ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



ประกาศเพิ่ม “นกกรงหัวจุก” ในบัญชีสัตว์ป่าที่ห้ามล่า ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 40 แห่ง

“สุชาติ” ลงนามในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพิ่ม “นกปรอดหัวโขน” หรือ “นกกรงหัวจุก” ในบัญชีชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามล่า ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 40 แห่ง

วันที่ 1 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 40 แห่ง เพิ่มเติมนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) ในบัญชีชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามล่า พ.ศ. 2569

ด้วยนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) มีพื้นที่การกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการกำหนดพื้นที่เพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหรือแหล่งหากินของสัตว์ป่าชนิดใดหรือประเภทใด โดยนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) เป็นสัตว์ป่าชนิดที่สามารถพบได้ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอื่นๆ นอกจากในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 58 แห่ง ที่ได้กำหนดไว้ในบัญชีชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามล่าแล้ว

ประกอบกับมติคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เห็นชอบให้ถอดนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) ที่ไม่ได้กำหนดในบัญชีชนิดสัตว์ป่า ที่ห้ามล่าในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จำนวน 40 แห่ง จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มมาตรการป้องกันมิให้มีการล่านกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus)

ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 กำหนดให้เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ดังต่อไปนี้ เพิ่มเติมนกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก (Pycnonotus jocosus) ในบัญชีชนิดสัตว์ป่าที่ห้ามล่า

(1) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย

(2) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด

(3) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่าพรุ

(4) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำบางพระ

(5) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอยสุเทพ

(6) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำละว้า - ถ้ำดาวดึงส์

(7) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดตาลเอน

(8) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดไผ่ล้อมและวัดอัมพุวราราม

(9) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงเกริงกะเวียและหนองน้ำซับ

(10) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว

(11) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าภูเขาไฟกระโดง

(12) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดถ้ำระฆัง - เขาพระนอน

(13) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่ากราด

(14) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก

(15) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาท่าพล

(16) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาใหญ่ - เขาหน้าผาตั้ง และเขาตาพรม

(17) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคลองลำซาน

(18) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่ารังไก่

(19) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก

(20) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาปะข้าง - แหลมขาม

(21) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองน้ำขาว

(22) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพรุค้างคาว

(23) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประทับช้าง

(24) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำเจ้าราม

(25) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองหานกุมภวาปี

(26) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน

(27) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก - เขาเตาหม้อ

(28) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน

(29) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าซะอำ

(30) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์

(31) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำนางรอง

(32) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงละหาน

(33) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสองแคว

(34) เขตห้ามล่าสัตว์ป่ากุดทิง

(35) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ่อโพธิ์ - ปักธงชัย

(36) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางยาง

(37) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพุทธบาทชนแดน

(38) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่มาย

(39) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา - ห้วยระบำ

(40) เขตห้ามล่าสัตว์ป่าศรีสวัสดิ์

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (2 กันยายน 2569) เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569

ลงนามโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


จาก ‘นักแสดง’ สู่ ‘อาจารย์ใหญ่’ อมตะแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากเสียงหัวเราะในวังสราญรมย์ สู่จุดเริ่มต้นของบทเรียนครั้งสำคัญในวงการสัตวแพทย์ไทยหากเอ่ยชื่อ “ซินแบด” ในวันนี้ คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก แต่เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2517 ชื่อนี้เคยโด่งดังไปทั่วประเทศ เป็น “ซุป’ตาร์” ที่เด็กไทยทั้งเมืองต่างใฝ่ฝันอยากเห็นสักครั้งในชีวิต ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีสวนสัตว์น้ำขนาดใหญ่ และการได้เห็นโลมาแสดงถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ คณะ “ฟลิปเปอร์โชว์” (Flipper Show) จากเยอรมนีตะวันตก ได้เดินทางมาเปิดการแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ วังสราญรมย์ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้าชมกันอย่างเนืองแน่นดาวเด่นของคณะคือ “ซินแบด” โลมาปากขวดตัวผู้ กับ “รอรี่” โลมาตัวเมีย คู่หูที่สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัย..

ในเวลานั้น มีการกล่าวกันว่า โลมาที่นำมาแสดงส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย ส่วนซินแบดเป็นโลมาตัวผู้ที่มีความสามารถพิเศษ จนได้รับการฝึกให้แสดงโชว์ได้ และถูกระบุว่าเป็นเพียง 1 ใน 8 ของโลกที่ทำได้ในขณะนั้น ซินแบดสามารถลอดห่วง เล่นบาสเกตบอล รับสัญญาณจากครูฝึก และกระโดดโชว์เหนือผิวน้ำได้อย่างแม่นยำ จนกลายเป็นขวัญใจของเด็กไทยในชั่วข้ามคืน ความโด่งดังของมันสะท้อนผ่านตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับยุคนั้น...

ซินแบดมีมูลค่าประกันชีวิตสูงถึง 10 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวในปี 2517 ถือว่าสูงมหาศาล จนกลายเป็นข่าวใหญ่ของประเทศ และยิ่งตอกย้ำให้ซินแบดได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซุป’ตาร์ 10 ล้าน” วันเปิดการแสดงเพียงวันเดียว มีผู้ชมกว่า 4,000 คน หลั่งไหลเข้าสู่วังสราญรมย์ อัฒจันทร์แน่นขนัดไปด้วยครอบครัวและเด็ก ๆ ที่ต่างตื่นตาตื่นใจกับการแสดงอันแสนฉลาดของโลมาคู่ดังแต่ไม่มีใครคาดคิดว่า…เบื้องหลังเสียงปรบมือ จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คนไทยจดจำมาจนถึงทุกวันนี้หลังการแสดงเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2517 ซินแบดเริ่มมีอาการอ่อนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา...

“ซินแบด” ไม่ได้จากไปพร้อมกับเสียงปรบมือในวันสุดท้ายของการแสดง หากการจากไปของมัน กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ครั้งสำคัญในวงการสัตวแพทยศาสตร์ไทย

เช้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 เวลา 08.30 น. คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนทั้งประเทศ เมื่อร่างของ “ซินแบด” โลมาปากขวดซูเปอร์สตาร์ผู้สร้างรอยยิ้มให้เด็กไทย ถูกเคลื่อนย้ายมายังห้องชันสูตร เพื่อค้นหาคำตอบสุดท้ายว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต

การชันสูตรครั้งนั้นถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สัตวแพทยศาสตร์ไทย ดำเนินการโดยทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย ผศ.นสพ.ดร.เล็ก ธนสุกาญจน์ หัวหน้าแผนกพยาธิวิทยา พร้อมด้วย รศ.นสพ.ดร.เล็ก อัศวพลังชัย, ผศ.นสพ.เกรียงศักดิ์ พูนสุข, รศ.นสพ.ดร.เทอด เทพประทีป และ รศ.นสพ.ดร.บุญมี สัญญสุจจารี ร่วมกับทีมจากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ได้แก่ รศ.นสพ.ระบิล รัตนพานี และ รศ.นสพ.พยัตรา ตันติลิปิกร

ความสนใจของสังคมต่อการชันสูตรครั้งนี้มีมากเป็นพิเศษ จนคณะสัตวแพทยศาสตร์จัดให้มีการถ่ายทอดภาพการชันสูตร ผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด (Closed-Circuit Television : CCTV) ไปยังบริเวณด้านนอกอาคาร เพื่อให้ประชาชน นิสิต และนักศึกษาหลายร้อยคนที่มารอติดตาม ได้ร่วมรับชมการทำงานของคณะสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด นับเป็นภาพที่หาได้ยากในยุคนั้น และสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของสังคมที่มีต่อการเสียชีวิตของโลมาซูเปอร์สตาร์ตัวนี้

ทันทีที่เริ่มการชันสูตร ทีมสัตวแพทย์พบบาดแผลสะสมหลายแห่งบนร่างของซินแบด ทั้งบริเวณปาก ครีบอก และครีบหาง ซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการกระแทกกับขอบสระระหว่างการแสดงเป็นเวลานาน

จากนั้น ทีมสัตวแพทย์จึงค่อย ๆ เปิดตรวจอวัยวะภายใน โดยเริ่มกรีดจากใต้คาง ผ่านแนวขากรรไกร ลงมาตามแนวหน้าอกและหน้าท้อง จนถึงโคนหาง เพื่อศึกษาระบบอวัยวะทั้งหมดอย่างละเอียด

สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าผู้ร่วมสังเกตการณ์ คือความน่าอัศจรรย์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแห่งท้องทะเล ซินแบดมีผิวหนังหนาประมาณ 1 นิ้ว และมีชั้นไขมันหนาปกคลุมทั่วลำตัวเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ขณะที่เนื้อมีสีแดงเข้มและแน่น คล้ายเนื้อวัวหรือเนื้อควาย แตกต่างจากปลาโดยสิ้นเชิง เพราะโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ผลการชันสูตรยังพบว่า ลำไส้ของซินแบดมีความยาวรวมกว่า 108 ฟุต หรือประมาณ 33 เมตร ส่วนตับ ปอด และหัวใจ มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 20 กิโลกรัม แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทางกายวิภาคอันซับซ้อนของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ชนิดนี้

เพื่อค้นหาความจริง ทีมสัตวแพทย์ได้เก็บอวัยวะสำคัญหลายส่วน รวมถึงลิ้น ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา จุลชีววิทยา และเคมี เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งในขณะนั้นสงสัยว่าอาจปนเปื้อนมากับอาหาร รวมถึงตรวจหาเชื้อไวรัส พยาธิ และความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต

ทุกสายตาเฝ้ารอคำตอบเดียวกัน…

ซินแบดเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่

หลังการตรวจสอบอย่างละเอียด ความจริงจึงปรากฏว่า ซินแบดเสียชีวิตจาก โรคปอดบวมเฉียบพลัน (Acute Pneumonia) ร่วมกับภาวะหัวใจล้มเหลว ปิดฉากข้อสงสัยที่สังคมตั้งคำถามมาตลอดหลายวันหลังการเสียชีวิต แม้บาดแผลภายนอกที่พบจะสะท้อนถึงการบาดเจ็บสะสมจากการใช้ชีวิตในสระแสดงก็ตาม

แต่เรื่องราวของซินแบดไม่ได้สิ้นสุดลงที่ห้องชันสูตร

ภายหลังการตรวจพิสูจน์เสร็จสิ้น ร่างของซินแบดได้รับการเก็บรักษาไว้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา โดยภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การดูแลของ รศ.นสพ.พยัตรา ตันติลิปิกร ได้ดำเนินการสตัฟฟ์ร่างและเก็บรักษาโครงกระดูกไว้อย่างประณีต เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนด้านกายวิภาคศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์

จากโลมาซูเปอร์สตาร์ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ผู้ชมทั่วประเทศ ซินแบดได้เปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ กลายเป็น “อาจารย์ใหญ่” ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ให้แก่นิสิตสัตวแพทย์และนักวิชาการมาหลายชั่วอายุคน

ปัจจุบัน ร่างสตัฟฟ์และโครงกระดูกของซินแบดยังคงได้รับการเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์กายวิภาคทางสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นมรดกทางวิชาการอันทรงคุณค่า และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของโลมาตัวหนึ่ง ผู้เคยเป็นซูเปอร์สตาร์ของประเทศไทย ก่อนจะกลายเป็น “ครูผู้เงียบงัน” ที่ยังคงทำหน้าที่สอนคนรุ่นหลังมาจนถึงทุกวันนี้

เขียนและเรียบเรียงข้อมูลจาก

ผศ.สพญ.ภาวนา เชื้อศิริ ประธานดูแลห้องพิพิธภัณฑ์กายวิภาคทางสัตวแพทย์

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...


“เมืองนคร” มรดกโลก X งานคราฟท์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำโครงการสร้างสรรค์สินค้าท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism) สร้างสรรค์เรื่องราว “Thai Craftsmanship” ภายใต้แนวคิด “Soul of Siam: Crafted Luxury” ชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสกับเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย

เพราะงานคราฟต์ไทยไม่ใช่เพียงแค่หัตถกรรมพื้นบ้าน แต่คืออัตลักษณ์ ศิลปะ และภูมิปัญญาของฝีมือช่างที่ทรงคุณค่าสะท้อนถึงจิตวิญญาณและความประณีตขั้นสูงอันเป็นหัวใจสำคัญของความหรูหราแบบใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำโครงการสร้างสรรค์สินค้าท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Tourism) สร้างสรรค์เรื่องราว “Thai Craftsmanship” ภายใต้แนวคิด “Soul of Siam: Crafted Luxury” ชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสกับเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย

ณ ดินแดนที่นับเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดความศรัทธายาวนานกว่า 1,250 ปี โดดเด่นด้วยองค์พระบรมธาตุเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา ปลียอดหุ้มทองคำหนักกว่า 725 กิโลกรัม พร้อมเจดีย์บริวาร 153 องค์ ที่รายล้อม มี “ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ” ที่สืบทอดต่อเนื่องเกือบ 800 ปี ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ของ UNESCO อย่างเป็นทางการ มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของภาคใต้ที่ยังมีชีวิต และเป็นแห่งที่ 6 ของประเทศไทย

เดินทางย้อนกลับไปสู่รากเหง้าของความประณีตระดับถวายงานผ่านงานหัตถศิลป์ชั้นสูง 2 แขนงที่ทั่วโลกยอมรับ ในเส้นทางมรดกโลกที่มาเชื่อมโยงกับ “The Meticulous Vine : หัตถศิลป์ชั้นสูงเมืองนคร” จิตวิญญาณแห่งป่าฝน “ย่านลิเภา“ เถาวัลย์ตระกูลเฟิร์นมาสู่งานจักสานที่ต้องใช้ความอดทนและทักษะขั้นสูงในการจักขูดเส้นลิเภาให้เล็กบางเท่าเส้นผม ก่อนจะถักทอเป็นลวดลายโบราณอันทรงคุณค่าและ “เครื่องถมทอง” มรดกแห่งโลหะศิลป์ที่ผสานศาสตร์และศิลป์ในการลงยาถมสลับทองคำแท้

สัมผัสความงดงามของกระเป๋าย่านลิเภาและเครื่องประดับหัตถศิลป์ชั้นสูง ในแบบร่วมสมัยแบรนด์ “YANTHONG” ที่นำงานจักสานพื้นบ้านดั้งเดิมมายกระดับและผสมผสานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เรียนรู้และสนับสนุนงานฝีมือ “กลุ่มจักสานยานลิเภาบานหนองบัว” ที่อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการจักสานย่านลิเภาจากรุ่นสู่รุ่น

เรียนรู้มรดกภูมิปัญญาเครื่องถมเมืองนคร ณ ศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาการทำเครื่องถมโบราณ “นครหัตถกรรมศูนย์กลางการเรียนรู้และจำหน่ายเครื่องถม” ที่มีทั้งถมเงิน-ถมทอง ชมสาธิตการทำโดยช่างฝีมือช่างชั้นสูง และลงมือทำพวงกุญแจที่นำเทคนิคการทำเครื่องถมมาสลักลวดลายหรือภาพลงบนโลหะ

ไม่ใช่แค่งานฝีมือเมืองนครยังเป็นแหล่งปลูกโกโก้สำคัญอีกแห่งของไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการคราฟท์ช็อกโกแลตไทยที่ “วันมอร์” เรียนรู้กระบวนการและเข้าคลาสเรียนรู้การแปรรูปเมล็ดโกโก้สู่ช็อกโกแลตชั้นเลิศ ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตคุณภาพเป็นของฝาก...


รับจ้าง‘เพาะกล้าข้าว’ อาชีพใหม่-รายได้ดีของชาวนา

อาชีพเพาะกล้าข้าว ธุรกิจเกษตรสมัยใหม่ ลดการสูญเสียต้นทุน เพราะลดปริมาณการสูญเสียเมล็ดข้าวระหว่างเพาะปลูก และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโต เนื่องจากการเพาะกล้าก่อนลงแปลงจะช่วยลดความสูญเสียของต้นอ่อนจากโรคและแมลงต่างๆ

และทุกวันนี้ ต้นทุนทำนาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าแรง อีกทั้งการทำนาหว่านก็ประสบปัญหาตามมา ทั้งวัชพืช ข้าวดีด ต้นข้าวไม่แข็งแรง รวมทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ที่ทำให้ผลผลิตเสียหาย

เป็นเหตุผลให้ชาวนาในจังหวัดกาฬสินธุ์หลายรายฝ่าวิกฤตต้นทุนทำนาสูง เน้นปลูกข้าวที่ได้คุณภาพ โดยนำนวัตกรรมทำนายุคใหม่เข้ามาใช้ ทำให้เกิดอาชีพ “รับจ้างเพาะต้นกล้า” รวมถึงรับเหมาดำนาด้วยรถ กลายเป็นอาชีพใหม่ที่น่าจับตา สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในฤดูกาลทำนาไม่น้อยกว่า 260,000 บาท ได้เงินมากว่าทำนาขายข้าวเปลือกหลายเท่าตัว

การทำนาของเกษตรกรใน จ.กาฬสินธุ์ ทั้งในพื้นที่ใช้น้ำชลประทาน และนอกเขตชลประทานที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ในปัจจุบันพบว่าส่วนหนึ่งที่ทำนาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝนนิยมทำนาหว่าน เพราะสะดวก ประหยัดทุนกว่าทำนาดำ

ส่วนกลุ่มที่ทำนาในช่วงกลางฤดูฝนจะพบว่า ทำนาดำเป็นส่วนน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิกผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธ์ุข้าวกาฬสินธุ์ ขณะเดียวกันยังพบว่า ได้เกิดกลุ่มผู้ปลูกข้าวที่หันมานิยมการเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบะ ก่อนใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการดำนาที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยใช้เครื่องจักรหรือรถดำนาเข้ามาใช้ในแปลงนา

นายสุบิน พัฒน์มณี อายุ 58 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย หมู่ที่ 14 ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนทำทั้งนาปรังและนาปี ที่ผ่านมาทำนาหว่านเพราะประหยัดทุนและเวลา แต่ต้นข้าวที่ทำนาหว่านจะมีปัญหาตามมาหลายปัญหา เช่น สิ้นเปลืองปุ๋ยเคมี เกิดวัชพืช มีการปลอมปนของพันธุ์ข้าวหรือข้าวดีด ต้นข้าวไม่แข็งแรง ออกรวงน้อย หรือตอนที่เป็นต้นกล้าหากประสบภัยแล้งก็ตายง่าย ปีใดประสบน้ำท่วมก็เน่าตายง่าย

หากเมล็ดข้าวงอกไม่ดีก็ต้องเสียเวลามาปักดำ โดยไปหาซื้อต้นกล้าจากเพื่อนชาวนาอีก ที่ผ่านมาการทำนาจึงเสี่ยงกับการขาดทุนเพราะต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ค่าแรง หากผลผลิตได้น้อยก็ขาดทุน ยิ่งปีใดราคาขายข้าวเปลือกตกต่ำตันละ 6,000-7,000 บาทก็ขาดทุนยับเยิน

ด้าน นายครรชิต ถิ่นสะอาดไกรเลิศ อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 73 หมู่ 4 ต.ลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ผู้ประกอบการรับจ้างเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวและรถดำนา กล่าวว่า เดิมตนเองก็ทำนาหว่าน แต่เจอปัญหา ต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากแก้ไขไม่ได้ จึงหันมาใช้วิธีการทำนาแผนใหม่โดยใช้รถดำนา

โดยเพาะเมล็ดพันธุ์ในกระบะ พอต้นกล้าได้อายุปักดำก็ใช้รถดำนาลงแปลงนา ซึ่งเป็นรถดำนาที่ใช้สินเชื่อ ธ.ก.ส.ผ่อนส่งรายปี ผลดีของการเพาะเมล็ดพันธุ์และใช้รถดำนาจะช่วยประหยัดทั้งเมล็ดพันธุ์ มีระยะห่างระหว่างกอ พอดีกับการเจริญเติบโต และออกรวง ประหยัดปุ๋ยเคมี รวมทั้งมีความแข็งแรง ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง โดยลงมือทำนาแบบนี้มาเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยทำทั้งนาปีและนาปรัง

นายครรชิตกล่าวอีกว่า เมื่อการทำนาแบบใหม่นี้ได้ผลดี เพื่อนชาวนาก็สนใจมาว่าจ้างให้ตนเพาะพันธุ์ข้าวให้ และจ้างเหมาดำนา หากเป็นเมล็ดพันธุ์ของเราก็พร้อมดำนาให้ คิดราคาค่าจ้างเหมาไร่ละ 1,600 บาท หากเป็นเมล็ดพันธุ์ของเจ้าของนา แต่เราเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ก็จะคิดค่าจ้างเหมาเพียงไร่ละ 1,200 บาทเท่านั้น รวมค่ารถดำนา

โดยพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ใช้เวลาดำนาประมาณ 20-30 นาทีก็เสร็จ เร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าใช้แรงงานคนถอนกล้าปักดำหลายเท่าตัว

“ความสะดวกรวดเร็วของการดำนายุคใหม่ที่รับจ้างเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวในกระบะ และนำรถดำนามาใช้บริการ ทุกวันนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีเพื่อนชาวนาทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่มาติดต่อว่าจ้างหลายราย ค่าเฉลี่ยทั้งใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวกับเรา หรือใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเขา ฤดูกาลทำนาครั้งหนึ่ง รวมพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ราคาไร่ละ 1,200-1,600 บาทดังกล่าว หรือถัวเฉลี่ยไร่ละ 1,300 บาท

ก็จะมีรายได้จากการรับจ้างในทำนาฤดูกาลละประมาณ 260,000 บาททีเดียว ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาทำให้ชำระค่ารถดำนาได้หมดแล้ว ต่อไปนี้ก็จะมีแต่กำไรและค่าซ่อมบำรุงเท่านั้น” นายครรชิตกล่าว

วิธีดำนาโดยใช้รถดำนา ซึ่งเป็นนวัตกรรมหรือเครื่องจักรกลทางการเกษตรใหม่ กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งรุ่นคนนั่งขับและรุ่นเดินตาม แต่เนื่องจากรถดำนาราคาค่อนข้างสูง ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ จึงหันมาว่าจ้างเพื่อนชาวนา ทั้งจ้างเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวและใช้รถรับจ้างดำนา จึงเกิดเป็นอาชีพใหม่ เหมือนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำเงินได้หลักแสน บางรายมองว่ากำไรดีกว่าขายข้าวอีกด้วย

ยุทธนา เกียรติดำเนินงาม...


‘นักตบสาวไทย’ไปโอลิมปิก

1 กันยายน 2569 : นักตบวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยคว้าชัยชนะวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 จากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเอาชนะทีมชาติจีนเจ้าภาพ 3 ต่อ 2 เซต นอกจากจะครองแชมป์เป็นสมัยที่สี่แล้ว ก็ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าแรกของวงการวอลเลย์บอลหญิงไทย ได้เข้าไปแข่งขัน “กีฬาโอลิมปิก” ครั้งแรก หรือ “ลอสแองเจลิส 2028” ที่นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม ปี 2571

นับเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีและเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติที่นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยสามารถทำได้ หลังจากที่ใฝ่ฝันและรอคอยมายาวนาน และการได้ไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้นั้น ที่ต้องลุ้นกันตั้งแต่แรกมีเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่เราจะไปถึงได้ คือต้องผ่านปราการสำคัญ โดยต้องเอาชนะญี่ปุ่นที่อยู่อันดับ 6 ของโลก และจีนที่อยู่อันดับ 7 ของโลกให้ได้

ก่อนที่ไทยจะชนะจีนในรอบชิงชนะเลิศก็มีนิมิตหมายที่ดีเป็นการล่วงหน้ามาแล้ว จากการที่ทีมชาติไทยสามารถโค่นญี่ปุ่น 3 ต่อ 1 เซต ในรอบรองชนะเลิศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังทำให้ได้สิทธิ์เข้าไปแข่งขัน “วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2027” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในปี 2570 อีกด้วย

การชนะทีมชาติญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศครั้งนี้ “โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยได้เปิดใจว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เป็นผลจากการเตรียมทีมอย่างเข้มข้นในทุกด้าน มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากครับ และเป็นสิ่งที่เราตั้งความหวังเอาไว้ว่าอยากจะได้รับชัยชนะ การฝึกซ้อมของเราเป็นไปอย่างหนักตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ทุกฝ่ายทำงานกันหนักมาก เพื่อให้นักกีฬามีศักยภาพ และเราพยายามพัฒนาในทุกด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ เทคนิค และแท็กติก”

ในขณะเดียวกันการที่นักตบวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เอาชนะจีนมาได้ ยังทำให้ “ทัพนักตบสาวไทย” ขยับอันดับโลกจากลำดับที่ 17 ขึ้นมาอยู่ที่ลำดับที่ 14 ของโลก ด้วยคะแนน 230.67 คะแนน จากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB)

สำหรับชัยชนะที่มีต่อจีนครั้งนี้ เท่าที่ติดตามการแข่งขันมาโดยตลอด ภาพรวมก็เพราะเกิดจากปัจจัยที่ประกอบด้วย แท็กติก, ความมุ่งมั่น และฟอร์มการเล่นของทีมชาติไทย

ประการแรก การตบที่ท็อปฟอร์มของ “ออมสิน-ศศิภาพร จันทวิสูตร” ตำแหน่งตัวตบหัวเสาที่มีฟอร์มการเล่นดุเดือดทรงพลัง และเป็นกำลังในการแข่งขัน โดยที่เธอสามารถทำคะแนนสูงสุดได้ถึง 28 คะแนนจากการบุก 25 แต้ม และเอซ 3 แต้ม

ประการต่อมา “ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์” ซึ่งเป็นมือเซตและกัปตันทีมใช้สปีดบอลที่รวดเร็วและการจ่ายบอลที่หลากหลายเป็นอาวุธหลักในการทำลายระบบเกมรับที่แข็งแกร่งของทีมชาติจีน ด้วยข้อได้เปรียบของนักตบสาวจีนที่มีรูปร่างสูงและการตั้งบล็อกที่แน่นหนา แต่ “พรพรรณ” ใช้การเซตบอลที่พุ่งเร็วเพื่อหนีบล็อกของทีมจีน และตกลงสู่จุดนัดพบอย่างแม่นยำ ทำให้ตัวบล็อกของจีนเคลื่อนตัวตามมาสกัดไม่ทัน

อีกประการหนึ่ง การบีบให้จีนเกิดความผิดพลาดในเกมรับ ในเซตตัดสินเซตที่ 5 ซึ่งทีมไทยชนะ 15 ต่อ 10 นั้น ทีมไทยกดดันทีมจีนด้วยลูกเสิร์ฟที่ดุดันจนทำให้คู่ต่อสู้เกิดข้อผิดพลาดในการรับ “บอลแรก” ติดต่อกัน และบวกกับ “บอลขุด” ที่เหนียวแน่นของผู้เล่นอย่าง “ปิยะนุช แป้นน้อย” ตำแหน่งตัวรับอิสระ รวมทั้งตัวริมเส้น คือ “ชัชชุอร โมกศรี”, “ศศิภาพร จันทวิสูตร” และ “วริศรา สีทาเลิศ” ที่ช่วยกันต่อบอลและขุดลูกตบหนักๆ ของจีนเพื่อเล่นเกมสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้ไทยฉีกแต้มหนีจนชนะจีนในเกมรับได้

ประการที่สำคัญ ต้องยกเครติดให้ “โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” ด้วยการแก้เกมหลังจากที่ไทยชนะเซตแรก 25 ต่อ 20 จากนั้นก็แพ้จีนในเซตที่ 2 ด้วยคะแนน 11 ต่อ 25 และเซตที่ 3 ด้วยคะแนน 23 ต่อ 25 ซึ่ง “โค้ชอ๊อต” สามารถปรับแท็กติกเรียกความนิ่งและดึงจังหวะการเล่นของไทยให้กลับมาคุมเกมได้อีกครั้งในเซตที่ 4 และเซตที่ 5 ท่ามกลางการกดดันจากเสียงเชียร์ของผู้ชมในสนามที่เป็นเจ้าถิ่น

และในที่สุดทีมนักตบลูกยางสาวไทยก็พลิกสถานการณ์ กลับมาเอาชนะจีนเจ้าภาพในเซตที่ 4 ด้วยคะแนน 25 ต่อ 18 และชี้ขาดคว้าชัยชนะในเซตที่ 5 ด้วยคะแนน 15 ต่อ 10 และได้สิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิก พร้อมกับเป็นแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 โดยที่จีนเป็นแชมป์เอเชีย 13 สมัย และญี่ปุ่นเป็นแชมป์เอเชีย 5 สมัย

ขอปรบมือแสดงความชื่นชมยินดีไว้ ณ บรรทัดนี้อีกครั้ง สำหรับชัยชนะของทีมนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยและขอส่งพลังใจเชียร์ให้ก้าวไปถึงแชมป์ “วอลเลย์บอลหญิงโลก” ในปี 2570 และเหรียญทองแชมป์ “โอลิมปิก” ในปี 2571

และถ้าจะให้ดี “งบกองทุน สส.-สว.” ที่มีการเสนอขอเพิ่มอีก 600-700 ล้านบาทนั้น เปลี่ยนมาเสนอเป็นเงินอัดฉีดให้แก่นักกีฬาไทยยังจะมีค่าควรมากกว่า!

โดย รุ่งเรือง ปรีชากุล

หมายเหตุ แล้วเมื่อไหร่จะได้เชียร์ทีมไทยในโอลิมปิก?.....Los Angeles 2028 Olympic Games จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-30 กรกฎาคม 2028 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ส่วนโปรแกรมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง และช่องทางถ่ายทอดสดในไทย รอติดตามรายละเอียดกันอีกครั้ง จากนี้ก็เหลือแค่เตรียมเสียงเชียร์ แล้วรอดูทีมตบสาวไทยลงสนามโอลิมปิกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไปพร้อมกัน!