ซุปเปอร์แพท
ปิยะพัชรี ศิลปี



วิกฤตเงินเฟ้อมาถึง ข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน ????

เมื่อมีคนบอกว่า เรากำลังเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อเราทำอย่างไรเมื่อข้าวของแพงทั้งแผ่นดิน?

บทความวันนี้ มาจาก ประสบการณ์ของตัวเองเลยค่ะ เนื่องจากเป็นคนประสานงานจัดทัวร์ท่องเที่ยวให้กลุ่มสมาชิกที่เสาะแสวงหาความสุขเป็นประจำทุกๆปี มากบ้างน้อยบ้างตามความเปลี่ยนแปลงของโลก กำลังจะจัดล่องเรือสำราญไปประเทศยุโรป เพื่อ คลายความกังวลที่ต้องถูกกักตัวอยู่ในวงจำกัดเพราะโรคโควิดระบาดหลังจากประเทศต่างๆเริ่มเปิดตัวกัน ปรากฎว่า ค่าเครื่องบิน ที่จะโดยสารไปนั้นกระโดดขึ้นราคาเกือบเท่าตัว การล่องเรือสำราญครั้งนี้จึงยังคาราคาซังไม่ลงตัว เหตุเพราะ น้ำมันแพ๊งแพง ทำให้ค่าเครื่องบินแพงม๊ากก ยังซื้อไม่ลง จึงเป็นที่มาของบทความวันนี้ ขอบคุณบทความจาก ประชาชาติมติ ที่ขอนำมาแบ่งปันให้คุณๆแฟนคลับ เป็นอาหารสมองสำหรับอาทิตย์นี้

หลายคนคงจะได้ยินคำว่า “เงินเฟ้อ” ผ่านหูมาบ้าง ยิ่งในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ทั้งข้าวปลาอาหารที่แพงขึ้น เริ่มมาตั้งแต่หมูแพง ไก่แพง ปลาแพง มาล่าสุดที่ราคาน้ำมันขึ้นกระฉูด และแน่นอนราคาสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ทยอยกันปรับตัวสูงขึ้นตามมา ไม่เฉพาะในตลาดการลงทุน แต่ในด้านของประชาชนทั่วไปก็มีเสียงบ่นถึงเรื่องภาวะเงินเฟ้อกันออกมาหนาหู เรามาลองวิเคราะห์กันดูว่าวิกฤตเงินเฟ้อที่เราเจอกันอยู่ในตอนนี้มันร้ายแรงแค่ไหน แล้วเรารู้กันหรือไม่ว่าเรื่องราวของเงินเฟ้อมันไม่ใช่แค่ข้าวของราคาขึ้น จริงๆแล้วอาจจะมีอะไรมากกว่านั้นวันนี้ Trader InterGOLD จะมาเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นเลยขอปูพื้นฐานสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจในระบบเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นก่อนว่า ‘ภาวะเงินเฟ้อ’ คืออะไร ภาวะเงินเฟ้อก็คือภาวะที่เงินของเรานั้นด้อยค่าลง หรือถ้าแบบเข้าใจง่ายก็คือ เงินจำนวนเท่าเดิมของคุณ ไม่สามารถซื้อสินค้าได้เท่าเดิม

ตัวอย่างเช่น เมื่อ 2 ปีก่อนปลาแซลมอนในราคาถูกตามช่องทางออนไลน์ต่างๆสั่งมากินที่บ้านได้ง่ายมาก แต่ตอนนี้แทบจะหาราคาเท่าเดิมไม่ได้แล้ว ต้องบอกว่าราคาของแต่ละร้านแทบจ่ายปรับขึ้นในทุกสัปดาห์ เพราะราคาสินค้าต่างๆรวมถึงอาหารทะเลพุ่งสูงขึ้นมาหลายเท่าตัว

ซึ่งโดยส่วนใหญ่นั้น ภาวะเงินเฟ้อจะขึ้นก็ต่อเมื่อระบบเศรษฐกิจออกมาดี พนักงานบริษัทต่างก็ได้เงินเดือนและโบนัสสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพนักงานเงินเดือนต่างๆ ก็จะใช้เงินแบบยั้งคิดน้อย เนื่องจากคิดว่าเงินสามารถหามาได้ง่าย เมื่อผู้บริโภคอย่างเราๆมีกำลังซื้อที่มากขึ้น ผู้ผลิตสินค้าก็มีแนวโน้มที่จะมีสินค้าทางเลือกที่ดีขึ้นและราคาสูงขึ้นออกมาให้ซื้อหากันมากขึ้น เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนทำให้เงินเฟ้อถูกดันขึ้นมา เพราะเงินในระบบมันเพิ่มสูงขึ้น และช่วงเวลาแบบนี้นั้นมักจะเกิดกับช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลงหรืออยู่นิ่งๆ แต่ระบบเศรษฐกิจเติบโตไว

มาถึงจุดนี้คนก็อาจคิดว่าเงินเฟ้ออาจไม่ใช่เรื่องไม่ดีไม่ใช่หรอ เนื่องจากเศรษฐกิจดี เงินเฟ้อถึงสูงตาม กลไกมันก็ดูไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ในความเป็นจริงแล้วมันมีปัญหาถ้าเมื่อไหร่ที่เงินเฟ้ออยู่ในปริมาณที่สูงเกินกว่าจะรับได้ หรือว่าง่ายๆคือ เงินมันเฟ้อไปมากกว่ารายได้ของเราจะตามทันปัญหาก็จะเกิดแน่นอน.

ซึ่งนี่คือสถานการณ์ในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ ความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือปัญหาทางการเงิน หรือ จำนวนเงินในระบบ (Money Supply) นั่นเอง เรามาดูภาพ ณ ปัจจุบันนี้ว่าทำไมเงินเฟ้อของเราอยู่สูงมากมหาศาลขนาดนี้ได้ เราลองมองย้อนกลับไปถึงปัญหาจริงๆกัน ไม่ใช่เพราะ Perception (ความรู้สึก) ไม่ใช่เศรษฐกิจ Recovery (ฟื้นฟู) หรือก็ไม่ใช่ Supply Chain Shock (ระบบห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานพัง) ที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ถามว่ามีส่วนเร่งปฏิกิริยาหรือไม่ ก็คงตอบใช่ แต่ภาพต้นตอจริงๆ ให้ไปดูที่ Money Supply ( จำนวนเงินในระบบ )

เงินที่ถูกพิมพ์เข้ามาทั้งโลกในช่วงโควิด-19 จากการใช้นโยบายผ่อนปรนของรัฐบาลต่างๆ กำลังสะท้อนเข้ามาสู่ภาคธุรกิจ หรือง่ายๆคือเงินที่โผล่มาจากการพิมพ์อยู่ดีๆ ก็ลอยมาให้กับนายทุนผ่านการปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยถูกๆ ส่วนคนที่รับเคราะห์จริงๆ อาจบอกได้ตรงๆ ก็คือ คนทั่วไปที่ต้องรับต้นทุนการบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการที่เงินในระบบมีมากเกินไป ถ้าระบบเศรษฐกิจดี และรัฐใช้นโยบายผ่อนปรน ก็คงไม่มีปัญหาเพราะจะนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของค่าแรงในภาคธุรกิจ ซึ่งมันก็จะล้อไปกับวงจรได้ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ระบบเศรษฐกิจก็กำลังหดตัว บริษัทเองก็ต้องเอาตัวรอด ค่าแรงก็ปรับขึ้นไม่ได้ แล้วแบบนี้เราจะเอาอะไรไปสู้กับเงินเฟ้อ ?

โดย ณ ตอนนี้ เงินเฟ้อในสหรัฐฯพุ่งไประดับมากกว่า 8.5% ในขณะที่อัตราผลตอบแทน (ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร) อยู่ที่ 3% ซึ่งเราอาจบอกได้ว่าถ้าเราฝากพันธบัตรรัฐบาล หรือฝากเงินเรายังต้องสูญเสียมูลค่าของเงินไป 5.5% ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 40 ปี หรือถ้าแย่ยิ่งกว่านั้นถ้าคุณถือเงินสดไว้ เงินของคุณก็จะเสียมูลค่าไป 8.5% ต่อปี โดยมูลค่าที่เสียไปก็จะสะท้อนออกมาเป็นราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งทางออกที่ธนาคารกลางหลายๆประเทศใช้ในการสู้กับเงินเฟ้อก็คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยหวังว่าเมื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วจะทำให้ต้นทุนของบริษัทห้างร้านต่างๆสูงขึ้น ทำให้การใช้จ่ายสามารถใช้จ่ายได้น้อยลง สุดท้ายแล้วเงินที่อยู่ในระบบก็จะค่อยๆน้อยลงทำให้เงินเฟ้อค่อยๆลดระดับลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น “ วิกฤติก็คือโอกาส “ ถ้าช่วงนี้เราเก็บหอมรอมริบ และอดทนผ่าน 2 ปีนี้ไปได้ เราอาจจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ หรืออาจจะได้ต้นทุนหุ้นที่ถูกมาก และถ้าเรามอง 5 ปีจากนี้ วิกฤติครั้งนี้ของคุณอาจจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากให้นักลงทุน หรือ ทุกท่านศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อนการลงทุน จะออมเป็นเงินสด ก็ต้องถือสกุลเงินที่แข็งที่สุดในตอนนี้ก็คือ ดอลลาร์ แต่ถ้าอยากปลอดภัยจริงๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ก็ต้องเป็นสินทรัพย์ที่แข็งที่สุดซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วกว่าพันปี ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงมีมูลค่าก็คือ ทองคำ ซึ่งเป็นตัวช่วยรักษามูลค่าและป้องกันเงินเฟ้อได้

คนไทยนิยมซื้อทองคำกัน เป็นการลงทุนที่ดีอยู่แล้ว เก็บกันไว้ให้ดีๆ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเราในอนาคต

ขอให้ทุกคนอย่าเครียด อย่ากังวล ทำบุญให้ใจ-กายสบายออกกำลังกาย เต้นรำร้องเพลง ท่องเที่ยว สังสรรค์กับเพื่อนๆ

ด้วยรักและปรารถนาดี จาก Super Pat (323)702-0788