ความสุข จากการให้-จากการช่วยเหลือคนอื่น

ถึงแม้จะ ให้ หรือ‘จะช่วยคนอื่นชีวิตเราก็ไม่ได้ดีขึ้นสักนิด’

บทความนี้เขียนขึ้นจากการที่ได้รับความประทับใจที่คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือกันยามเกิดภาวะวิกฤติช่วงโรคร้ายระบาดและต้องหยุดการแพร่เชื้ออยู่กับบ้าน ทำให้ตกงาน ขาดรายได้ จึงมีโครงการช่วยเหลือกันและกันเกิดขึ้น หลายๆสมาคม ชมรม ธุรกิจ ห้างร้าน ต่างร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ได้รับความลำบาก มีโครงการช่วยเหลือหลายโครงการ เช่น ไทยช่วยไทย ไทยไม่ทิ้งกัน ไทยปันสุข และ ฯลฯ

นอกเหนือจากนั้น ยังมีอีกโครงการที่เป็นของชาวต่างชาติมีน้ำใจมีความตั้งใจที่จะนำความรู้ทางด้านการแพทย์มาช่วยคลายความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อโรคร้าย จากทีมงานนายแพทย์ Elite Care Medical Group นำโดย Dr. Anthony Dinh, MD. และ Monte Christen, COO. มีน้ำใจนำเครื่องตรวจหาไวรัส และภูมิต้านทานโรคระบาดโควิด 19 Serology Anti Body Covid 19 Testอันทันสมัยมาตรวจให้ชุมชนไทย ฟรี..ฟรี..โดยคิดมูลค่าใดๆทั้งสิ้น แถมบริจาคอาหาร น้ำดื่ม อีกต่างหาก ช่วงแรกก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ คิดว่าทีมงานนายแพทย์จะมาหวังผลประโยชน์ในกลุ่มคนไทย ด้วยความที่ไม่เข้าใจว่ายังมีคนมีน้ำใจอยากนำวิชาชีพความรู้มาช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้งยังหาทุนจากองค์กรณ์การกุศลมาช่วยค่าใช้จ่ายอีกด้วย จนได้บริการ 3 ครั้งผ่านไป ความคิดในเชิงลบก็จางไป เพราะเห็นได้จากการกระทำที่มาจากความมีน้ำใสใจจริง ในการอุทิศตน สละเวลาของทีมงานนายแพทย์ซึ่งจะมีขึ้นอีกครั้งที่ วัดสุทธาวาสในวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2020 ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าเป้นต้นไป

บทความวันนี้ จึงมาจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากสมาคม ชมรมและองค์กรณ์ ที่อุทิศตนสละเวลาช่วยสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆนอกจากต้องการช่วยเหลือผู้อื่นยามเดือดร้อน และเมื่อดิฉันได้อ่านพบบทความน่าสนใจในอินเตอร์เน็ทเกี่ยวกับเรื่อง “ทำไมต้องช่วยเหลือคนอื่น” จึงขอนำมาแบ่งปันกันเพื่อเพิ่มอรรถารสในการอ่านมากขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง ถือเป็นกำไรชีวิตละกัน...ขอบคุณข้อความดีๆจากคุณ Tiger Ratana. มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นเสมอ เราเกิดมาเป็นทารกที่ต้องการคนอื่นดูแล แม้ตอนเราโตขึ้นเราก็ยังต้องการความรักความเอาใจใส่จากคนอื่น ในบทความนี้เรามาดูกันว่า ทำไมเราต้องช่วยเหลือคนอื่น และถ้าเราช่วยคนอื่นจนตัวเองลำบาก…ดีจริงหรือเปล่า

ทำไมเราต้องช่วยเหลือคนอื่นการช่วยเหลือคนอื่นทำให้เรามีความสุข ความสุขนี้มาจากความเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างมาให้เป็นสัตว์สังคม สังคมเราพัฒนาได้ถ้าทุกคนช่วยเหลือกัน และรางวัลเบื้องต้นที่จูงใจให้ทุกคนช่วยเหลือคนอื่นก็คือความสุขจากการให้ มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจเสมอ หากคุณสงสัยว่าทำไมเราต้องช่วยคนอื่น เหตุผลของคนส่วนมากมีดังนี้

ช่วยเพราะอยากช่วย – สำหรับบางคนการช่วยเหลือคนอื่นไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลก็ได้ คนประเภทนี้เป็นคนที่สามารถกระโดดไปช่วยคนจมน้ำได้โดยไม่ลังเลเลย สำหรับคนประเภทนี้การช่วยเหลือคนอื่นเป็นเรื่องธรรมชาติมาก

เคยลำบากมาก่อน – หลายคนอยากช่วยเหลือคนอื่นเพราะเคยลำบากมาก่อน พอเห็นคนอื่นลำบากก็เลยนึกถึงตัวเองในสมัยก่อน ถ้าตอนนั้นมีคนช่วยเราทุกอย่างก็คงสบายกว่านี้ การช่วยคนอื่นเป็นหนึ่งในวิธียอมรับอดีตที่อาจจะไม่สวยหรูของตัวเองด้วย

สงสาร – หลายคนช่วยคนอื่นเพราะรู้สึกสงสารก็แค่นั้น ยกตัวอย่างเช่นคนที่บริจาคเงินให้ขอทานตามถนนเป็นต้น คนที่ให้เงินก็คงเข้าใจว่าตัวเองคงไม่ได้อะไรตอบแทน และส่วนมากก็คงไม่ได้เคยเป็นขอทานมาก่อน เราให้เพราะเราสงสาร ทำแล้วรู้สึกสบายใจ

ไม่อยากรู้สึกผิด – หลายคนมีจิตใต้สำนึกเป็นสิ่งเตือนสติอยู่เสมอครับ การอยู่กับความรู้สึกผิดบางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกแย่กว่าความเจ็บปวดภายนอก ยกตัวอย่างเช่น สไปเดอร์แมน…หากเราสามารถช่วยคนอื่นได้ แต่เราเลือกที่จะไม่ทำ เราก็คงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

มีคนสอนมา – ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ โรงเรียน ศาสนา หรือแม้แต่กฎลูกเสือ10 ข้อ สังคมส่วนมากสอนให้เราเป็นคนดี เราอาจจะทำดีเพราะสังคมคาดหวังให้เราทำดี ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือน่าอายอะไรเลย

5 ประโยชน์ของการช่วยเหลือผู้อื่น

การให้เวลา เงิน หรือพลังงานของเราไปกับคนอื่นเป็นสิ่งที่ทำให้โลกของเราดีขึ้นทุกวัน และการให้ก็ทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นด้วย งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่าการให้เพื่อสังคมทำให้เรามีความสุข มีสุขภาพดีขึ้นและทำให้เรารู้สึกเติมเต็มมากขึ้น และนี่คือ 5 ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ของการช่วยเหลือคนอื่น

#1 การช่วยคนอื่นทำให้เรามีอายุยืนยาวขึ้น

หากคุณอยากมีอายุที่ยืนยาวขึ้นให้ลองแบ่งเวลาไปอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่นดู การทำกิจกรรมพวกนี้สามารถช่วยพัฒนาสุขภาพเราได้ งานวิจัยระบุไว้ว่าคนที่ทำอาสาสมัครหรือเป็นจิตอาสามีทักษะในการบริหารความเครียดมากกว่าคนทั่วไป และนั่นก็หมายความว่าโอกาสในการเป็นโรคซึมเศร้าก็มีน้อยลงด้วย การช่วยคนอื่นทำให้ชีวิตของเรามีความหมายมากขึ้นและถ้าเราทำเรื่องแบบนี้ทุกวันสุขภาพจิตของเราจะดีขึ้น และสุขภาพร่างกายของเราก็จะแข็งแรงตามขึ้นมา

#2 การช่วยเป็นเหมือนโรคติดต่อ

เวลามีใครทำความดี ความดีครั้งแรกก็จะกระจายและเติบโตไปเป็นความดีครั้งที่สองและสาม งานวิจัยที่หนึ่งได้ระบุไว้ว่าคนส่วนมากอยากทำความดีเพราะได้เห็นคนอื่นทำความดีเหมือนกัน เราอยู่ในสังคมที่เชื่อมหากันได้ง่ายและการสร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ เล็กๆน้อยๆแต่ละวันจะทำให้สังคมเราดีขึ้น

#3 ทำให้เรามีความสุข

มีงานวิจัยของประเทศอเมริกาวิเคราะห์ไว้ว่าคนที่อธิบายตัวเองว่า ‘มีความสุขมาก’ จะทำการอาสาสมัครมากกว่าคนทั่วไปมากถึง 5.8 ชั่วโมงต่อเดือน การช่วยคนอื่นทำให้ร่างกายเราหลั่ง ‘สารแห่งความสุข’ เช่นฮอร์โมนที่เรียกว่า เซโรโทนิน (serotonin) มากขึ้นด้วย ยิ่งเราช่วยเหลือมาก ยิ่งเราเข้าสังคมในแง่บวกมาก เรายิ่งมีความสุข

#4 ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง

หากคุณเป็นคนที่มีปัญหาโรคหัวใจ หมอทั่วไปก็คงบอกให้คนเลิกทานอาหารบางอย่างหรือลดเวลาทำงานลงบ้าง แต่คุณก็ควรแบ่งเวลามาทำกิจกรรมช่วยคนอื่นบ้าง รายงานวิจัยระบุไว้ว่าผู้สูงอายุที่ทำอาสาสมัครอย่างน้อย 200 ชั่วโมงต่อปี งานวิจัยระบุไว้ว่าการช่วยเหลือคนอื่นและการทำอาสาสมัครทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายมากขึ้น เราจะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือคนอื่นมีข้อดีเหนือรางวัลทางจิตใจ แต่การอาสาสมัครกับการช่วยเหลือคนรอบข้างก็มีความแตกต่างนิดหน่อย การให้คนรอบข้างหรือการให้ในสังคมใกล้ตัวเราส่วนมากจะมีการ ‘หวังผลตอบแทน’ ไม่มากก็น้อย และสิ่งที่เรากลัวก็คือการที่เราให้ความหวังดีใครไปแล้ว แต่เรากลับไม่ได้คืนมา หากเป็นกรณีพวกนี้เราควรทำยังไง และเราควรรู้สึกยังไงดี

ช่วยคนอื่นแต่คนอื่นไม่ช่วยเรา

การช่วยคนอื่นแต่คนอื่นไม่ช่วยเรากลับ และ การช่วยคนอื่นจนตัวเองลำบากหรือเดือดร้อน ก็คืออาการ ‘เสียใจภายหลัง’ นั่นเองเหล่ะ บางคนช่วยคนอื่นก็เพราะชินกับระบบ ‘การแลกเปลี่ยน’ บางคนเชื่อในบุญและกรรมว่าช่วยแล้วเราต้องได้ดีคืนมาสิ คำตอบในอุดมคติที่สุดก็คือ การช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่คาดหวังผลตอบแทนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด การให้คือความสุขของชีวิต ช่วยเท่าที่ทำได้ – การช่วยเหลือคนอื่นจนเกินความสามารถของตัวเองนั้นก็คงไม่ดี โดยเฉพาะการช่วยที่ทำให้เกิดภาระสำหรับคนรอบข้างของเราเพิ่มหรือช่วยจนเราไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้อีก เราต้องเข้าใจและรู้จักวิธีสื่อสารข้อจำกัดของตัวเอง

“แต่สังคมเราก็ยังมีคนเห็นแก่ตัว”

ต่อให้สังคมเราพัฒนาไปไกลแค่ไหน เราก็ต้องเข้าใจว่าในสังคมมีคนเห็นแก่ตัวเสมอ หลายคนก็มีนิสัยชอบเอาเปรียบคนอื่นและเราก็คงไม่สามารถทำอะไรเพื่อเปลี่ยนนิสัยคนพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรทำก็คือการรู้ข้อจำกัดของตัวเอง และหาวิธี ‘ปกป้อง’ ตัวเองด้วยการเรียนรู้ที่จะปฏิเสธและไม่ช่วยอะไรที่เกินสิ่งที่คุณทำได้

สุดท้ายนี้ความรู้สึกผิดหวังกับสังคมหรือกับคนที่เรารู้จักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่ความผิดหวังพวกนี้ไม่ควรทำให้เรากลัวที่จะช่วยคนอื่น เราต้องเข้าใจว่าประสบการณ์ที่ไม่ดีไม่ใช่เหตุผลที่เราจะหยุดทำอะไรดีๆให้กับตัวเองและกับสังคม เพราะฉะนั้นหากคุณมีเวลาว่าง ให้ลองหาวิธีช่วยคนอื่นที่คุณสบายใจดีกว่า อ่านแล้วชอบจัง จึงนำมาฝากค่ะ


ด้วยรักและปรารถนาดี ถนอมสุขภาพ ปลอดโรค ปลอดภัย ไร้กังวลกันะคะจาก Super Pat (323)702-0788