

ขอจำเริญพร ศรัทธาท่านผู้มั่นคงในพระรัตนตรัยทุกท่าน ความรู้หลัก ความรู้รอบ ผู้ฉลาดสรุปความรู้นั้นว่า "รู้ดี รู้ชั่ว" คลอบคลุมวิถีศีลธรรม เพราะถือได้ว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางจิตใจ วันนี้จะกล่าวถึงวิถีชีวิตพระสงฆ์ไทยในวันที่เกิดวิกฤตศรัทธา ดังนั้นการวางจิตไว้ในธรรมเมตตาและสุจริตใจ
“พระสงฆ์ไทย” ภาพที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย คือพระภิกษุออกบิณฑบาตในยามเช้า เสียงระฆังกังวาล การสวดมนต์ทำวัตร การเรียนพระปริยัติธรรม การเทศน์สั่งสอน ตลอดจนการที่วัดเป็นที่พึ่งของชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือวิถีชีวิตของพระสงฆ์ไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน
โลกวันนี้เปลี่ยนไปมาก
สมัยก่อน เมื่อพระรูปหนึ่งทำผิด คนอาจรู้กันเพียงไม่กี่หมู่บ้าน แต่ในยุคโทรศัพท์มือถือและสื่อสังคมออนไลน์ เหตุการณ์เพียงไม่กี่นาทีสามารถถูกส่งต่อไปทั่วประเทศและทั่วโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว ความผิดของ “บุคคลหนึ่ง” จึงอาจกลายเป็นคำถามต่อ “พระสงฆ์ทั้งหมด” และบางครั้งลุกลามไปถึงคำถามต่อ “พระพุทธศาสนา” ตรงนี้เองที่เราต้องมีสติแยกให้ออกว่า :- พระพุทธศาสนาเป็นอย่างหนึ่ง, พระธรรมวินัยเป็นอย่างหนึ่ง, สถาบันสงฆ์เป็นอย่างหนึ่ง, และพฤติกรรมของพระภิกษุแต่ละรูปก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระภิกษุบางรูปประพฤติผิด เราไม่ควรใช้ความผิดของบุคคลนั้นมาพิพากษาพระสงฆ์ทั้งหมด
วิกฤตศรัทธา หรือวิกฤตความไว้วางใจ?
ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ปัจจุบันมีหลายด้าน ทั้งความประพฤติที่ไม่เหมาะสม การเกี่ยวข้องกับเงินและผลประโยชน์ ความไม่โปร่งใสในการบริหารทรัพย์สินวัด การใช้สื่อออนไลน์อย่างขาดความระมัดระวัง การแสดงพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับสมณสารูป ตลอดจนช่องว่างระหว่างวัดกับคนรุ่นใหม่
กอบกู้ศรัทธา ด้วยการสร้างเหตุแห่งศรัทธา
เราจะกอบกู้ศรัทธาอย่างไร? ตอบเลยทันที "พระต้องกลับมาเป็นพระ, วัดต้องกลับมาเป็นวัด, ธรรมต้องกลับมาเป็นหลัก, การกอบกู้ศรัทธาจึงควรเริ่มต้นอย่างน้อย 3 ประการ :-
1) กลับสู่พระธรรมวินัย
2) ใช้เทคโนโลยีเผยแผ่ธรรม อย่าให้กลืนความเป็นพระ
3) มีสมณะภาวะทำตนให้ก่อเกิดศรัทธา น่าเลื่อมใส
พระพุทธศาสนาไม่ต้องการพระที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการพระที่จริงใจกับการฝึกตน พระภิกษุคือมนุษย์ผู้บวชเข้ามาฝึกตน มิใช่ผู้หมดกิเลสทันทีตั้งแต่วันที่ครองจีวร เพราะยังมีกิเลส จึงต้องมีพระธรรม เพราะยังผิดพลาดได้ จึงต้องมีพระวินัย เพราะยังต้องฝึกตน จึงจำต้องเพียรอยู่ใน “ไตรสิกขา”
ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น มิใช่การแก้ตัว และมิใช่การกล่าวโทษประชาชนหรือสื่อ แต่คือ ผิดก็ยอมรับ ผิดวินัยก็แก้ตามวินัย มีปัญหาก็แก้ด้วยธรรม นี่ต่างหากคือความเข้มแข็งของพระพุทธศาสนา
อีกประการหนึ่ง พระสงฆ์ในยุคใหม่หลีกเลี่ยงโลกดิจิทัลได้ยาก และไม่จำเป็นต้องหลีกหนีทั้งหมด โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต Facebook, YouTube หรือสื่อออนไลน์ สามารถเป็น “ธรรมาสน์แห่งยุคดิจิทัล” ได้ หากใช้เพื่อให้ความรู้ให้สติ และนำคนกลับมาหาความสงบ ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “พระใช้เทคโนโลยีได้หรือไม่” แต่คือ “ใช้แล้วเกิดประโยชน์อะไรต่อพระศาสนาและประชาชน”
จาก “วิกฤตศรัทธา” สู่ “โอกาสแห่งการตื่นรู้”
วิกฤตครั้งนี้จึงอาจมิใช่จุดจบของพระพุทธศาสนาไทย แต่อาจเป็นเสียงระฆังที่กำลังเตือนเราว่า ถึงเวลาแล้วที่ บ้าน–วัด–ประชาชน–คณะสงฆ์ ต้องช่วยกันทบทวนว่า เราต้องการเห็นพระพุทธศาสนาในอีก 20 หรือ 50 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร เราอาจไม่สามารถทำให้พระทุกรูปดีเหมือนกันได้ เราอาจไม่สามารถห้ามข่าวเสียหายทุกข่าวได้ และเราอาจไม่สามารถบังคับให้ประชาชนกลับมาศรัทธาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือ ทำวันนี้ให้มีเหตุแห่งศรัทธาได้
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่อง “พระไทยใช้ชีวิตอย่างไรทั้งในและต่างประเทศ” แต่ควรนำไปสู่คำถามที่ลึกกว่านั้นว่า พระสงฆ์ไทยควรดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะทำให้ประชาชนมองเห็นพระธรรมผ่านชีวิตของท่านได้ เพราะในวันที่ผู้คนเชื่อคำพูดพระยากขึ้น การเทศน์ที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่ใช่เทศนาที่พูดได้ไพเราะที่สุด แต่คือ “ชีวิตที่ดำเนินอยู่ในธรรม” และหากพระธรรมปรากฏอยู่ในชีวิตของพระ ศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องร้องขอจากใคร เพราะศรัทธาจะเดินกลับมาพระเอง
ด้วยธรรมเมตตาและสุจริตใจ
ขอจงเป็นปัจจัยแห่งความร่มเย็นแก่ตนและส่วนรวมสืบไป ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงอภิบาลรักษาให้ทุกท่าน คิดดี พูดดี ทำดี พบคนดี มีโอกาสดี และมีกำลังใจสร้างความดีตลอดไป ขออนุโมทนา
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ขอเชิญร่วมบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2569 ร่วมบุญยริจาคปัจจัยสนับสนุนวัดได้ โดย Donation check payable to "Buddhist Meditation Society" หรือ Wat Phrathat Thongsethi ส่งไปตามที่อยู่ที่แจ้งไว้นี้ 6763 East Avenue H. Lancaster CA 93535-7849 ส่วนท่านที่สะดวก Transfer money with Zelle โอนด้วยเบอร์ (562) 249 - 3789 ขออนุโมทนาบุญ มา ณ โอกาสนี้ด้วย รูปขอจำเริญพร