ธรรมะสมสมัย

หลวงพ่อไสว ชมไกร



วิเคราะห์ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม

เมื่อที่ดินกลายเป็นข้อพิพาท ? ช่วงนี้ กระแสข่าวกรณี “ป้าดา ชมมณี – ข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม” สามารถถอดบทเรียนได้ลึกกว่าการถามเพียงว่า “ใครถูก–ใครผิด” เพราะแก่นของเรื่องอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง กฎหมาย – สิทธิในทรัพย์สิน – เจตนาของผู้บริจาค – สถาบันศาสนา – ความศรัทธาของสังคม – และคุณธรรมของผู้เกี่ยวข้อง

บทเรียนธรรมะจากกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ที่กำลังเป็นข่าวจึงน่าสนใจไม่น้อย หากเรามองให้ลึกกว่าคำถามว่า “ใครเป็นเจ้าของ?” หรือ “ใครถูก ใครผิด?” เพราะเมื่อเรื่องหนึ่งเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ก็ต้องปล่อยให้หลักฐานและกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่

แต่ในมุมของธรรมะ ถามว่า “ในขณะที่เรากำลังรักษาสิทธิของเรา เรากำลังรักษาใจของเราไว้ด้วยหรือเปล่า?” นี่ต่างหาก คือบทเรียนที่ทุกคนสามารถนำกลับมาใช้กับชีวิตได้ ที่ดินผืนหนึ่ง...อาจมีค่ามากกว่าราคาที่ดิน สำหรับคนหนึ่ง ที่ดินอาจหมายถึงทรัพย์สินและมรดกของครอบครัว สำหรับอีกคน ที่ดินผืนนั้นอาจหมายถึงสถานที่ประกอบบุญ เป็นวัด เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน “ที่ดินผืนเดียวกัน” แตกต่างมุมมอง ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น เจตนาของผู้ให้...บางครั้งมีค่ากว่าทรัพย์ที่ให้ เรื่องนี้ยังทำให้เรานึกถึง “เจตนาของผู้ให้” ในชีวิตจริง คนรุ่นหนึ่งสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา แต่คนรุ่นต่อมาอาจต้องเป็นผู้ดูแลสิ่งนั้น

พ่อแม่สร้างบ้าน ลูกหลานรับมรดก คนหนึ่งถวายที่ดิน อีกคนหนึ่งเป็นผู้ดูแล ผู้หนึ่งเริ่มต้นด้วยศรัทธา แต่คนรุ่นหลังต้องรับผิดชอบต่อเจตนานั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่า “ของนี้เป็นของใคร?” แต่ควรถามด้วยว่า “คนที่มอบสิ่งนี้ไว้ เขาตั้งใจให้เกิดประโยชน์อะไร?”

กรรมสิทธิ์อาจส่งต่อได้ด้วยเอกสาร แต่เจตนารมณ์ส่งต่อได้ด้วยความสำนึกและคุณธรรม รักษาสิทธิได้ การมีสิทธิไม่ใช่เรื่องผิด การเรียกร้องความถูกต้องก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ธรรมะชวนให้เราระวังคือ วิธีการที่เราใช้ในการรักษาสิทธิ บางครั้งเริ่มต้นด้วยเหตุ “ฉันต้องการความยุติธรรม”

แต่เมื่อความโกรธเข้ามาปะปน คำว่า “ความยุติธรรม” อาจกลายเป็น “ฉันต้องชนะ” และในที่สุดก็กลายเป็นบาดแผลในใจของคนหลายรุ่น ทรัพย์สินอยู่กับเราไม่นาน...แต่ความขัดแย้งอาจอยู่กับลูกหลานนานกว่านานกว่าที่จะคาดเดา

พระพุทธศาสนาสอนเรื่อง อนิจจัง อยู่เสมอ บ้านเปลี่ยนเจ้าของ ที่ดินเปลี่ยนมือ คนรุ่นหนึ่งจากไป คนอีกรุ่นหนึ่งเข้ามา แม้แต่ร่างกายของเราก็ยังไม่ใช่ของเราตลอดไป แล้วเราจะยึดอะไรไว้จนถึงกับต้องเกลียดกัน? บางครั้งเรารักษาที่ดินไว้ได้ แต่สูญเสียพี่น้อง บางครั้งเราชนะคดี แต่แพ้ความสัมพันธ์ บางครั้งเราได้ทรัพย์สินกลับคืนมา แต่ไม่สามารถเอาความสงบของใจกลับคืนมาได้ วัดควรเป็นสถานที่ที่คนมาพบความสงบ ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพระสงฆ์และผู้บริหารวัด ศรัทธาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ก็ควรมี เอกสาร หลักฐาน และการจัดการที่รอบคอบ ควบคู่กันไป

ที่ดินทรัพย์สินของวัด หรือทรัพย์ที่มีผู้ถวายเพื่อพระพุทธศาสนา ควรจัดการด้วยความ รอบคอบ และตรวจสอบได้ เพราะวันหนึ่งข้างหน้า คนรุ่นหลังอาจต้องมาทะเลาะกันในเรื่องที่คนรุ่นก่อนโดยไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น การบริหารวัดที่ดีจึงไม่ใช่เพียงรักษาทรัพย์ของวัด แต่ต้องรักษาศรัทธาควบคู่ไป

ถ้าเป็นเรื่องกฎหมาย ก็ให้กฎหมายทำหน้าที่ ถ้าเป็นเรื่องเอกสาร ก็ให้หลักฐานเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าเป็นเรื่องความถูกต้อง ก็ให้ความจริงเป็นผู้ตัดสิน เพราะท้ายที่สุดแล้ว...คนที่เราโกรธ อาจไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต แต่ความโกรธที่เราเก็บไว้ อาจอยู่กับเราไปอีกนาน


ธรรมะฝากไว้

ธรรมะทำให้เรารู้ว่า เมื่อสิ่งนั้นเป็นของเราแล้ว เราควรใช้มันอย่างไรจึงไม่สร้างทุกข์ให้แก่ผู้อื่นและแก่ตัวเราเอง ถ้าใจมีเมตตา...พื้นที่เล็ก ๆ ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างกว้างขวาง ถ้าใจเต็มไปด้วยความยึดมั่น...แม้มีที่ดินกว้างใหญ่ ก็อาจไม่มีที่ว่างให้ความสงบสุขเลย

“ถ้าเป็นเรา เราจะรักษาความถูกต้องอย่างไร?” ธรรมะสบาย ๆ จากวัดพระธาตุทุ่งเศรษฐี รักษาสิทธิด้วยสติ รักษาความจริงด้วยปัญญา และรักษาหัวใจของกันและกันด้วยเมตตาไว้เป็นเครื่องค้ำจุนจรรโลงเถิด”

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดผ้าป่าถวายช่วย ค่าน้ำ - ค่าไฟ ตามสมควรแก่กำลัง เพื่อสั่งสมบุญถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อสนับสนุนวัดให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม โดย Donation check payable to "Buddhist Meditation Society" หรือ Wat Phrathat Thongsethi ส่งไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้นี้ 6763 East Avenue H. Lancaster CA 93535-7849 ส่วนท่านที่สะดวก Transfer money with Zelle ก็โอนด้วยเบอร์ (562) 249 - 3789 ขออนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ด้วย รูปขอจำเริญพร