน้าที่ของตำรวจ และเพิ่มเติมให้ฝ่ายทหารมีอำนาจจับกุมด้วย

ทว่าแม้นำมาตรา 44 มาบังคับใช้ตามกฎหมาย “กลับไม่เป็นผล” ยังมีการขายแพงเช่นเดิม เพราะผู้ค้าเคยตัวกับการขายเกินราคา กลายเป็นได้รับผลประโยชน์ทางอ้อม 2 เด้ง คือ เพิ่มจาก คสช. ที่แบ่งจากเงินเข้าแผ่นดิน นำมาเพิ่มสัดส่วนจากการขาย และได้รับกำไรเพิ่มจากการขายสลากฯเกินราคาอีกหนึ่งทาง...

ในความจริง...ขายสลากฯเกินราคานั้น มี 2 สาเหตุ คือ 1.สนง.สลากฯเปิดโควตาเพิ่มในงวดจำหน่ายไม่หมด ให้ผู้ค้ารายย่อย สามารถจองเพิ่มได้ และนำมาขายเกินราคากัน และ 2.บางคนเข้าไม่ถึงระบบจองล่วงหน้า หรือใช้ระบบธุรกรรม ธ.กรุงไทยไม่ได้ ต้องซื้อสลากฯต่อจากกลุ่มกดจองได้ ที่ไม่ประสงค์นำไปขายปลีกเอง...

กลายเป็นธุรกิจใหม่...พวกหัวใสมีเงินก้อนลงทุน ที่เห็นช่องทางหาเงินนี้ ทั้งพนักงานออฟฟิศ ข้าราชการบางคน หรือบุคคลทั่วไป นำสลากฯ จองได้ขายยกเล่มเอากำไรงวดละ 2,000–3,000 บาท

กลุ่มพวกนี้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ในจังหวัด ที่ผันตัวเป็น “ซาปั๊ว...พื้นที่” เปิดรับซื้อ ขายตามตลาดทั่วไป หากใครไม่มีสลากฯก็มาซื้อกันได้ มีซาปั๊วพื้นที่บางคนรับซื้อสลากฯได้มากพอ ก็นำมาขายให้ “ยี่ปั๊ว” ด้วยซ้ำ

มีผลให้เกิดปัญหาขายสลากฯเกินราคา ต้นตอไม่ใช่แค่เรื่องของยี่ปั๊วรายใหญ่ หรือ 5 เสือกองสลากฯเท่านั้น แต่มี “ปั๊วรายย่อย” นี้ด้วย ทำให้เป็นปัญหาซับซ้อนใหม่

“การแสวงหาประโยชน์ในระบบการค้าสลากฯ ขายต่อกันมาเป็นทอดๆ ...และกว่าจะมาถึงผู้ค้ารายย่อย อาจผ่านมือมาไม่ต่ำกว่า 3-4 มือมีผลให้การขายสลากฯแพงขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไปแล้ว” ธนากรว่า

หนำซ้ำ...มีการแก้กฎหมาย ออก พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2562 มีผลบังคับแล้วนั้น ให้อำนาจ “บอร์ดกองสลากฯพิจารณาการออกสลากฯใหม่ ทั้งกำหนดลักษณะ และรูปแบบ นั้นหมายความว่า สามารถออกสลากฯของรัฐบาลได้ทุกประเภท ที่ไม่ใช่มีแค่เฉพาะสลากฯแบบใบเหมือนเดิมอีกต่อไป

เริ่มจากการพิจารณาออกสลากฯเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว แบบออนไลน์ หรือหวยตู้ ในการแก้ปัญหาหวยใต้ดิน ยิ่งเป็นการสร้างปัญหามั่วสุม และสังคมเกิดความสับสนกันมากขึ้น เพราะการขายหวยใต้ดินมีโครงข่ายธุรกิจขายตรง มีลูกข่ายทำหน้าที่ผู้ขาย และลูกค้าผูกสัมพันธ์กับผู้ขาย...

สิ่งสำคัญ...เจ้ามือหวยใต้ดินมักปรับตัวได้ดีกับมาตรการที่ภาครัฐบาล ออกมาจะมีผลกระทบในระยะสั้นๆ เช่น ยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีนโยบายนำหวยใต้ดิน...ขึ้นมาบนดินอย่างถูกกฎหมาย

ที่มีผลต่อหวยใต้ดินไม่กี่งวด และเจ้ามือก็ปรับตัวออกโปรโมชันใหม่ ทำการตลาดแข่งขันกับหวยภาครัฐ สร้างแรงจูงใจลูกค้า ทำให้เชื่อว่าออกเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว จะไม่กระทบต่อหวยใต้ดินให้หมดไปได้

แถมกลายเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาเล่นได้ ทั้งหวยแบบบนดิน และใต้ดินมากขึ้น มีผลเสียต่อภาพรวมของสังคมอย่างรุนแรง ทุกคนมุ่งมั่นเล่นการพนันหวย ที่กำลังจะออกมาเกลื่อนเมือง

ทำให้จำนวนของคนเล่นหวยขยายตัวเพิ่มมาก...อย่างน่าตกใจได้

ปัจจุบันมีตัวเลขของฝ่ายวิชาการ ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ที่ คสช.เข้ามาแก้ปัญหาจัดพิมพ์สลากฯเพิ่มขึ้นมาตลอด พบว่า มีนักเล่นหวยคนไทยหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 ล้านคน จากเดิมเคยมีการสำรวจลูกค้าของ สนง.สลากฯ 19 ล้านคน...และแนวโน้มลงสู่เด็ก เยาวชน มีความสนใจหันมาขายหวยใต้ดินมากขึ้นด้วย

เมื่อเทคโนโลยีใหม่ในยุคดิจิทัลพัฒนาขึ้น ธุรกรรมซื้อขายหวยก็ย่อมต้องพัฒนาตามไปด้วย และในเรื่องใดก็ตาม...เข้ามาตามช่องทางโลกโซเชียลฯ ทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็ว ในระยะหลังๆมานี้สังเกตว่าเยาวชนเข้ามาเป็นลูกข่ายเจ้ามือหวยใต้ดิน หันมาเป็นผู้ขายออนไลน์ให้กับเพื่อนได้ชัดเจนมาก

ผลที่ตามมา...เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่...เพิ่มคนเล่นหน้าใหม่ ขายหวยเสรีมากที่สุดในประวัติศาสตร์...

คำถามสำคัญมีว่าอนาคต...ยังมีโอกาสออกหวย “สลากออนไลน์ หรือ การออกสลากลอตโต้” ให้ผู้ซื้อกำหนดเลขต้องการลงในสลาก เช่น มีการกำหนดหมายเลข 1-30 โดยให้ผู้ซื้อเลือกแทงจากจำนวนนี้ 6 หมายเลขเรียกว่า เป็นการเล่นลอตโต้ 6 บอล ทั้งนี้สลากลอตโต้นี้เล่นง่าย...แต่มีโอกาสถูกรางวัลยากมากที่สุด

แต่ก็มีสิ่งยั่วใจสำคัญคือของรางวัลใหญ่ หรือเงินรางวัลแจ็กพอตหากงวดใดไม่มีผู้ถูกรางวัล...จะเกิดการสมทบรางวัลสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ...ยิ่งนานงวดมากเท่าไหร่เงินรางวัลก็ยิ่งก้อนโตเพิ่มมากขึ้น

แต่...เงินรางวัลแจ็กพอตนี้ยังติดข้อกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สลากฯฉบับใหม่ ที่กำหนดให้สมทบเงินรางวัลที่ 1 ได้ไม่เกิน 1 งวด หากยังไม่มีผู้ถูกรางวัล เงินจะถูกส่งเข้าคลัง อาจเป็นข้อเสียไม่จูงใจ เพราะมีเงินรางวัลน้อย

อีกรูปแบบมีแนวโน้มออก “สลาก น้ำเต้า ปู ปลา” ที่เรียกว่า “สลากรู้ผลทันที” มีลักษณะซื้อสลากสามารถขูดเปิดดูตัวเลขได้ทันที อาจไม่ต้องออกเป็นตัวเลข แต่ใช้ในลักษณะการทายตัวรูปภาพแทนก็ได้ เพื่อให้ตรงกับเงื่อนไขของการรับรางวัล ที่ต้องนำมาขึ้นรางวัลกับ สนง.สลากฯเหมือนกับลอตเตอรี่

ทั้งหมดเหล่านี้ถือว่าเป็น “การพนัน” ที่มีความ “อันตราย” เพราะการรู้ผลทันที ทำให้ผู้ซื้อหยุดห้ามใจไม่ได้ มีความรู้สึกต้องการแก้มือซื้อต่อได้ทันที มีโอกาสเกิดการเล่นถี่มากเกินไป

ในความเลวร้าย...ย่อมมีความโชคดีอยู่เสมอ ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯใหม่นี้ มีข้อดีคือ ต้องศึกษาผลกระทบทางสังคม รับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้และส่วนเสีย และต้องมีมติคณะรัฐมนตรีในการออกสลากแต่ละรูปแบบ และเด็กต่ำกว่าอายุ 20 ปี ห้ามซื้อสลาก...

แต่ก็ไม่เว้น...มีเรื่องกังวลเช่นเดิม คือ ขั้นตอนการปฏิบัติ...เมื่อเป็นกิจการภายใต้ภาครัฐ การปฏิบัติต้องทำโดยหน่วยงานของภาครัฐจริง ที่ไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาแทรกแซง เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบ และเกิดความเสี่ยงต่อสังคมเหมือนอดีต หลักสำคัญต้องตระหนักเสมอว่า ทั้งหมดนี้คือการพนัน ไม่ควรไปตีความเป็นอย่างอื่น

เมื่อเป็นการพนัน ย่อมมีผลกระทบต่อสังคม ไม่มาก...ก็น้อย แม้ว่าสลากฯ ออกเดือนละ 2 ครั้ง ยังไม่ส่งผลกระทบสังคม และคนยังมีเวลาออกไป...ทำมาหากิน ไม่หมกมุ่นเท่าไร

แต่การที่ “รัฐบาล” เพิ่มจำนวนหรือประเภทเกมสลาก ถือว่าเป็นเรื่อง “อันตราย”...ต้องถูกควบคุมเข้มงวดทั้งจำนวนการเข้าถึงและการจูงใจ ไม่เช่นนั้นความเลวร้ายอาจฝังรากลึกอยู่กับสังคมแน่นอน.