ข่าว
ทำความรู้จักเว็บไซต์ Ready.gov คู่มือแนะนำ 'ชาวมะกัน' ข้อมูลครบพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน-ภัยพิบัติ

30 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่ 'รัฐบาล' ในหลายประเทศประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ที่บ้าน ทั้งอาหาร น้ำดื่ม สำหรับการดำรงชีพอย่างน้อย 3 วัน และ หากเป็นไปได้ ควรเตรียมให้เพียงพอสำหรับ 7 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการออกมายืนยันของรัฐบาล ในสหราชอาณาจักร กลุ่มประเทศนอร์ดิก และญี่ปุ่น ได้ออกแคมเปญและอัปเดตคู่มือรับมือวิกฤตแห่งชาติฉบับใหม่เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนในเวลาไล่เลี่ยกัน

ล่าสุดโลกโซเชียลมีการแชร์เว็บไซต์ Ready.gov เว็บไซต์และแคมเปญบริการสาธารณะอย่างเป็นทางการของ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การดูแลของ สำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินกลาง (FEMA) ร่วมกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security - DHS) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมตัวและควรปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น พร้อมให้กับประชาชนในการรับมือกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่างๆ เช่น พายุหมุน แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟป่า หิมะตกหนัก หรือเหตุการณ์ร้ายแรงทางความมั่นคง

โดยจุดเริ่มต้นหลังเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 เว็บไซต์ Ready.gov เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช พร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญ Ready Campaign ซึ่งเป็นโครงการประชาสัมพันธ์ระดับชาติของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้น โดยมีนายทอม ริดจ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการคนแรก

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กับสภาการโฆษณา และมูลนิธิ สโลน สนับสนุนการผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผ่านโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณา และอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังมีการเปิดสายด่วน 1-800-BE-READY เพื่อให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์ขอข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้ด้วย

4 หัวใจหลักที่ Ready.gov ที่สหรัฐฯรณรงค์ให้ประชาชนทำ 1. รับรู้ข้อมูลข่าวสาร 2.วางแผนฉุกเฉินของครอบครัว 3.จัดเตรียมชุดเสบียงฉุกเฉิน 4.มีส่วนร่วมในชุมชน

เริ่มจากการวางแผนฉุกเฉิน ซึ่งแนะนำให้ครอบครัวกำหนดจุดนัดพบ เส้นทางอพยพ และช่องทางติดต่อกันในกรณีที่ระบบโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง ส่วนการเตรียมชุดยังชีพ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้นาน ไฟฉาย วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่ ชุดปฐมพยาบาล ยาประจำตัว และสำเนาเอกสารสำคัญ

รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการสร้างช่องทางสื่อสารที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เน้นศัพท์เทคนิค และให้คำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง แนวคิดหลักของโครงการคือความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำงานของหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนและครัวเรือนต้องมีส่วนร่วมในการเตรียมพร้อมด้วย

ระยะแรกเนื้อหาของเว็บไซต์ Ready.gov ให้ความสำคัญกับภัยก่อการร้ายและอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เช่น อาวุธชีวภาพ อาวุธเคมี และระเบิดสกปรก ก่อนจะขยายขอบเขตไปสู่ภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉินประเภทอื่น

โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์เฮอริเคนแคทรีนาในปี 2548 ซึ่งเผยให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระดับครัวเรือน เมื่อประชาชนจำนวนมากต้องรับมือกับสถานการณ์ ที่หน่วยงานช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงในทันที

ขณะที่การมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครและเครือข่ายเตรียมพร้อมในชุมชน นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังมีเนื้อหาเฉพาะสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ เจ้าของสัตว์เลี้ยง และเด็ก ผ่านโครงการ Ready Kids รวมถึง Ready Business ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2547 เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนดำเนินงานต่อเนื่องเมื่อเกิดวิกฤติ และ Listo.gov ซึ่งจัดทำข้อมูลภาษาสเปนสำหรับประชาชนที่ใช้ภาษาดังกล่าว

ตลอดเวลากว่า 20 ปี Ready.gov พัฒนาจากโครงการที่มุ่งให้ความรู้เกี่ยวกับภัยก่อการร้ายหลังเหตุ 11 ก.ย. ไปสู่แหล่งข้อมูลที่ครอบคลุมภัยพิบัติแทบทุกประเภท บทเรียนสำคัญจากเว็บไซต์แห่งนี้คือ การเตรียมพร้อมไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องซับซ้อน หากประชาชนเข้าใจขั้นตอนพื้นฐาน รู้จักวางแผนล่วงหน้า จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และติดตามข้อมูลจากทางการ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอดเมื่อเกิดวิกฤติ

Ready.gov, ภัยพิบัติ, เว็บไซต์ Ready.gov

ในหลวง-ราชินี เสด็จฯเปิด กรุงเทพอภิวัฒน์ รถไฟสีแดงอ่อน “นครวิถี” สายสีแดงเข้ม “ธานีรัถยา”

วันที่ 23 ตุลาคม 2569 เวลา 17.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2569 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งบุษบกมาลา ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี

และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่น พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารอง และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบ จากนั้น พระสงฆ์ 57 รูป สวดพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์

เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สำหรับพระบรมอัฐิและพระอัฐิทรงธรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศีล พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนาเรื่อง “สัจจกถา” จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ทรงทอดผ้าไตรเที่ยวแรก 18 ไตร พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์และถวายพระธรรมเทศนา สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทอดผ้าไตร อีกเที่ยวละ 20 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ทรงปฏิบัติเช่นนี้ จนครบ 2 เที่ยว จากนั้น ทรงกราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา

เสร็จแล้ว ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระอัฐิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี และพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ


พรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศกวาดล้าง "ภัยซ่อนเร้น" ขับไล่บิ๊กการเมือง-กองทัพ 33 ราย

พรรคคอมมิวนิสต์จีนแถลงความสำเร็จในการกวาดล้าง "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรคและกองทัพ หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกลางพรรค ครั้งที่ 5 พร้อมยืนยันการขับไล่สมาชิกพรรคระดับสูงถึง 33 ราย รวมถึงอดีตพลเอกระดับสูงและอดีตสมาชิกโปลิตบูโร นักวิเคราะห์ชี้เป็นการล้างบางครั้งใหญ่เพื่อกระชับอำนาจเบ็ดเสร็จ และแผ้วทางให้ "สี จิ้นผิง" ดำรงตำแหน่งผู้นำจีนต่อเป็นสมัยที่ 4 ในการประชุมใหญ่ปี 2027

ทางการจีนระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพได้ขจัดภัยคุกคามแฝงร้ายแรงภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังยืนยันการขับบุคคลสำคัญออกจากพรรคอีก 33 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การปราบปรามทุจริตที่เข้มข้นขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรวบอำนาจ ก่อนการประชุมสมัชชาพรรคในปี 2027

นายจาง ฝูไห่ รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางตรวจสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCDI) กล่าวว่า คณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งมีนายสี จิ้นผิงเป็นแกนนำ ได้ขจัด "ภัยซ่อนเร้นร้ายแรง" ภายในพรรค รัฐ และกองทัพ พร้อมยืนยันว่า พรรคยึดมั่นในภารกิจที่จะ "ยอมสร้างความไม่พอใจให้คนหลายพันคน ดีกว่าทำให้ประชาชน 1,400 ล้านคนผิดหวัง"

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวันหลังสื่อของทางการจีนยืนยันว่า สมาชิกพรรคและบุคคลสำคัญอีก 33 คนถูกขับออกจากพรรค หลังการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วันและสิ้นสุดลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ต.ค.) โดยในจำนวนนี้มีบุคคลจากกองทัพ 16 คน รวมถึงนายจาง โย่วเสีย อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง และอดีตนายพลระดับสูงที่สุดของจีน ตลอดจนนายหลิว เจิ้นลี่ อดีตนายทหารระดับสูง และนายหม่า ซิงรุ่ย อดีตเลขาธิการพรรคประจำเขตปกครองตนเองซินเจียง

สู่อำนาจ และทำให้ยอดสมาชิกที่ถูกขับออกจากพรรคในสมัยการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยที่ 3 ของเขาเพิ่มเป็น 51 คน เทียบกับ 35 คนในสมัยแรก และ 5 คนในสมัยที่สอง

การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยภายในพรรคเป็นหลัก โดยที่ประชุมมีมติว่าด้วยการ "ส่งเสริมการกำกับดูแลพรรคอย่างเต็มรูปแบบและเข้มงวด" ซึ่งรวมถึงมาตรการลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ

นายจาง ฝูไห่ เปิดเผยด้วยว่า นับตั้งแต่ปี 2012 หน่วยงานตรวจสอบวินัยและกำกับดูแลทั่วประเทศได้ลงโทษบุคคลไปแล้ว 7.9 ล้านคน ขณะที่มีผู้ถูกลงโทษมากกว่า 2 ล้านคนจากกรณีที่เกี่ยวข้องกับพิธีการและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย และการแสวงหาความสุขส่วนตัวเกินควร

เขาระบุว่า พรรคจะเดินหน้าปราบปรามการทุจริตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีการกระจุกตัวของอำนาจ มีเงินทุนจำนวนมาก และมีทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง พร้อมให้ความสำคัญกับการสอบสวนกรณีที่ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจเกี่ยวพันกัน การสมรู้ร่วมคิดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับภาคธุรกิจ ตลอดจนการแทรกซึมของเงินทุนเข้าสู่แวดวงการเมือง รวมถึงการทุจริตรูปแบบใหม่และการทุจริตที่ซ่อนเร้น

นอกจากนี้ พรรคจะจัดการกับพฤติกรรมมิชอบและการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมผลักดันให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้า ไม่สามารถ และไม่ต้องการทุจริต”

การกวาดล้างบุคลากรในกองทัพถือเป็นประเด็นสำคัญของการปราบปรามทุจริตในระยะหลัง โดยนายจาง โย่วเสีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (CMC) ถูกปลดจากตำแหน่งหลังการสอบสวนคดีทุจริตที่ดำเนินมาหลายเดือน ก่อนที่พรรคจะยืนยันการขับเขาออกจากพรรคเมื่อวันพฤหัสบดี

ส่วนนายหม่า ซิงรุ่ย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในเขตซินเจียง ถูกปลดจากทุกตำแหน่งก่อนหน้านี้ หลังเผชิญข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต รวมถึงการเล่นพรรคเล่นพวก การรับสินบน และการจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการทางเพศ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของทางการไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาเฉพาะเจาะจงต่อบุคคลที่ถูกขับออกจากพรรค นอกเหนือจากการระบุว่าเป็นการ “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มักใช้ในการประกาศผลการสอบสวนภายใต้การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของนายสี

การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 5 มีสมาชิกคณะกรรมการกลางเข้าร่วมเพียง 279 คน จากเดิม 315 คนในการประชุมครั้งที่ 4 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และ 364 คนในการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 นับเป็นครั้งแรกในช่วง 14 ปีที่นายสีดำรงตำแหน่งผู้นำจีนที่จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเต็มคณะลดลงต่ำกว่า 300 คน ทั้งที่คณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันเริ่มวาระในปี 2022 โดยมีสมาชิกมากกว่า 370 คน

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกองทัพจีน ก็เหลือสมาชิกเพียง 2 คน จากเดิม 7 คน ได้แก่ นายสีในฐานะประธาน และนายจาง เซิ่งหมิน ในฐานะรองประธาน

การประชุมครั้งนี้ยังมีมติเลื่อนตำแหน่งนายจาง เซิ่งหมิน ผู้มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพ และเป็นบุคคลหมายเลขสองของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ให้เข้าสู่คณะกรรมการกรมการเมือง หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดนโยบายระดับสูงสุดของพรรค ส่งผลให้จำนวนสมาชิกโปลิตบูโรเพิ่มเป็น 22 คน

นอกจากนี้ นายหลิว เจี้ยนเชา อดีตนักการทูตคนสำคัญ ซึ่งหายไปจากการปรากฏตัวต่อสาธารณะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็มีชื่ออยู่ในกลุ่มบุคคลที่ถูกกวาดล้างด้วย

นายสี จิ้นผิงผลักดันการต่อต้านการทุจริตให้เป็นหนึ่งในเสาหลักของการบริหารประเทศนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำในปี 2555 โดยเคยระบุว่าการทุจริตเป็น "ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุด" ต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า การกวาดล้างการทุจริตช่วยส่งเสริมการบริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีวินัย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การรณรงค์ดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมือในการรวบรวมและรักษาอำนาจ มากกว่าจะมุ่งแก้ไขปัญหาการทุจริตเพียงอย่างเดียว

พรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า พรรคได้เผชิญหน้ากับความจริงอันน่าวิตกที่ว่า ภาวะผู้นำของพรรคเคยอ่อนแอลงหรือถูกบั่นทอนในบางช่วงเวลา พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าบังคับใช้การกำกับดูแลตนเองอย่างเข้มงวด รวมถึงการตรวจสอบและจัดการปัญหาภายในพรรคอย่างจริงจัง

นักวิเคราะห์มองว่า การเน้นย้ำเรื่องวินัยของพรรค ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการแสดงความจงรักภักดีทางการเมืองมากขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 21 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนผู้นำพรรค

นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่า นายสีจะดำรงตำแหน่งผู้นำต่อเป็นสมัยที่ 4 และอาจยาวนานกว่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้นำจีนที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายโอนีล โธมัส จากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่จำนวนมากในคณะกรรมการกลางชุดปัจจุบันถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้นายสีมีเหตุผลที่จะตรวจสอบบุคลากรที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรุ่นต่อไปอย่างละเอียดมากขึ้น โดยกลุ่มดาวรุ่งในปัจจุบันมักมีอายุน้อย มีพื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทางการเมืองของนายสี ขณะที่ผู้บริหารระดับมณฑลถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง

นักวิเคราะห์มองว่า นายสีมีแนวโน้มจะมีบทบาทชี้ขาดในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 21 ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำอิทธิพลของเขาต่อพรรคและประเทศจีน.

ที่มา AFP / BBC


เกิดอะไรขึ้นกับโลก? กว่า 20 ประเทศเตือนประชาชนตุนเสบียงฉุกเฉิน 3-14 วัน รับมือสงคราม-ภัยไซเบอร์-ภัยพิบัติใหญ่

กระแสการเตือนภัยให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วโลก หลังรัฐบาลของหลายประเทศทยอยออกคำแนะนำและเปิดตัวแคมเปญให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เงินสด และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้หากเกิดวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร หรือห่วงโซ่อุปทาน

จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีอย่างน้อย 20 ประเทศที่มีมาตรการหรือคู่มือเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชน โดยหลายประเทศเพิ่งเปิดตัวแคมเปญใหม่ในเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่อีกหลายประเทศมีแนวทางปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

สหภาพยุโรป (EU): คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศยุทธศาสตร์ “Preparedness Union Strategy” (เมื่อ 26 มี.ค. 2568) ส่งเสริมให้ประชาชนในชาติต่าง ๆ เตรียมเสบียงและสิ่งของจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือภัยธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทหาร

อังกฤษ: เปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” (เมื่อ 22 ต.ค. 2569) แนะประชาชนสำรองสิ่งของจำเป็นสำหรับ 3 วัน รับมือภัยธรรมชาติ ไฟฟ้าดับ และการโจมตีทางไซเบอร์

เยอรมนี: หน่วยงานคุ้มครองพลเรือนแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินสูงสุดถึง 10 วัน

สวีเดน & นอร์เวย์: เผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อม “In Case of Crisis or War” และแนะนำให้ทุกครัวเรือนพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 7 วัน

เนเธอร์แลนด์: ดำเนินแคมเปญ “Denk vooruit” (คิดล่วงหน้า) โดยหน่วยงาน NCTV รณรงค์ให้ประชาชนจัดเตรียมชุดฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง

เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก ฟินแลนด์ โปแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐเช็ก: ต่างออกคู่มือหรือรณรงค์โครงการรับมือวิกฤต (เช่น โครงการ 72 hodin ของเช็ก) ให้ประชาชนดูแลตนเองได้อย่างน้อย 3–7 วัน ก่อนที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐจะเข้าถึง

ออสเตรีย: เป็นประเทศที่แนะนำระยะเวลาสำรองเสบียงยาวนานที่สุดในยุโรป โดยแนะให้เตรียมพร้อมสำหรับ 14 วัน (2 สัปดาห์)

ญี่ปุ่น: ย้ำคำแนะนำให้ประชาชนสำรองเสบียง 3–7 วัน เพื่อรับมือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณร่องลึกนันไก (Nankai Trough) รวมถึงแผ่นดินไหวในกรุงโตเกียว และภัยจากการประทุของภูเขาไฟฟูจิ

สหรัฐอเมริกา & แคนาดา & ออสเตรเลีย: ส่งเสริมการจัดชุดฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงผ่านแนวทางของหน่วยงานจัดการฉุกเฉิน (เช่น FEMA ของสหรัฐฯ ผ่านเว็บไซต์ Ready.gov) ส่วนรายงานแผน FORTRESS ของสหรัฐฯ นั้น เป็นมาตรการทางทหารที่มุ่งให้ฐานทัพปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง 90 วัน ไม่ใช่คำสั่งให้ประชาชนทั่วไปตุนเสบียง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายประเทศยกระดับการเตือนภัย ไม่ได้มีเพียงความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการ "โจมตีทางไซเบอร์" ที่อาจชะงักระบบธนาคาร การชำระเงิน และการจ่ายไฟฟ้า รวมถึง "ภัยธรรมชาติ" ที่รุนแรงขึ้น การเตือนให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะแรก จะช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดก่อน

ทั้งนี้ แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า คำแนะนำเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากหลายประเทศมีแนวปฏิบัติและคู่มือเช่นนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2569 และไม่ได้เป็นการประกาศเตือนพร้อมกันด้วยเหตุผลเดียวกันทั้งหมด

ญี่ปุ่นประกาศใช้กฎหมายตั้ง "เมืองหลวงแห่งที่ 2" รองรับภารกิจโตเกียว-4 จังหวัดจ่อยื่นขอสถานะ

ญี่ปุ่นเริ่มบังคับใช้กฎหมายจัดตั้ง "เมืองหลวงแห่งที่สอง" เพื่อเป็นศูนย์กลางสำรองรองรับการทำงานของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของประเทศ หากกรุงโตเกียวเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ พร้อมกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง

โดยกำหนดเงื่อนไขให้จังหวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสามารถยื่นขอรับการรับรองได้ เบื้องต้นมี 4 จังหวัด ได้แก่ ฮอกไกโด ไอจิ โอซากา และฟุกุโอกะ ที่ผ่านคุณสมบัติขั้นต้นและเตรียมยื่นขอการรับรอง

กฎหมายจัดตั้ง "เมืองหลวงแห่งที่สอง" ของญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางสำรองรองรับภารกิจสำคัญของกรุงโตเกียว และกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากเขตเมืองหลวง เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ (30 ต.ค.) เปิดทางให้จังหวัดที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถยื่นขอรับการกำหนดสถานะดังกล่าวได้

กฎหมายฉบับนี้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลงจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ลงนามเมื่อหนึ่งปีก่อน ระหว่างพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือพรรค LDP ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กับพรรคร่วมรัฐบาลรายย่อยอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญอยู่ในเมืองโอซากา

พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นมีเป้าหมายปรับโครงสร้างการปกครองของโอซากาให้เป็นมหานครในรูปแบบคล้ายกรุงโตเกียว ด้วยการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ หรือ Special Wards

รัฐบาลญี่ปุ่นคาดว่าจะประกาศแนวทางพื้นฐานเกี่ยวกับการกำหนดสถานะเมืองหลวงแห่งที่สอง รวมถึงกรอบเวลาการพิจารณารับรองจังหวัดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในเดือนพฤศจิกายนนี้

ตามกฎหมาย เมืองหลวงแห่งที่สองมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลและภารกิจสำคัญของสังคมสามารถดำเนินต่อไปได้ หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกรุงโตเกียว อีกทั้งยังมุ่งกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นออกจากพื้นที่เขตเมืองหลวง เพื่อลดการกระจุกตัวของอำนาจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

จังหวัดที่ได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองหลวงสำรองจะมีสิทธิได้รับมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม

กฎหมายเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดจังหวัดที่มีสถานะเป็นเมืองหลวงสำรอง โดยพิจารณาจากคำร้องขอของแต่ละจังหวัด และไม่ได้จำกัดจำนวนเมืองหลวงสำรองไว้เพียงแห่งเดียว หมายความว่าอาจมีจังหวัดได้รับการรับรองมากกว่าหนึ่งแห่งได้

ขณะนี้มี 4 จังหวัดที่ประกาศความประสงค์จะยื่นขอรับสถานะดังกล่าว ได้แก่ จังหวัดฮอกไกโด ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น จังหวัดไอจิ ทางตอนกลาง จังหวัดโอซากา ทางตะวันตก และจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติกฎหมายลำดับรองเมื่อวันที่ 27 ต.ค. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับจังหวัดที่ต้องการได้รับสถานะเมืองหลวงแห่งที่สอง

เงื่อนไขสำคัญด้านเศรษฐกิจและประชากร ได้แก่ จังหวัดที่ยื่นขอต้องมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีคิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.1 ของจีดีพีทั้งประเทศ และต้องมีเมืองที่มีประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.2 ของประชากรญี่ปุ่นทั้งหมด

ในด้านการปกครอง จังหวัดผู้สมัครจะต้องดำเนินการปรับโครงสร้างเมืองที่ได้รับการกำหนดให้เป็นเมืองสำคัญโดยรัฐบาลกลาง ให้เป็นเขตปกครองพิเศษ หรือจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเทศบาลเมืองกับจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานและการประสานภารกิจต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กฎหมายลำดับรองยังกำหนดว่า เมืองหลวงสำรองจะต้องตั้งอยู่นอกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายรุนแรงจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบริเวณกรุงโตเกียว หรือจากการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น และตั้งอยู่คร่อมพื้นที่จังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซูโอกะ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว

มิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารว่า หากทั้ง 4 จังหวัดยื่นคำขอและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ก็จะได้รับการกำหนดสถานะเมืองหลวงแห่งที่สองทั้งหมด

การจัดตั้งระบบเมืองหลวงสำรองถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายศูนย์กลางการบริหารและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ลดการพึ่งพากรุงโตเกียวเพียงแห่งเดียว และเตรียมความพร้อมให้ประเทศสามารถดำเนินภารกิจสำคัญต่อไปได้ หากเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวง.

ที่มา KYODO NEWS / Japan Today