ข่าว
“กอบศักดิ์” ชี้ “ทรัมป์” นำสหรัฐฯ เข้าสู่ยุค “Mr. VETO” สองปีหลังจากนี้ทำอะไรก็ยาก เจอศึกหนักทั้งนอก-ใน

วันที่ 4 พ.ย. 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองระดับโลกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเปิดเผยว่า ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างแน่ชัด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณการเมืองครั้งสำคัญด้วยการโพสต์รูปภาพหมวกที่สกรีนข้อความว่า “VETO” พร้อมกับ ดร.กอบศักดิ์ ยังให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า

จากนี้ไปคือยุค … Mr. VETO !!!

หลังจากทราบผลแน่ชัด ท่านประธานาธิบดี Trump ”VETO“ ทันที

ประกาศเจตนารมณ์ที่แน่ชัดว่า 2 ปีที่เหลือ … จะทำอะไร

โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลให้

”ศึกใน“ ของสหรัฐร้อนระอุ ผสมกับ “ศึกนอก” ที่ร้อนแรงพอกัน ยากจะสำเร็จการต่างๆ !!!

อำนาจวีโต้ (Veto) คืออะไร?

อำนาจวีโต้ (Veto) คือ อำนาจตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (มาตรา 1 หมวด 7) ที่มอบสิทธิ์ให้ "ประธานาธิบดี" สามารถ ปฏิเสธหรือระงับร่างกฎหมาย ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้วได้ ก่อนที่กฎหมายนั้นจะมีผลบังคับใช้

กระบวนการและกลไกการใช้อำนาจวีโต้

ส่งกลับพร้อมเหตุผล: ประธานาธิบดีไม่สามารถออกกฎหมายเองได้โดยตรง แต่หากไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายใด จะใช้อำนาจวีโต้เพื่อส่งร่างกฎหมายนั้นกลับไปยังสภาคองเกรส พร้อมระบุเหตุผลในการคัดค้าน

ตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances): อำนาจนี้จัดเป็นเครื่องมือสำคัญตามระบบการเมืองสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาคองเกรส) ออกกฎหมายที่ขัดกับแนวทางบริหารประเทศของฝ่ายบริหาร

การล้มคำสั่งวีโต้ (Veto Override): สภาคองเกรสยังคงมีโอกาสผลักดันกฎหมายนั้นต่อได้ แต่ทำได้ยากมาก เพราะต้องใช้คะแนนเสียงเห็นชอบ อย่างน้อย 2 ใน 3 จากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หากทำสำเร็จ ร่างกฎหมายนั้นจะประกาศใช้เป็นกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องมีลายมือชื่อของประธานาธิบดี

ทำไม “ทรัมป์” ถึงเลือกใช้อำนาจนี้?

คุมเกมการเมืองเมื่อสูญเสียเสียงข้างมาก: หลังการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) หากพรรคเดโมแครต (ฝ่ายตรงข้าม) ได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทรัมป์จะใช้ "สิทธิวีโต้" เป็นเกราะป้องกันสำคัญเพื่อปัดตกกฎหมายที่ขัดต่อแนวทางของเขา

สกัดกฎหมายฝ่ายตรงข้าม: ทรัมป์ต้องการส่งสัญญาณชัดเจนว่า กฎหมายใดๆ ที่พรรคเดโมแครตเสนอเข้ามาแล้วเขาไม่เห็นด้วย จะถูกตีกลับทันที

บีบให้เกิดการเจรจา: การใช้วีโต้ซ้ำๆ จะทำให้กฎหมายของฝั่งตรงข้ามหยุดชะงัก จนอีกฝ่ายต้องยอมถอยเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน (Bipartisan Compromise) ในการบริหารประเทศช่วง 2 ปีสุดท้าย

ผู้การแต้ม เดือด! ออกโรงป้อง โสภณ ซารัมย์ หวด สส.ส้ม ลั่นถ้าเป็นลูกหลานต้องตบปาก

4 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร จะเชิญ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าชี้แจง กรณีส่งหนังสือเวียนถึงประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ว่า เรื่องนี้เป็นการเล่นการเมืองเกินไปเพราะการที่ กมธ.ออกมาแถลงข่าวก็มีการประชุมกันอยู่แล้วว่า ต้นเรื่องที่แท้จริงต้องไปทำที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นผู้ออกหนังสือเวียนดังกล่าวว่า ขั้นตอนการเชิญหน่วยงานหรือบุคคลมาชี้แจงควรจะมีมติจาก กมธ. ย้ำว่า เลขาธิการสภาฯ เป็นต้นเรื่อง ซึ่งหลังจากมีการประชุมประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ ก็มีมติว่าจะให้เลขาธิการสภาฯ ไปศึกษาแนวทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับประธานสภาฯ ดังนั้น การออกมาแถลงข่าวกันเล่นการเมืองเกินไปและไม่สร้างสรรค์ ถามว่า หากเชิญประธานสภาฯ ถือว่าเป็นเกียรติมากใช่หรือไม่ หากท่านติดราชการไม่สามารถชี้แจงได้ ก็จะมองว่าไม่ให้ความร่วมมือใช่หรือไม่

เมื่อถามว่า นายโสภณ ยืนยันว่าจะไม่ไปใช่หรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่พูดตามหลักการ ส่วนจะไปไม่ไปก็อยู่ที่ตัวท่าน แต่ในเมื่อมาจากเรื่องที่มาจากเลขาธิการสภาฯ แล้วจะให้นายโสภณไปชี้แจงเรื่องอะไร

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ควรมาคุยกันหลังไมค์ก่อนหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ประธานสภาฯ พูดหลายครั้งแล้วว่าประชาธิปไตยหัวใจคือการเจรจา ถ้าเจรจาไม่ได้ก็ให้ลงมติ ถ้าลงมติแล้วก็ว่าไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นเวลาพูดอะไรไปต้องดูต้นเหตุและเรื่องด้วย ไม่ใช่มีอะไรก็กล่าวหาประธานสภาฯ ตนในฐานะที่ปรึกษาประธานสภาฯ ก็ไม่สบายใจกับการออกมาแถลงข่าวแบบนี้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านอาจจะไปยื่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ ละเว้นปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย ย้อนถามสื่อว่า “ละเว้นไหมละ” ถ้าตรวจสอบว่าท่านไม่ละเว้น ท่านจะรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าเป็นตนหากทำถูกต้องต้องตอบโต้ทุกอย่าง

เมื่อถามว่า วานนี้ (3 พ.ย.69) มีวาทกรรมว่าประธานสภาฯ เหมือนเป็นขี้ข้ารับใช้นาย พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ออกมาจากใคร คนที่พูดมีวุฒิภาวะหรือไม่ คุณเป็น สส.ผู้ทรงเกียรติ มีคุณวุฒิวัยวุฒิ การพูดแบบนี้เยาวชนได้ยินแล้วจะทำอย่างไร

"คำว่า ขี้ข้า เป็นการดูถูกและหมิ่นประมาทอย่างแรงถ้าเป็นโบราณสมัยก่อนการพูดไม่เคารพผู้ใหญ่แบบนี้ ใช้ไม่ได้ต้องลงโทษ เวลาประธานดำเนินการอะไรเรื่องกฎหมาย คุณกล่าวหาว่าผู้หลักผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่ความจริงแล้วเด็กก้าวร้าวมากกว่า ถ้าเป็นสมัยก่อนเป็นลูกเป็นหลานก็ต้องตบปาก" พล.ต.ต.วิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า นายโสภณได้ปรึกษาเรื่องการฟ้องกลับหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า ท่านเป็นประธานสภาฯ ก็ต้องใช้กฎหมาย บ้านเมืองสงบต้องจบด้วยกฎหมาย จึงเชื่อว่าท่านจะดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนท่านจะฟ้องกลับหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่ถ้ามาปรึกษาตนตนก็จะให้ฟ้อง

เมื่อถามว่า มองว่าที่ฝ่ายค้านออกมานอกจากการดิสเครดิตแล้วเป็นการปูทางไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวเพียงว่า “ไม่ทราบ ไม่รู้ใจเขา”


สะเทือนใจคนบริจาค ‘หนุ่ย พงศ์สุข’ โพสต์เศร้าเห็นของบริจาค ‘องค์กรทำดี’ ถูกทิ้งขว้างกลายเป็นกองขยะ ลั่นวงศ์ผู้ดีไม่ได้ดูดีอีกต่อไป

จากกรณีข่าวประเด็นร้อนเกี่ยวกับของบริจาคจำนวนมากของ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ถูกนำไปทิ้งขว้างจนกลายสภาพเป็นกองขยะ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมนั้น

ล่าสุด นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย) พิธีกรชื่อดังด้านไอที ผู้ผลิตคอนเทนต์ และนักธุรกิจ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเสียใจและผิดหวังต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เนื่องจากตนเองเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยประสานงานขอร่วมบริจาคและสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิมาโดยตลอด

ระบุข้อความว่า

ไม่อยากพูดนะตั้งแต่แรก แต่ต้องเขียนไว้ เพราะ…

มีเงิน 50,000.- ที่ผมทำมาได้จากรายการ The Voice®️แมชต์ for Charity เมื่อ 22 ธันวาคม 2024

… ทางรายการถามว่าให้ส่งมอบเข้ามูลนิธิใด ? … ผมตอบไปว่า “องค์กรทำดี”

…เป็นสิ่งที่ทำผมเสียใจในวันนี้ ที่ตัดสินใจในครั้งนั้น แบบนี้…

ข้าวของแจก ผมก็เคยขอ CP®️ให้จัดล็อตใหญ่ให้ตามที่แอดมินร้องขอมา

ตั้งแต่เกิดเรื่อง… ผมต่อสายคุยกับแอดมิน (ที่เลิกเป็นให้แล้ว) เพื่อเยียวยาจิตใจเธอ และต้องการความกระจ่าง

และเช้านี้…ผมตื่นมาเห็นภาพข่าว ว่าข้าวของบริจาคจำนวนมากมันไปกองเป็นกองขยะอยู่ที่ ที่ดิน ที่เจ้าของมูลนิธิ ฟอกเงินออกไปซื้อไว้

ภาพนี้… เศร้าว่ะครับ

องค์กรทำดี … ไม่ได้ทำดี

วงศ์ผู้ดี … ไม่ได้ดูดีอีกต่อไป

ต่อไปนี้ให้กฎหมายได้ทำงานครับ


เตือนสติสายบุญ! เกลือ กิตติ ขออย่าให้ใครมาทำลาย ความงดงามของจิตใจผู้ให้ แม้เงินบริจาคไปไม่ถึงเป้าหมาย

4 พฤศจิกายน 2569 เกลือ กิตติ เชี่ยววงศ์กุล หรือ "เกลือ เป็นต่อ" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าให้สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง มาทำลายความงดงามของเจตนาในวันนั้น

ถึงทุกคนที่เคยบริจาคเงินด้วยความตั้งใจอยากช่วยเหลือผู้อื่น

ผมอยากบอกว่า อย่าเพิ่งเสียใจหรือรู้สึกว่าความดีของตัวเองสูญเปล่าไปนะครับ

เพราะในวันที่คุณตัดสินใจบริจาค คุณไม่ได้ทำไปเพราะหวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้ทำเพื่อชื่อเสียง แต่ทำเพราะคุณเห็นความทุกข์ของใครบางคน แล้วอยากให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น

ความเมตตานั้นเกิดขึ้นแล้ว ความปรารถนาดีนั้นเกิดขึ้นแล้ว และหากมองในแง่ของบุญที่เกิดจากเจตนา บุญของคุณก็เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีที่คุณตั้งใจให้

ต่อให้วันหนึ่งเราพบว่าเงินที่บริจาคไปไม่ได้ถูกนำไปใช้อย่างที่เราคาดหวัง ก็ไม่ได้หมายความว่าเจตนาดีของเราจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า

เราอาจเสียใจได้ ผิดหวังได้ โกรธได้ และมีสิทธิ์เรียกร้องให้เกิดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

แต่ขออย่างหนึ่ง…

อย่าให้การกระทำของคนอื่น ทำให้เราหมดศรัทธาในความดีของตัวเอง

เพราะสิ่งที่คุณมอบให้ในวันนั้น ไม่ใช่แค่เงินจำนวนหนึ่ง แต่คือความหวังดีที่มนุษย์คนหนึ่งมีต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง

และไม่มีใครย้อนเวลากลับไปลบความงดงามของจิตใจคุณในวันนั้นได้

เงินอาจไปไม่ถึงปลายทางที่เราตั้งใจ แต่ความดีในใจของผู้ให้ ไม่ได้หายไปไหนเลย

สร้างประวัติศาสตร์! อับดุล เอล-ซาเยด คว้าชัยมิชิแกน เป็น สว.มุสลิมคนแรกของสหรัฐฯ

สร้างประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง เมื่อ อับดุล เอล-ซาเยด (Abdul El-Sayed) แพทย์และนักการเมืองสายก้าวหน้า วัย 42 ปี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากรัฐมิชิแกน หลังเอาชนะ ไมค์ โรเจอร์ส (Mike Rogers) ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ส่งผลให้เขากลายเป็นวุฒิสมาชิกมุสลิมคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

เอล-ซาเยด ประกาศชัยชนะในช่วงเช้าวันพุธ ณ สำนักงานใหญ่พรรคเดโมแครตในเมืองดีทรอยต์ ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่มาร่วมแสดงความยินดี โดยกล่าวขอบคุณประชาชนที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะคว้าชัย ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเขา พร้อมยกเครดิตให้กับการเคลื่อนไหวหาเสียงตลอด 1 ปีครึ่ง ทั้งในเมืองใหญ่และชุมชนขนาดเล็กทั่วรัฐมิชิแกน

ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการหาเสียงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง โดยเอล-ซาเยดต้องเผชิญการโจมตีเกี่ยวกับชื่อและศาสนาอิสลามจากคู่แข่ง รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดี ซึ่งมีการกล่าวหาเขาด้วยถ้อยคำเชื่อมโยงกับลัทธิหัวรุนแรงทางศาสนา โดยทรัมป์เคยเรียกเขาว่าเป็นนักรบญิฮาด และกล่าวในเชิงเสียดสีว่าเขาควรต้องผ่านเครื่องตรวจจับโลหะก่อนเข้าสู่วุฒิสภา

Democratic US Senate candidate Abdul El-Sayed reacts after his victory in the US midterm elections, during an Election Night rally, in Detroit, Michigan, US, November 4, 2026. REUTERS/Brian Snyder

สำหรับเอล-ซาเยด ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขประจำเทศมณฑลเวย์น และสามารถเอาชนะเฮลีย์ สตีเวนส์ ผู้สมัครตัวเต็งจากฝ่ายจัดตั้งของพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งขั้นต้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีนโยบายสำคัญสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า Medicare for All และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล

ขณะที่ไมค์ โรเจอร์ส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ เคยลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในปี 2567 แต่พ่ายแพ้ให้กับเอลิสซา สลอตกิน ด้วยคะแนนห่างกันเพียงประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะกลับมาลงสนามอีกครั้งในครั้งนี้ แต่ต้องพ่ายแพ้ให้กับเอล-ซาเยด

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคเดโมแครตว่า นักการเมืองสายก้าวหน้าที่ท้าทายกลุ่มอำนาจเดิมภายในพรรค จะสามารถคว้าชัยในรัฐที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูสีได้หรือไม่ โดยพรรครีพับลิกันพยายามนำเสนอการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็นการตัดสินความนิยมของแนวคิดฝ่ายซ้ายในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ชัยชนะของเอล-ซาเยดยังเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการเลือกตั้งของพรรคเดโมแครต ซึ่งสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ หลังคว้าชัยในรัฐเท็กซัส แคนซัส และเซาท์แคโรไลนา ส่งผลให้การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงสำคัญ และทำให้การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งวุฒิสมาชิกของเอล-ซาเยดได้รับความสนใจในฐานะหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิมในสหรัฐฯ