ข่าว
อิหร่าน ประกาศกร้าว ตอบโต้ สหรัฐฯ ขั้นทำลายล้าง หลัง ทรัมป์ จ่อคว่ำบาตรหนักสุดในประวัติศาสตร์

วันนี้ 21 สิงหาคม 2026 ทางการอิหร่านออกมาประกาศกร้าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า การตอบโต้ต่อภัยคุกคามรอบใหม่จากสหรัฐอเมริกาจะเป็นมาตรการในระดับการทำลายล้าง ภายหลังจากที่ฝั่งวอชิงตันให้คำมั่นว่าจะบังคับใช้มาตรการลงโทษทางการเงินที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อโค่นล้มผู้นำของอิหร่าน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตนจะเตรียมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการคว่ำบาตรชุดใหม่ในวันจันทร์นี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับคำเตือนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงสำหรับทุกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือแก่อิหร่านไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม

ด้านกองทัพอิหร่านไม่นิ่งนอนใจ โดยพลตรี อาลี อับดอลลาฮี เสนาธิการกองทัพอิหร่าน ออกมาแถลงว่า การตอบโต้จากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินไปอย่างกว้างขวางและเด็ดขาดที่สุด สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานคำกล่าวของอับดอลลาฮีว่า กองกำลังติดอาวุธมีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ การป้องกันภัยทางอากาศ และระบบไซเบอร์ พร้อมที่จะปราบปราม ลงโทษ และทำลายล้างภัยคุกคามจากศัตรูอย่างรุนแรง

ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และผู้เจรจาหลักในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับสหรัฐฯ มองว่า ท่าทีของวอชิงตันในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่สามารถเอาชนะอิหร่านผ่านการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงได้ โดยกาลีบาฟได้กล่าวระหว่างเยือนประเทศอิรักว่า อิหร่านจำเป็นต้องวางแผนรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรที่ไม่เป็นธรรม พร้อมกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังดำเนินสงครามทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสงครามทางความคิด

ในฝั่งของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เบสเซนต์ระบุว่ามาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ไม่ควรส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แม้ว่าในวันศุกร์ราคาน้ำมันจะทรงตัวแต่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันจากความกังวลด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย โดยราคาน้ำมันเพิ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสามสัปดาห์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังมีกระแสข่าวการใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อกดดันให้อิหร่านยุติความขัดแย้งที่ทำให้ปริมาณน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต้องติดค้าง

เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า ตนไม่มั่นใจว่าเหตุใดราคาน้ำมันจึงปรับตัวสูงขึ้นจากประเด็นนี้ เนื่องจากความกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบหมายความว่าจะไม่มีการเปิดฉากใช้กำลังทหารครั้งใหญ่เกิดขึ้น เขายังระบุเพิ่มเติมถึงยุทธศาสตร์ "การโจมตีสองจังหวะ" ซึ่งประกอบด้วยการรื้อฟื้นการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า "เราจะโค่นล้มระบอบนี้ ถึงเวลาแล้วที่พันธมิตรของเราและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะต้องตัดสินใจ"

สถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อการเดินเรืออย่างรุนแรง โดยข้อมูลจาก Kpler ผู้ให้บริการติดตามเรือระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามีเรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียง 7 ลำเท่านั้น ซึ่งลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของวันก่อนหน้า และลดลงอย่างมหาศาลหากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามที่มีเรือใช้งานมากกว่า 130 ลำต่อวัน โดยก่อนหน้านี้ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิหร่านเคยบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันมาแล้วสองครั้งในเดือนเมษายนและมิถุนายน เพื่อฟื้นฟูการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซและยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเกือบครึ่งปี แต่ข้อตกลงทั้งสองครั้งกลับล้มเหลวลงอย่างรวดเร็ว

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ จะไม่สามารถสั่นคลอนความมุ่งมั่นของประชาชนชาวอิหร่านในการปกป้องเอกราช ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของชาติได้ แม้ว่าประเทศจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 50 ปีนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และประชาชนกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ค่าเงินอ่อนค่า การขาดแคลนพลังงาน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงครามก็ตาม

ชาวไทยในสหรัฐฯ แห่รับ “เนเน่ รอยัล” คึกคัก-จัด“ไลฟ์ปาร์ตี้” เชียร์วันโชว์

ชาวไทยในสหรัฐฯ ถือ ป้ายต้อนรับ “เนเน่ รอยัล” ไปแข่ง America’s Got Talent (AGT) ที่สนามบินนครลอสแอนเจลิสคึกคัก “เนเน่ รอยัล” ตื่นเต้นดีใจยืนยันจะโชว์เต็มความสามารถ ขณะที่ชุมชนไทยในสหรัฐฯ จัดรณรงค์เชิญชวนไทย ชาวอเมริกัน และชาวต่างชาติเชียร์กันทุกรัฐ พร้อมจัดจุด”ไลฟ์ปาร์ตี้” วันที่”เนเน่ รอยัล” โชว์ 25 ส.ค. ตามสถานที่ต่างๆ และแจกโปสการ์ด”เนเน่ รอยัล” พร้อมลายเซ็นต์ ย้ำขอให้โหวตกันตามกติกา

น.ส.รัตติกานต์ คำออย หรือแพรว หรือ “เนเน่ รอยัล” ศิลปินวัย 16 ปี ที่ได้รับการกล่าวขานเป็นร็อคสตาร์สาวรุ่นใหม่ดังระดับโลก จากการเข้าแข่งขัน รายการ America’s Got Talent (AGT) 2026 ซีซีน 21 ผ่านถึงรอบสุดท้ายแสดงสด หรือ Live Show เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาตินครสอลแอนเจลิส (LAX) รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับประเทศไทยวันที่ 20 สิงหาคม เวลา 07.30 น. ปรากฏว่า “เนเน่ รอยัล” และครอบครัวใช้เวลาผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินออกมาถึงบริเวณทางออก

ทันทีที่ออกจากประตูจุดตรวจศุลกากรเพื่อไปยังบริเวณจุดรอผู้โดยสาร นายคิด ฉัตรประภัย นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ได้เข้าไปมอบช่อดอกไม้ให้กับ “เนเน่ รอยัล” และมารดา จากนั้นพูดคุยแนะนำตัวพร้อมแจ้งให้ทราบว่า มีชาวไทยในสหรัฐฯมารอต้อนรับจำนวนมาก เมื่อทราบดังนั้น“เนเน่ รอยัล“ ถึงกับตื่นเต้นดีใจ และเมื่อเห็นชาวไทยถือป้่ายต้อนรับทำให้เผยรอยยิ้มตลอดเวลา พร้อมกับกล่าวขอบคุณที่มาต้อนรับอย่างอบอุ่น และจะแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ จากนั้นชาวไทยที่ไปต้อนรับได้ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยบางส่วนช่วยเข็นรถขนกระเป๋าออกจากท่าอากาศยานนานาชาตินครลอสแอนเจลิส ไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังโรงแรมเดน่า พาสซาดินา ซึ่งเป็นสถานที่พักของผู้เข้าร่วมการแข่งขัน AGT ทุกคน

นายคิด ฉัตรประภาชัย นายกสมาคมไทย-อเมริกันแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ช่วงสายก่อนมาต้อนรับ “เนเน่ รอยัล” สมาคมร่วมกับผู้ชุมชนไทย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เพื่อหาแนวทางประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวไทย ชาวอเมริกัน และชาวต่างชาติในสหรัฐฯ ช่วยกันโหวตเชียร์ “เนเน่ รอยัล” ตอนนี้บัตรเข้าชมรายการ America’s Got Talent ((AGT) 2026 รอบ Live Show วันต่างๆ จนถึงวันที่ 25 สิงหาคม ที่”เนเน่ รอยัล” จะโชว์ความสามารถ คนจองกันเต็มหมดแล้ว ที่ผ่านมาชาวไทยในรัฐต่างๆ ได้ช่วยประชาชาสัมพันธ์๋และแนะนำการสมัครเข้าโหวต ตามร้านอาหาร วัด ตลาดและสถานที่ต่างๆ เพื่อเชิญชวนโหวตเชียร์ได้อย่างถูกต้องตามกกติกา และเชียร์ให้ “เนเน่ รอยัล” ประสบความสำเร็จได้เป็นแชมป์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มชาวไทยในรัฐต่างๆ ทั้งตามวัด ตลาดไทย ร้านอาหาร และชุมชนไทย ช่วยกันทำป้ายเชิญชวนเชิญเชียร์ “เนเน่ รอยัล” มีการนำคลิปการแสดงของ “เนเน่ รอยัล” มาเปิดให้ชาวอเมริกันและชาวต่างชาติได้ชมกันด้วย สำหรับชาวไทยในนครลอสแอนจเลิส ได้เตรียมจัด”จุดช่วยโหวต” วันที่ 22-23 สิงหาคม ที่วัดไทยนครลอสแอนเจลิส เพื่อให้คำแนะนำวิธีการสมัครเข้าไปโหวตกันเองอย่างถูกต้องโดยเฉพาะผู้สูงอายุ

นอกจากนี้วันที่ 25 สิงหาคม เป็นวันที่ “เนเน่ รอยัล” ขึ้นเวทีแสดง และมีการถ่ายทอดสดผ่านเครือข่าย NBC ชุมชุนจะจัด “ไลฟ์ปาร์ตี้” ตามจุดต่างๆ รวมทั้งในย่านไทยทาวน์ ถนนฮอลลีวูด เพื่อให้คนได้มาชมและเชียร์ร่วมกัน พร้อมกันนี้มีการจัดพิมพ์โปสการ์ดพร้อมลายเซ็นต์ของ “เนเน่ รอยัล” ที่ไม่เคยแจกที่ไหนมาก่อน โดยพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ แจกที่วัดไทย และจุดต่างๆ โดยเน้นให้ทุกคนโหวตเชียร์ตามกติกา.


สหรัฐลดซ้อมรบสะเทือนเกาหลีใต้ เปิดทางเกาหลีเหนือเพิ่มอำนาจต่อรอง...

การยุติการซ้อมรบร่วมสหรัฐ-เกาหลีใต้ก่อนกำหนด สร้างความกังวลต่อความมั่นคงของเกาหลีใต้ และความเชื่อมั่นต่อพันธมิตร ขณะที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และกระชับสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน ทำให้การลดซ้อมรบครั้งนี้อาจกลายเป็นแต้มต่อของรัฐบาลเปียงยาง ในการเจรจากับรัฐบาลวอชิงตัน...

การซ้อมรบประจำปีระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ “อุลชี ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield) ยุติลงอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 21 ส.ค. หลังดำเนินการไปเพียงครึ่งหนึ่งของกำหนดการเดิม ท่ามกลางคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ต้องการให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการซ้อมรบลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการซ้อมรบที่ “ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์” ต่อเกาหลีเหนือ และมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับสหรัฐ

การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับเกาหลีใต้ ซึ่งไม่ได้รับทราบล่วงหน้าว่า ทรัมป์จะสั่งลดระดับการซ้อมรบ ขณะที่นายโช ฮยอน รมว.การต่างประเทศเกาหลีใต้ พยายามอธิบายว่า เป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความเห็นพ้องระหว่างสองประเทศ แต่ยอมรับว่า เกาหลีใต้ไม่ทราบเจตนาของทรัมป์มาก่อน...

การซ้อมรบครั้งนี้มีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมราว 18,000 นาย และกำลังพลจากประเทศพันธมิตรของสหรัฐอีก 11 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งตามกำหนดเดิมจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 ส.ค. การลดระดับการซ้อมรบจึงสร้างความกังวล ต่อทั้งเกาหลีใต้และพันธมิตรอื่นของสหรัฐในภูมิภาค โดยเฉพาะญี่ปุ่นและไต้หวัน ซึ่งพึ่งพาหลักประกันด้านความมั่นคงจากรัฐบาลวอชิงตัน...

สำหรับเกาหลีใต้ การซ้อมรบร่วมถือเป็นหัวใจสำคัญของพันธมิตรด้านความมั่นคง และเป็นสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาสหรัฐในการปกป้องเกาหลีใต้จากเกาหลีเหนือ แม้ในอดีตโซลจะเคยสนับสนุนการลดหรือระงับการซ้อมรบ เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจากับรัฐบาลเปียงยางก็ตาม...

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจอย่างฉับพลันของทรัมป์ครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า สหรัฐอาจลดกำลังทหารราว 27,000 นายที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้เพิ่มเติม หรืออาจเปลี่ยนจุดยืนเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โดยไม่ปรึกษาพันธมิตร

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงยังถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นการค้าและภาระค่าใช้จ่ายของเกาหลีใต้ ในการสนับสนุนกองทัพสหรัฐ

ทรัมป์เคยวิจารณ์ว่า เกาหลีใต้จ่ายเงินราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 3.26 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการประจำการของทหารสหรัฐในประเทศนั้น “ไม่เพียงพอ” รวมถึงให้เร่งดำเนินการตามคำมั่นลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.43 ล้านล้านบาท) และยกเลิกการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐ อีกทั้งทรัมป์ยังไม่พอใจที่เกาหลีใต้ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเสียงเรียกร้องในเกาหลีใต้ให้ลดการพึ่งพาสหรัฐ และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องปรามตนเอง แม้รัฐบาลโซลยังยืนยันว่า การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองไม่จำเป็น และอาจกระทบต่อเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ...

ขณะที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ พยายามมองการลดซ้อมรบในแง่บวก โดยกล่าวชื่นชมการตัดสินใจของทรัมป์ว่า เป็นความพยายามอย่างรอบคอบเพื่อสร้างสันติภาพ พร้อมให้คำมั่นเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเห็นด้วยว่า เกาหลีใต้ควรรับผิดชอบด้านความมั่นคงของตนเองมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้เกาหลีเหนือมีอำนาจต่อรองมากขึ้น นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยเกาหลีเหนือเคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว 6 ครั้ง และมีขีดความสามารถในการติดหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยไกล ที่สามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐได้

ด้าน น.ส.คิม โย-จอง น้องสาวของคิมและหนึ่งในบุคคลทรงอิทธิพลของรัฐบาลเปียงยาง กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องที่ทรัมป์อ้างว่าได้รับการติดต่อจากผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลเปียงยางไม่มีความตั้งใจที่จะละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ และมองว่า การลดระดับการซ้อมรบของสหรัฐกับเกาหลีใต้ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง “นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์และเชิงรุก” ของวอชิงตัน

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซียและจีน โดยเฉพาะการสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน ทั้งการส่งกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และกำลังพลหลายพันนาย ทำให้กองทัพเกาหลีเหนือมีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์การรบสมัยใหม่ รวมถึงการใช้โดรนในสนามรบ

แม้ทรัมป์อ้างว่า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายคิม จอง-อึน และคาดว่าจะพบกันอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังไม่เชื่อว่า การประชุมสุดยอดครั้งใหม่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ โดยเฉพาะหากสหรัฐยังยืนกรานให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ และรัฐบาลเปียงยางยืนกรานว่า อาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันด้านความมั่นคง และเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของประเทศ.

เครดิตภาพ : REUTERS...
FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

FBI ของสหรัฐฯ จับกุมตัวหญิงสาวชาวนิวยอร์กรายหนึ่ง ในข้อหาวางแผนวางระเบิดโจมตีอาคารรัฐสภานิวยอร์ก โดยเธอมีแนวคิดสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างกลุ่มรัฐอิสลาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ส.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าจับกุมตัว น.ส.เจสซิกา โบวี อายุ 35 ปี จากเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก ในข้อหาให้การสนับสนุนแก่พรรคพวกหรือองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ หลังพบว่าเธอวางแผนจะวางระเบิดอาคารรัฐสภาประจำรัฐนิวยอร์ก เพื่อสังหารเหล่านักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา

โบวีตกเป็นเป้าหมายการสืบสวนของเจ้าหน้าที่และสายข่าวของ FBI ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) โดยเธอสารภาพว่าเลือกอาคารรัฐสภาประจำรัฐเป็นเป้าหมายเพราะโจมตีง่ายกว่าทำเนียบขาว โดยเธอเดินทางไปลาดตระเวนและสำรวจพื้นที่อย่างน้อย 5 ครั้ง พร้อมวางแผนจะซ่อนระเบิดไว้ในกระเป๋าเก็บความร้อนสำหรับส่งอาหาร

เจ้าหน้าที่ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกไอซิส มอบเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐให้เธอไปซื้อตะปูจากร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง Home Depot เพื่อใช้ทำเป็นสะเก็ดระเบิด โดยในวันพุธ (19 ส.ค.) โบวีถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางเป็นระเบิดปลอม ปืนชำรุด (ซึ่งเจ้าหน้าที่สายลับจัดหาให้) มีด และจดหมายแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่ม IS

เอกสารคำฟ้องระบุว่า โบวีเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อราว 5 ปีก่อน เป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มักโพสต์ข้อความต่อต้านอเมริกัน และสรรเสริญเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544 จนถูกระงับบัญชีในหลายแพลตฟอร์ม เธอยังเคยประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอซิสด้วย

ด้านนาง เคที โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ออกมาขอบคุณความร่วมมือของ FBI และตำรวจรัฐนิวยอร์ก พร้อมเน้นย้ำว่าทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัย ณ อาคารรัฐสภาและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความรุนแรงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น

แพ้คดี! "เจ้าชายแฮร์รี่-เซอร์เอลตัน จอห์น-ลิซ เฮอร์ลีย์" ศาลสั่งจ่ายเงินให้ "เดลีเมล์" 9.5 ล้านปอนด์ ลุ้นจ่ายเพิ่มอีก 25 ล้านปอนด์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.69 สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่และบุคคลสำคัญอีก 6 คน ได้รับคำสั่งจากศาลให้ชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเบื้องต้นจำนวน 9.54 ล้านปอนด์ หรือราว 420 ล้านบาท ให้แก่สำนักพิมพ์เดลีเมล์ หลังจากแพ้คดีละเมิดความเป็นส่วนตัวในศาลสูงของอังกฤษ

ผู้ฟ้องร้องทั้ง 7 คน ซึ่งรวมถึงเซอร์เอลตัน จอห์น และลิซ เฮอร์ลีย์ จะต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และอาจต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกสูงสุด 25 ล้านปอนด์ในภายหลัง ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของบริษัทแอสโซซิเอทเต็ดนิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่อยู่เบื้องหลังเดลีเมล์

กลุ่มผู้ฟ้องร้องทั้ง 7 คนยื่นฟ้องบริษัทแอสโซซิเอทเต็ดนิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด โดยกล่าวหาว่าสำนักพิมพ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่นมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผู้พิพากษานิคคลินมีคำพิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหาของผู้ฟ้องร้อง โดยระบุว่าบุคคลสาธารณะทั้ง 7 คนไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่นำเสนอต่อศาลได้

ผู้พิพากษายังมีคำสั่งพิเศษให้เจ้าชายแฮร์รี่และผู้ฟ้องร้องรายอื่นร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่บริษัทสำนักพิมพ์ต้องเสียไป ซึ่งอาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 34.5 ล้านปอนด์ เนื่องจากแนวทางการดำเนินคดีของฝ่ายผู้ฟ้องร้อง รวมถึงข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่า ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทเคยให้การเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนสาธารณะเลเวสัน

เจ้าชายแฮร์รี่และผู้ฟ้องร้องอีก 6 คน ซึ่งรวมถึงเซอร์เอลตัน จอห์น มีเวลาจนถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

ผู้พิพากษายังวินิจฉัยว่าค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของบริษัทแอสโซซิเอทเต็ดนิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด ควรถูกกำหนดตามหลักการชดเชย ซึ่งเป็นแนวทางที่เอื้อประโยชน์ต่อสำนักพิมพ์มากกว่าในแง่ของจำนวนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในส่วนที่ศาลมีคำสั่งไว้ก่อนหน้านี้

คำสั่งศาลเมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซ็กซ์ ประกาศแผนการเดินทางกลับสหราชอาณาจักรพร้อมพระโอรสและพระธิดา ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี พระชนมายุ 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบธ พระชนมายุ 5 ปี ซึ่งมีกำหนดเข้าเรียนในเดือนกันยายน

ผู้ฟ้องร้องทั้ง 7 คนที่ได้รับคำสั่งให้ชำระเงินเบื้องต้นจำนวน 9.5 ล้านปอนด์ ได้แก่ เจ้าชายแฮร์รี่ เซอร์เอลตัน จอห์น เดวิด เฟอร์นิช สามีของเซอร์เอลตัน จอห์น เซอร์ไซมอน ฮิวจ์ส ซาดี ฟรอสต์ ลิซ เฮอร์ลีย์ และบารอนเนสโดรีน ลอว์เรนซ์

ระหว่างการพิจารณาคดี มีพยานหลายสิบคนขึ้นให้การต่อศาล รวมถึงเจ้าชายแฮร์รี่และผู้ฟ้องร้องรายอื่น โดยดยุกแห่งซัสเซ็กซ์เดินทางจากสหรัฐอเมริกามาร่วมการพิจารณาคดีด้วยพระองค์เอง

ขณะเดียวกัน นักข่าวและผู้บริหารของบริษัทแอสโซซิเอทเต็ดนิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด ทั้งในปัจจุบันและอดีตหลายคน ได้ขึ้นให้การต่อศาลและปฏิเสธว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องร้องกล่าวหา

หลังศาลมีคำพิพากษาเมื่อเดือนที่แล้ว เจ้าชายแฮร์รี่และบารอนเนสโดรีน ลอว์เรนซ์ ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องอีกรายและเป็นสมาชิกสภาขุนนางอังกฤษ โดยบุตรชายของเธอคือ สตีเฟน ถูกฆาตกรรมในปี 1993 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน

ทั้งสองระบุว่า พวกเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อแสวงหาความยุติธรรมและความรับผิดชอบ แต่ท้ายที่สุดกลับไม่ได้รับทั้งสองสิ่ง พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการปกปิดความผิดอย่างชัดเจนและสมบูรณ์ แม้จะรู้สึกเสียใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ด้านบริษัทแอสโซซิเอทเต็ดนิวส์เปเปอร์ส ลิมิเต็ด ได้เรียกร้องให้ผู้ฟ้องร้องชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเบื้องต้นมากกว่า 9.9 ล้านปอนด์ ก่อนที่จะมีการพิจารณาในอนาคตเพื่อกำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่แท้จริงโดยละเอียด

อย่างไรก็ตาม ทนายความของฝ่ายผู้ฟ้องร้องโต้แย้งว่า จำนวนเงินชดเชยเบื้องต้นที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 7.9 ล้านปอนด์เท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษานิคคลินมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องร้องชำระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเบื้องต้นภายในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ขณะที่ทั้ง 7 คนยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในวันที่ 2 ตุลาคม 2569