เกิดเหตุสลดในประเทศญี่ปุ่น หลังรถไฟชนกลุ่มคนงานบริเวณ สถานีชิน-คานุมะ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ขณะที่ทางการเร่งตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.46 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น หรือ 01.46 น. GMT ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ขณะที่กลุ่มคนงานกำลังปฏิบัติหน้าที่กำจัดวัชพืชบริเวณรางรถไฟ
เมื่อเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ พบคนงาน 3 รายติดอยู่ใต้ขบวนรถไฟ ขณะที่อีก 1 รายอยู่บนชานชาลา ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการช่วยเหลือและตรวจสอบพื้นที่ แต่ทั้งหมดเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัทผู้ให้บริการรถไฟจำเป็นต้อง ระงับการเดินรถบนสายโทบุ นิกโกะ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการในจุดเกิดเหตุ
ผู้โดยสารรายหนึ่งบนขบวนรถไฟให้ข้อมูลกับสถานีโทรทัศน์ NHK ว่า ก่อนรถไฟจะหยุดฉุกเฉิน เขาได้ยิน “เสียงแปลกๆ” จากนั้นผู้โดยสารต้องติดอยู่บนขบวนรถไฟเป็นระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ประกาศว่ากำลังตรวจสอบเสียงดังกล่าว
รายงานระบุว่า รถไฟที่เกิดเหตุเป็น ขบวนรถด่วนพิเศษ ซึ่งเป็นรถไฟที่มีความเร็วสูงเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจากรถไฟชินคันเซ็น หรือรถไฟหัวกระสุน
ด้านหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun รายงานว่า โดยปกติบริเวณที่มีคนงานปฏิบัติงานบนราง จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ใกล้เคียงเพื่อคอยแจ้งเตือนเมื่อมีรถไฟกำลังเข้าใกล้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวังหรือไม่
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุ รวมถึงตรวจสอบขั้นตอนด้านความปลอดภัยในการทำงานบนราง
เหตุรถไฟชนจนมีผู้เสียชีวิตถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในญี่ปุ่น แม้ประเทศจะมีเครือข่ายรถไฟขนาดใหญ่และมีผู้ใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC นำคณะลงพื้น เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, ให้กำลังกำลังพลแนวหน้า และมอบสิ่งของจำเป็นแก่หน่วยทหาร โดยมีพันเอก ธานินทร์ ดมหอม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี (ผบ.ฉก.2 กกล.สุรนารี) ให้การตอนรับ ซึ่ง ฉก.2 รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 170 กิโลเมตร ซึ่งการสู้รบที่ผ่านมา เราสามารถควบคุมสถานการณ์ที่สำคัญ ๆ ไว้ได้
พร้อมรายงานสถานการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ขณะนี้ว่า หลังผ่านการสู้รบที่ผ่านมา แน่นอนว่า ต่างฝ่ายต่างมีบทเรียน ต่างฝ่ายต่างสร้างที่มั่นแข็งแรง และยังมีการยั่วยุ เช่น การทำคอนเทนต์ สร้างสถานการณ์ เพื่อไปรายงานออกไปอีกแบบหนึ่ง เช่น การยิงปืน เพื่อสร้างเสียง หรือกำลังพลที่ถูกนำเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ที่หน้าแนวใหม่ ซึ่งเป็นกำลังพลทดแทน ที่มักจะเสียวินัย ซึ่งตอนนี้เรานิ่ง แต่การนิ่งของเราคือ การพร้อมรบ “เพราะถ้าเปิดมา รอบหน้า ก็ยิ่งเจ็บหนักกว่าเดิม ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณปราสาทตาเมือนธมปัจจุบัน กัมพูชามีการปรับปรุงฐานที่มั่นความแข็งแรง และมีการนำอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนบินเข้ามาในพื้นที่ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายไทย อีกทั้งมีการขุดบังเกอร์ในโรงจอดรถถังด้วย รวมไปถึงมีการติดตั้งปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง หรือ ปืน ปรส.หันมาทางปราสาทตาเมือนธม
อย่างไรก็ตามฝ่ายไทย ได้ติดตามความเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามด้วยการเฝ้าตรวจทุกวัน หรือได้รับภาพจากหน่วยเหนือ รวมไปถึงการติดตามจากสื่อ ซึ่งมีทั้งข่าวจริง และข่าวปลอม ซึ่งต้องนำมาประมวล โดยในช่วงเวลาอันใกล้นี้ฝ่ายกัมพูชาได้มีการแจ้งมายังฝั่งไทยว่า จะมีการทำลายวัตถุระเบิดครั้งใหญ่ ระยะลึกเข้าไปจากแนวประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งเราก็จะพยายามคอยเข้าฟังว่า เกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีรายงานว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาการฝึกซ้อมกำลังพลของทหารกัมพูชา
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะ JIC ได้เดินตรวจเยี่ยมบริเวณรอบปราสาทตามเมืองธม ก็พบว่า ทหารกัมพูชาได้ตั้งฐาน พร้อมขึงสแลนสีดำอยู่ไม่ไกลจากตัวปราสาทฯ ประมาณ 50 เมตร และทหารกัมพูชาได้มีการส่องกล้อง และถ่ายภาพคณะ ขณะเดินเยี่ยมชมปราสาทฯ
เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือตอนบนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแล ได้ออกมาตรการช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนประชาชนในการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังประสบภัย
ล่าสุด ธอส. ออก “มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2569” รวม 7 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การลดภาระหนี้ การพักชำระหนี้ ไปจนถึงสินเชื่อสำหรับซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ โดยรัฐบาลขอย้ำว่า ความช่วยเหลือไม่ได้จำกัดเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ แต่ครอบคลุมถึงลูกค้าที่มีสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญทั้งความเสียหายจากภัยพิบัติและภาระทางการเงินในเวลาเดียวกัน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับลูกหนี้ NPL ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และไม่ต้องชำระเงินงวด ส่วนลูกหนี้ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ สามารถประนอมหนี้ได้นานสูงสุด 1 ปี โดยในช่วง 6 เดือนแรกคิดอัตราดอกเบี้ย 0% และชำระเงินงวดเพียงเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเงินงวดดังกล่าวจะนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด
“จุดสำคัญที่รัฐบาลต้องการเน้นย้ำคือ หากที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลังและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติหรือลูกหนี้ NPL ธอส. จะพิจารณาปลอดหนี้ในส่วนของราคาอาคารเป็นรายกรณี โดยผู้กู้จะผ่อนชำระต่อเฉพาะหนี้ในส่วนของราคาที่ดินคงเหลือ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระของประชาชนที่ต้องสูญเสียบ้านจากภัยพิบัติ ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ในส่วนของตัวอาคารที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้กู้ที่มีกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยซึ่งมีความคุ้มครองภัยธรรมชาติกับบริษัทประกันภัยที่ธนาคารจัดให้ ธอส. ยังมีช่องทางพิจารณาสินไหมแบบเร่งด่วน หรือ Fast Track โดยผู้เอาประกันสามารถใช้ภาพถ่ายความเสียหายประกอบการแจ้งเคลม และรับค่าสินไหมตามความเสียหายจริงไม่เกิน 20,000 บาท ทั้งนี้ เป็นไปตามรายละเอียดและเงื่อนไขของกรมธรรม์
รัฐบาลจึงแนะนำประชาชนที่ได้รับความเสียหายและมีกรมธรรม์ที่เข้าเงื่อนไข ให้บันทึกภาพตัวบ้าน รวมถึงบริเวณและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายไว้เป็นหลักฐานก่อนเริ่มเก็บกวาดหรือทำความสะอาด หากสามารถดำเนินการได้โดยปลอดภัย เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเคลมและช่วยให้กระบวนการพิจารณาสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
“รัฐบาลเข้าใจดีว่าสำหรับผู้ประสบภัย การสูญเสียบ้านไม่ได้หมายถึงเพียงความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูชีวิต จึงต้องการให้ประชาชนทราบว่ามีมาตรการรองรับหลายระดับ แม้เป็นลูกหนี้ NPL ก็ยังสามารถขอรับความช่วยเหลือได้ ขอให้ผู้ได้รับผลกระทบติดต่อ ธอส. เพื่อให้ธนาคารพิจารณาความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี” นางสาวลลิดากล่าว
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สื่อไต้หวันรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวัน จับกุมตัวหญิงสัญชาติไทย อายุ 35 ปี อาชีพเป็นครูสอนมวยไทย ได้ที่สนามบินเกาสง เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังได้รับเบาะแสว่ามีการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยใช้วิธีการกลืนลงท้อง
จากการตรวจสอบพบว่า หญิงไทยรายดังกล่าว พบแคปซูลยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ในช่องท้องของผู้ต้องหา ซึ่งเป็น แคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 289.1 กรัม มูลค่าประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ที่หุ้มชั้นมาเป็นอย่างดี
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อช่วยให้ขับถ่ายยาเสพติดออกมาตามธรรมชาติ โดยใช้เวลานานถึง 10 วัน ในการขับถ่ายแคปซูลเฮโรอีนออกมาครบทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงส่งตัวผู้ต้องหาให้สำนักงานอัยการเขตเกาสงดำเนินคดีตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยอัยการมีคำสั่งฟ้องเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และศาลมีคำสั่งฝากขังต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา 19 ส.ค. นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเกิดขึ้นเพียง 5 เดือนหลังจากหนี้ของประเทศเพิ่งแตะ 39 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม สวัสดิการสังคม และภาระดอกเบี้ยที่ขยายตัว
ตัวเลขหนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนี้เพิ่งทะลุระดับ 38 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 39 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และล่าสุดแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม
ปัจจัยสำคัญมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้จากการจัดเก็บภาษี โดยงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับ กระทรวงกลาโหม ประกันสังคม Medicare และการชำระดอกเบี้ยหนี้ ซึ่งกินสัดส่วนเพิ่มขึ้นของงบประมาณรัฐบาลกลาง
สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนความท้าทายของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องบริหารสมดุลระหว่างการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภค
คุช เดไซ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดการสูญเปล่า การฉ้อโกง และการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาล พร้อมเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อปรับอัตราส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ให้อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังส่งผลต่อชาวอเมริกันโดยตรง โดยเฉพาะ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ ขณะที่ภาคธุรกิจมีเงินสำหรับลงทุนลดลง ซึ่งอาจกดดันค่าจ้างและทำให้สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น
ไมเคิล เอ. ปีเตอร์สัน ซีอีโอของ Peter G. Peterson Foundation กล่าวว่า หากสหรัฐฯ ต้องการยกระดับมาตรฐานการครองชีพทั้งในปัจจุบันและสำหรับคนรุ่นต่อไป ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องนำประเทศไปสู่เส้นทางการเงินการคลังที่สามารถรองรับได้และมีความยั่งยืนมากขึ้น
หนี้สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หยุดชะงัก รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัว ทั้งในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรกและรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน
นอกจากนี้ การผ่านกฎหมายลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อสถานะทางการคลังของประเทศ
ด้าน มาร์กาเร็ต สเปลลิงส์ ประธานและซีอีโอของ Bipartisan Policy Center เตือนว่า หนี้รัฐบาลกลางกำลังเพิ่มต้นทุนการดำรงชีวิตและเบียดบังงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายและการลงทุนด้านอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของชาวอเมริกันในระยะยาว
เธอยังระบุว่า แนวทางการเงินการคลังของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงจาก AI ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือสงครามระดับโลก อาจทำให้ปัญหาหนี้กลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังมี เพดานหนี้ (Debt Ceiling) ซึ่งเป็นข้อจำกัดตามกฎหมายเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลกลาง โดยสภาคองเกรสมีอำนาจในการเพิ่ม ระงับ หรือยกเลิกเพดานดังกล่าว
Bipartisan Policy Center คาดการณ์ว่า สหรัฐฯ อาจแตะเพดานหนี้ที่ระดับ 41.1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงปลายฤดูหนาวถึงกลางฤดูร้อนปี 2027 ซึ่งจะทำให้สภาคองเกรสต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะเพิ่มหรือระงับเพดานหนี้หรือไม่
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจาก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สถานะทางการคลังของสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการควบคุมระดับหนี้และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
© 2011 - 2026 Thai LA Newspaper 1100 North Main St, Los Angeles, CA 90012