ข่าว
ดีเดย์ดีลสะท้านโลก 'รัสเซีย' เตรียมส่งน้ำมันดีเซลลอตแรก 40,000 ตันให้สหรัฐฯ

22 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอเล็กซานเดอร์ โนวัก รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เปิดเผยว่า ประเทศของเขาจะส่งเรือบรรทุกน้ำมันดีเซลลำแรกไปยังสหรัฐอเมริกาในวันพฤหัสบดีนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ซึ่งตามข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ ได้รับงบมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้รัสเซียสามารถส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกได้ ส่วนฝ่ายมอสโกก็ยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล ที่ประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนภายในประเทศ จากการที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน

รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวต่ออีกว่า เรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวจะขนส่งเชื้อเพลิงปริมาณ 40,000 ตัน พร้อมเสริมว่าขั้นตอนการทำเอกสารสำหรับการจัดส่งเชื้อเพลิงใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และ แน่นอนว่าจะมีการจัดส่งเพิ่มเติมตามมาหลังจากมีการตกลงร่วมกันระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย เราจะตอบสนองความต้องการของสหรัฐอเมริกาตามขอบเขตความสามารถของเรา

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า รัสเซียจะส่งออกน้ำมันดีเซลจำนวน 300,000 ตัน หรือ ประมาณ 2.25 ล้านบาร์เรลในทันที ตามด้วยอีก 500,000 ตันในเดือนพฤศจิกายน และอีก 1 ล้านตัน หลังจากนั้นทันที แต่ยังไม่แน่ชัดว่า รัสเซียจะจัดส่งได้ตามปริมาณดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากพวกเขาก็ต้องจัดการกับปัญหาความต้องการภายในประเทศ

โดยระหว่างการหารือที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ได้กล่าวขอบคุณ ประธานาธิบดีปูติน แห่งรัสเซีย สำหรับการยกเลิกข้อจำกัดการส่งออก ขณะที่ปูตินได้กล่าวถึงข้อตกลงนี้เช่นกัน โดยระบุว่าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกปรับตัวลดลง 5% ถึง 6% หลังจากบรรลุข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่ปูตินกล่าวอีกว่า เรือบรรทุกน้ำมันดีเซลลำแรกของรัสเซียจะออกเดินทางภายใน 2 - 3 วันนี้ 'ปูติน' กล่าวว่า เรากำลังเตรียมการจัดส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำในขณะนี้ ซึ่งจะออกเดินทางต่อเนื่องกันไป โดยจะต้องมีการสนับสนุนในส่วนของการเงินด้วย รัสเซียจะสามารถจัดส่งปุ๋ยเคมีใน ปริมาณมาก ให้แก่ตลาดสหรัฐฯ ได้ด้วยเช่นกัน

พระราม 2 อีกแล้ว! ชิ้นส่วนปูนปริศนาร่วงใส่เก๋ง EV

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 เกิดเหตุระทึกบนถนนพระราม 2 อีกครั้ง เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Petch Plailek โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถลงในกลุ่ม MG4 EV CLUB TH (MG EV THAILAND) เผยให้เห็นวินาทีสุดหวาดเสี้ยว ขณะกำลังขับรถไปตามเส้นทางพระราม 2 จู่ ๆ มีวัตถุคล้ายก้อนปูนขนาดใหญ่ร่วงตกมาจากโครงสร้างทางยกระดับด้านบน พุ่งเข้ากระแทกบริเวณฝากระโปรงหน้ารถอย่างจัง จนเกิดรอยบุบและรอยถลอกได้รับความเสียหาย พร้อมระบุข้อความว่า "พระราม 2 ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับรถเรา"

ภายหลังคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียอย่างหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการก่อสร้างบนถนนเส้นดังกล่าว โดยชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

"อะไรอ่ะ เส้นนี้ แล้วเป็นเส้นนี้ไม่จบไม่สิ้น" "โห..ก้อนใหญ่มาก ถ้าโดนเข้าจังๆ ตายได้เลยนะ" "อันตรายมากๆเลย ใช้เส้นทางนี้บ่อยมาก ได้แต่ภาวนา" "มันเป็นชิ้นส่วนจากถนนเองด้วยนะ ตอนแรกนึกว่ามีคนโยนลงมา" "นั่นถ้ามอไซคทำไง ตายได้เลย" "ถ้าเข้ากระจกนี้ ตายได้เลยนะ" "โคตรระยำเลยครับก่อสร้างเส้นนี้ โกงกินกันเยอะจัด" "ชัดเลยจากข้างบน"


ศึกใน'GooGle'เดือดจัด พนักงานแห่ลาออกเพียบ ประท้วงบริษัททำสัญญา 'AI' กับกองทัพสหรัฐฯ

22 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า 'กูเกิล' (GooGle) บริษัทเสิร์ชเอนจินระดับโลก กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านจากพนักงานบางส่วนเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้ในทางการทหาร

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเรื่องนี้ว่า พนักงาน และ นักวิจัยจำนวนหนึ่งใน Google DeepMind ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนา 'เอไอ' ของ 'กูเกิล' ตัดสินใจลาออกหรืออยู่ระหว่างกระบวนการลาออก เพื่อประท้วงที่บริษัททำสัญญากับกองทัพสหรัฐฯ ว่าจะนำเทคโนโลยี 'เอไอ' ไปใช้ในหลายภาคส่วนของกองทัพ ซึ่งพวกเขามองว่าขัดต่อหลักการทางจริยธรรมของบริษัท

วิศวกรวิจัยประจำกรุงลอนดอน 'โซเฟีย ลีกัวรี' ยอมละเมิดข้อตกลงห้ามวิจารณ์บริษัทเพื่อออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี โดยระบุว่า เขานั้นรู้สึกอับอายที่ 'กูเกิล' ผลักดันการใช้ 'เอไอ' ในการปฏิบัติการทางทหาร "การตระหนักได้ว่าบริษัทของฉันกำลังผลักดันระบบเอไอไปใช้ในการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉันรู้สึกอับอายที่ต้องทำงานที่ 'กูเกิล' ฉันไม่เห็นด้วยกับทิศทางนี้ และมันทำให้ฉันสูญเสียความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะซื่อสัตย์ต่อคุณค่าทางจริยธรรมที่เคยบอกไว้"

โดยหลักการแล้ว ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้วิจารณ์ 'กูเกิล' ตลอดชีวิต แต่สิ่งที่ฉันตัดสินใจพูดนั้นเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้เรื่องนี้ถูกรับรู้ และการพูดถึงข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่การวิจารณ์ พร้อมเสริมว่าที่ 'กูเกิล' ผู้คนกลัวการเอาคืนและกลัวว่าจะเสี่ยงต่ออาชีพการงาน คุณจะรู้สึกเหมือนถูกจับตาดู และไม่สามารถพูดอะไรได้

นายอันเดรอัส เคิร์สช์ นักวิจัยทีมเอไอ ที่ลาออกจาก Google DeepMind เช่นกัน มองว่าระบบกำกับดูแลของ'กูเกิล'ไม่รัดกุมพอที่จะปล่อยเอไอ ไปใช้ในภารกิจลับทางการทหารได้อย่างปลอดภัย โดยเขาบอกว่า "ผมเชื่อว่าการกำกับดูแลและการควบคุมของ 'กูเกิล' นั้นไม่เพียงพอหรือไม่มีความหมายมากพอที่จะใช้เอไอได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบในสภาพแวดล้อมทางการทหารและสภาพแวดล้อมที่เป็นความลับ รวมทั้งในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอย่างปลอดภัยในอนาคต"

อีกทั้งเขายังเตือนด้วยว่า ดูเหมือนว่า 'กูเกิล' จะไม่มีสิทธิ์ควบคุมหรือใช้อำนาจยับยั้ง วิธีที่เพนตากอนนำเอไอไปใช้ และดูเหมือนว่าจะมีความสามารถในการมองเห็นจำกัด ว่ามันถูกนำไปติดตั้งใช้งานอย่างไร

พนักงานคนหนึ่งของ Google DeepMind ผู้ไม่เปิดเผยนามแสดงความกังวลว่า คนใน'กูเกิล' รู้สึกกลัวการเอาคืนและการเสียอนาคตทางการงานหากออกมาพูด แต่ก็มีพนักงานสายจริยธรรมจำนวนมากที่ทยอยลาออกไป ในขณะที่บางส่วนมองว่าอาจเกิดปรากฏการณ์ การเปลี่ยนผ่านของรุ่นที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งรวมถึง กูเกิล, โอเพนเอไอ , แอมะซอน , ไมโครซอฟ , เอ็นวีเดีย และอื่นๆ เพื่อส่งเสริมให้รัฐบาลทรัมป์กลายเป็น กองกำลังสู้รบที่ใช้ เอไอ เป็นตัวนำ ภายใต้การนำของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

ต่อมาทางโฆษกกูเกิล ย้ำว่า เรามีช่องทางเฉพาะเพื่อให้พนักงานสามารถแจ้งข้อกังวลได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่เรื่องจริยธรรมทางธุรกิจไปจนถึงการทุจริต และมีนโยบายสถานที่ทำงานที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแก้แค้นทุกรูปแบบ

'กูเกิล' ยืนยันว่า เราทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐทั่วโลก และปฏิบัติตามกระบวนการที่สอดคล้องกันในการตรวจสอบและทำสัญญาเหล่านี้ รวมถึงการปฏิบัติตามนโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้และหลักการด้าน เอไอ ของเรา

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนรวมถึง ซาราห์ โชเคอร์ อดีตหัวหน้าทีมภูมิรัฐศาสตร์ของโอเพน เอไอ แสดงความกังวลเรื่องการนำ เอไอ ไปใช้ในกองทัพในตอนนี้ "เอไอ จะบีบอัดเวลาที่ผู้ปฏิบัติงานต้องใช้เพื่อการตัดสินใจ เพราะมันทำงานไวกว่ามนุษย์มาก และนั่นเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง เมื่อคุณมีเป้าหมายหลายร้อยรายการที่คัดเลือกโดย เอไอ และมีเวลาเพียงสั้นๆ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นมนุษย์จะสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ของ เอไอ เพื่อหาความผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ"

ข้อตกลงระหว่าง 'กูเกิล' กับ 'อิสราเอล' ก็ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเช่นกัน ในปี 2024 บริษัทถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพนักงานเกี่ยวกับสัญญาที่ทำร่วมกับแอมะซอน มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในชื่อ Project Nimbus ซึ่งจัดหาเทคโนโลยีเอไอ และ โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลบนคลาวด์ให้กับรัฐบาลและกองทัพอิสราเอล ในขณะนั้น 'กูเกิล' กล่าวว่าโครงการ Nimbus ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่งานที่มีความละเอียดอ่อนสูง เป็นความลับ หรือเกี่ยวข้องกับงานทางทหารที่เกี่ยวกับอาวุธหรือหน่วยข่าวกรอง

นอกจากนี้ ความสามารถด้านเอไอของอิสราเอลในการทำสงครามยังเป็นประเด็นถกเถียงหลังจากที่ปรากฏในสารคดีเรื่อง Naza ซึ่งตรวจสอบบทบาทของระบบกำหนดเป้าหมายที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ ในการโจมตีฉนวนกาซา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก รัฐมนตรีของรัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่าข้อกล่าวอ้างที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเท็จและบิดเบือน

อดีตพนักงานของกูเกิล เชื่อว่าเทคโนโลยีเอไอในสงครามยังไม่พร้อมสำหรับสนามรบ โมเดลเอไอในปัจจุบันยังไม่แข็งแกร่งพอ และผมคิดว่าพวกมันยังไม่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อภารกิจเช่นนี้ด้วย

น้ำมันตลาดโลกพุ่ง เหตุ 'กลุ่มฮูตี' ถล่มซาอุฯหนัก ซ้ำสหรัฐฯ สั่งถอน 'นักการทูต' ออกจากประเทศ

22 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี เนื่องจากการโจมตีเพิ่มเติมโดย 'กลุ่มฮูตี' ในซาอุดีอาระเบีย ทำให้สหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตและสมาชิกในครอบครัวบางส่วนออกจากสถานทูตและสถานกงสุลในซาอุดีอาระเบีย

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้น 1.29 ดอลลาร์ หรือ 1.2% มาอยู่ที่ 110.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียท (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 97 เซนต์ หรือ 1% สู่ระดับ 98.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันเบรนต์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อวันพุธ (21 ต.ค.)

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีแผนที่จะถอนสมาชิกครอบครัวออกจากสถานทูตและสถานทูตสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบียนี้อีกหลายแห่ง

คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉุกเฉินและสมาชิกครอบครัวในซาอุดีอาระเบีย

ท่ามกลางการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปยังพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ขณะที่แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติม ว่าสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลสหรัฐ ณ ประเทศแห่งอื่นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อาจมีคำสั่งให้นักการทูตบางส่วนเดินทางออกพร้อมครอบครัวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม

นายทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรการในประเทศอื่นนอกเหนือจากซาอุดีอาระเบีย

หลังจากที่ 'กลุ่มฮูตี' ในเยเมนได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บอีก 8 รายที่สนามบินพลเรือนแห่งหนึ่งในเมืองดัมมัม นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีด้วยโดรนที่แหล่งน้ำมันแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ก่อนหน้านี้ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวกับไฟแนนเชียลไทมส์ว่า อิหร่านพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องตนเอง และ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน กล่าวกับสื่อของรัฐว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถคาดหวังการเจรจาได้ในขณะที่ปิดล้อมและข่มขู่อิหร่าน

ข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการโจมตีเรือขนส่งสินค้าอย่างน้อย 18 ครั้ง ขณะที่นักวิเคราะห์จาก LSEG เตือนว่าอิหร่านกำลังกำหนดเป้าหมายไปที่เรือบรรทุกน้ำมันที่อยู่ไกลออกไปจากช่องแคบฮอร์มุซ ไปถึงอ่าวโอมาน และเป็นอันตรายต่อการขนส่งน้ำมันดิบในอ่าวเปอร์เซียและการถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือที่สนับสนุนการขนส่งในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ให้การต้อนรับ นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางความพยายามล่าสุดของ 'สหรัฐ' ที่จะหยุดยั้งความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ปูตินตกลงที่จะกลับมาเจรจาสันติภาพกับยูเครนอีกครั้ง โดยมีสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ในเดือนหน้า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีของยูเครนกล่าวว่า เขาให้การสนับสนุน การเจรจาและหวังว่าการเจรจาจะเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด

สำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (EIA) รายงานเมื่อวันพุธว่า ปริมาณสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลง 3.06 ล้านบาร์เรล เหลือ 412.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ในแบบสำรวจของรอยเตอร์ว่าจะลดลง 820,000 บาร์เรล แสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงดีเซลและน้ำมันทำความร้อน เพิ่มขึ้น 1.68 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์นี้ เป็น 104.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 1.16 ล้านบาร์เรล

กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลทรัมป์เสนอให้กู้ยืมน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับทำความร้อนของสหรัฐฯ มากถึงเกือบหนึ่งในสามของปริมาณ 1 ล้านบาร์เรล โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลจากสงครามในอิหร่านและยูเครน