ครบเครื่อง
ญ. อมตะ



เปิด 20 ประเทศถือครองทองคำสูงสุดในโลก สัญญาณบวกระยะยาวยังเป็นขาขึ้น

เปิดเผย 20 อันดับประเทศที่มีสัดส่วนการถือครองทองคำสูงสุด โดยสหรัฐฯ มีปริมาณทองคำสำรองมากที่สุดในโลก ขณะที่อุซเบกิสถานมีสัดส่วนสูงที่สุด

ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและประเทศในยุโรปตะวันออกอย่างโปแลนด์ ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเข้าเป็นทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง

การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวยังคงเป็นทิศทางขาขึ้น

ข้อมูลจากสภาทองคำโลก พบว่า สัดส่วนการถือครองทองคำ สูงสุด 20 อันดับทั่วโลก ที่ได้รวบรวมจากสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ไตรมาส 2/2569 มีดังนี้

1. อุซเบกิสถาน (Uzbekistan): มีสัดส่วนทองคำสูงถึง 86–87% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรองประมาณ 416 ตัน

2. สหรัฐอเมริกา (United States): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% โดยเป็นผู้ถือครองทองคำมากที่สุดในโลกด้วยปริมาณ 8,133.5 ตัน

3. เยอรมนี (Germany): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 3,350.3 ตัน

4. เลบานอน (Lebanon): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 82% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 286.8 ตัน

5. ฝรั่งเศส (France): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 81.8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,437 ตัน

6. อิตาลี (Italy): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 81.3% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,451.8 ตัน

7. โปรตุเกส (Portugal): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 79.9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 382.7 ตัน

8. คาซัคสถาน (Kazakhstan): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 77% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 339.9 ตัน

9. เนเธอร์แลนด์ (Netherlands): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 74.2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 612.5 ตัน

10. กรีซ (Greece): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 64–65% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 115 ตัน

11. ไซปรัส (Cyprus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 62.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.9 ตัน

12. ตุรกี (Turkey): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 53.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 603 ตัน

13. รัสเซีย (Russia): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 47% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,317 ตัน

14. สเปน (Spain): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 33.8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 281.6 ตัน

15. โปแลนด์ (Poland): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 30.1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 582 ตัน โดยมีเป้าหมายขยับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 700 ตัน

16. คูราเซาและซินต์มาร์เติน (Curaçao & Sint Maarten): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 29.9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.1 ตัน

17. เบลารุส (Belarus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 28.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 53.8 ตัน

18. ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank - ECB): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 28.1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 504.8 ตัน

19. สโลวาเกีย (Slovak Republic): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 23.2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 31.7 ตัน

20. สหราชอาณาจักร (United Kingdom): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 22.5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 310.3 ตัน

ขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 10.5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 234.5 ตัน อยู่ลำดับที่ 23 ของโลก และอยู่อันดับ 1 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่วนใหญ่ถือครองอยู่ประมาณ 5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ จากตัวเลข 20 อันดับแรก จะพบว่า 1-10 อันดับแรก เป็นชาติมหาอำนาจที่ส่งต่อความมั่งคั่งมาตั้งแต่ยุคก่อน รวมถึงประเทศที่มีเหมืองทองคำ เช่น อุซเบกิสถาน ขณะที่ลำดับ 11-20 เริ่มมีประเทศที่เร่งกำลังสะสมทองคำเข้าไปอยู่ในกลุ่ม เช่น โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ยูเครนและรัสเซีย การสะสมทองคำของโปแลนด์จึงเป็นสัญญาณว่าให้ความเชื่อถือทองคำในระยะยาวมากขึ้น

ขณะที่จีนมีสัดส่วนทองคำต่อสำรองอยู่ที่ 2,366 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 5% ดังนั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนทองคำของชาติมหาอำนาจอื่น ๆ จีนจึงถือว่ายังอยู่ห่างไกล ทำให้จีนเข้าสะสมทองคำในทุกราคา และจะยังคงสะสมเพิ่มต่อไป

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า YLG ยังคงมีมุมมองต่อเทรนด์ของราคาทองคำที่เป็นภาพใหญ่ว่ายังอยู่ในรอบขาขึ้น โดยปัจจัยหลักอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองก็คือการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก

โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ที่เดินหน้าเก็บทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนำเข้าทองคำสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม มากกว่า 1,000 ตัน สูงกว่าปริมาณนำเข้าตลอดทั้งปี 2568

รวมถึงประเทศขนาดกลางอย่างโปแลนด์ที่ซื้อทองคำสะสมมาตั้งแต่ปี 2561 (2018) หรือตั้งแต่ก่อนยุคโควิด 19 และแม้โปแลนด์จะสะสมทองคำจนมีสัดส่วนประมาณ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศแล้ว แต่ก็ยังตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อต่อเนื่องจนกว่าจะสะสมครบ 700 ตัน

หากพิจารณาจากสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ จะพบว่า ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่มีสัดส่วนการถือครองทองคำที่สูงมาก ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่กลับมีการถือครองต่ำกว่า 10% และนี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าอีกหลายประเทศจะยังคงต้องการซื้อทองคำเพิ่ม

“ปัจจัยเรื่องการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเรื่องผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระหว่างทางราคาทองคำจะเกิดการแกว่งตัวจากการขายทำกำไร แต่มองว่าระยะยาวราคาจะยังคงเป็นทิศทางขาขึ้น คาดว่าครึ่งหลังของปีหน้าจะได้เห็นราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง ส่วนการปรับลดลงของทองคำในช่วงนี้มองว่าเป็นการขายเพื่อทำกำไรของพอร์ตในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น” นางพวรรณ์ กล่าว


ขับรถเป็น… ขับให้ปลอดภัย

ขับรถมือใหม่ หรือมือเก๋า ต้องการความมั่นใจ ขับให้ป็น การขับรถที่ถูกต้อง ปลอดภัย ย่อมคุ้มค่าต่อชีวิตและทรัพย์สิน

“แค่ขับรถเป็น หรือขับรถได้อย่างปลอดภัยแล้วจริง ๆหรือ ” หลายคนที่เป็น “มือใหม่เพิ่งเริ่มต้นขับรถ” มักจะเผชิญกับความประหม่าเมื่อต้องเจอสถานการณ์บนถนนจริง ขณะที่ “ผู้ที่ขับรถมานานจนชำนาญ” หลายท่านก็อาจจะยังไม่เคยเจอกับวิกฤตการณ์ประเภท ‘รถท้ายปัด’ หรือ ‘ต้องหักหลบกะทันหัน’ ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงขึ้นมา จึงไม่สามารถควบคุมรถได้อย่างถูกต้อง

“Skill Driving Experience” หรือ โครงการขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล หลักสูตรฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยขั้นสูงที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทักษะระดับมืออาชีพ โครงการนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2552 จวบจนปัจจุบัน โดยที่ผ่านมาได้รับความสนใจจนต้องเปิดอบรมอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 8 ครั้ง แต่ในปี 2570 จะเหลือเพียงปีละ 6 ครั้ง เท่านั้น

ภาคทฤษฎี เริ่มต้นที่ ‘ท่านั่ง’ และ ‘สายตา’

หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนให้ขับรถเร็ว แต่ให้แก้สถานการณ์เฉพาะหน้า มาเริ่มต้นด้วยการปรับความเข้าใจในภาคทฤษฎีที่หลายคนมองข้าม ตั้งแต่ การจัดท่านั่งและตำแหน่งพวงมาลัยที่ถูกต้อง ซึ่งมือใหม่มักนั่งใกล้พวงมาลัยเกินไป ส่วนมือเก๋ามักเอนเบาะสบายเกินไป โดยครูฝึกจะปรับให้สอดคล้องกับหลักสรีรศาสตร์เพื่อการควบคุมรถสูงสุด รวมถึงการใช้สายตาประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า และเรียนรู้ระบบความปลอดภัยในรถยนต์ยุคใหม่ เช่น ABS และ ESP เพื่อให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีรถยนต์ยุคใหม่

3 สถานี ภาคปฏิบัติ จำลองวิกฤตบนถนนจริง ไฮไลต์เด็ดของหลักสูตรคือการได้ลงมือปฏิบัติจริงในสนามปิดที่มีความปลอดภัยสูง ผ่าน 3 สถานีจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่มีทางได้เรียนจากโรงเรียนสอนขับรถทั่วไป

สถานี Oversteer / Understeer (แก้อาการหลุดโค้ง): สถานีนี้ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และมือเก๋าอย่างยิ่ง ด้วยการจำลองพื้นผิวเปียกลื่นเพื่อเรียนรู้อาการ “หน้าดื้อ” (Understeer) และ “ท้ายปัด” (Oversteer) ฝึกให้ผู้ขับขี่แก้อาการของรถยนต์ด้วยการควบคุมพวงมาลัยและน้ำหนักคันเร่ง/เบรกอย่างถูกวิธี ไม่ให้รถหมุนตกถนน

สถานี Emergency Braking หรือ การเบรกฉุกเฉิน เมื่อกระทืบเบรกเต็มแรง ระบบ ABS จะทำงานจนแป้นเบรกสั่นสะเทือน ในสถานีนี้คุณจะได้ฝึกกดเบรกมิดด้าม พร้อมกับฝึกทักษะการ “หักหลบสิ่งกีดขวาง” ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างความเคยชินเมื่อเจอเหตุไม่คาดฝันตัดหน้า

สถานี Slalom หรือ การหักหลบสิ่งกีดขวางต่อเนื่อง ฝึกฝนความแม่นยำในการควบคุมพวงมาลัย การควบคุมจังหวะความเร็ว และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวรถในการหลบหลีกสิ่งกีดขวางในระยะกระชั้นชิด ช่วยเพิ่มมิติการกะระยะสายตาให้เฉียบคมยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ที่ยังกล้า ๆ กลัว ๆ หรือผู้ที่ขับรถมาแล้วนับสิบปี การเข้าอบรมกับโครงการที่มีประสบการณ์กว่า 17 ปี จะช่วยทลายพฤติกรรมการขับขี่แบบผิด ๆ และแทนที่ด้วย “สัญชาตญาณความปลอดภัย” ที่ถูกต้อง เพราะบนถนนจริงไม่มีปุ่มย้อนกลับ และอุบัติเหตุไม่ได้เลือกเลเวลของผู้ขับขี่ สามารถตรวจสอบตารางเรียนและสมัครได้ที่https://skilldriving.imc.co.th/course มาร่วมเปลี่ยนตัวเองจากคนที่แค่ขับรถได้ ให้กลายเป็นผู้ขับขี่ที่ปลอดภัย...


ระวัง! โรคร้ายที่มาพร้อมกับน้ำท่วมขัง ต้องระวัง “โรคฉี่หนู”

จากช่วงที่ผ่านมาพื้นที่ยังคงเผชิญกับฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลให้บางพื้นที่เกิดน้ำรอระบายหรือน้ำท่วมขังชั่วคราว การเดินทางในชีวิตประจำวันจึงอาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือลุยน้ำได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังไม่ใช่แค่เพียงความลำบากในการเดินทาง แต่เพราะน้ำที่ท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งสกปรก เชื้อโรค รวมถึงปัสสาวะของสัตว์ที่ถูกชะล้างมากับน้ำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะ โรคฉี่หนู (Leptospirosis) และ โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot) สองโรคที่มักพบได้ในช่วงที่มีฝนตกหนักและต้องสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน

ลุยน้ำท่วมขัง ต้องระวัง “โรคฉี่หนู”

โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ซึ่งพบได้ในปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสัตว์ชนิดอื่น ๆ เมื่อน้ำฝนหรือน้ำท่วมขังปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน ๆ อาจมีโอกาสได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบริเวณดังกล่าวได้

ดังนั้น แม้จะเป็นเพียงการเดินลุยน้ำในระยะสั้น ก็ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายหลังจากสัมผัสน้ำ โดยเฉพาะหากมีอาการต่อไปนี้

- อาการของโรคฉี่หนู

- ไข้สูง หนาวสั่น

- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง

- ตาแดง ปวดศีรษะ

ในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับวาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

หากมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมขัง และต่อมามีไข้สูงร่วมกับอาการปวดเมื่อยผิดปกติ ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงอาการจากการตากฝน แต่ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างเหมาะสม

เท้าเปียก–แช่น้ำนาน เสี่ยง “โรคน้ำกัดเท้า”

อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยในช่วงฝนตกและน้ำท่วมขังคือ โรคน้ำกัดเท้า (Athlete’s Foot) โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำหรือสวมรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานาน ความชื้นทำให้ผิวหนังบริเวณเท้าอ่อนนุ่มและระคายเคืองได้ง่าย รวมถึงเอื้อต่อการติดเชื้อรา ขณะที่น้ำสกปรกอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลเปื่อยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

อาการของโรคน้ำกัดเท้า

ผิวหนังลอก คัน และระคายเคือง

เท้าบวม แดง หรือมีแผลเปื่อย

หากมีการติดเชื้อ อาจมีอาการบวมและเจ็บมากขึ้น

หากปล่อยให้เท้าเปียกหรืออับชื้นเป็นเวลานาน อาการอาจรุนแรงขึ้นได้ จึงควรทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งทันทีหลังจากลุยน้ำ

ลุยน้ำอย่างไร ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ในวันที่ฝนตกหนักหรือมีน้ำท่วมขัง การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขังถือเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด แต่หากจำเป็นต้องเดินทางหรือเดินลุยน้ำ ควรเพิ่มความระมัดระวัง ดังนี้

หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขัง หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูทหรือรองเท้าที่ช่วยป้องกันการสัมผัสน้ำโดยตรง

หากมีบาดแผลหรือรอยถลอก ควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำ และปิดบาดแผลให้มิดชิดด้วยวัสดุกันน้ำ

หลังลุยน้ำ ควรรีบล้างเท้าและบริเวณผิวหนังที่สัมผัสน้ำด้วยน้ำสะอาดและสบู่

เช็ดเท้าและซอกนิ้วเท้าให้แห้ง ไม่ปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน

เปลี่ยนเสื้อผ้า รองเท้า และถุงเท้าที่เปียกโดยเร็ว

หมั่นตรวจดูว่ามีบาดแผล รอยแดง อาการคัน บวม หรือผิวหนังผิดปกติหรือไม่

หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยรุนแรง แผลบวมแดง หรืออาการผิดปกติหลังจากสัมผัสน้ำ ควรพบแพทย์

หลังฝนตกและลุยน้ำ อย่าลืมสังเกตร่างกาย

ในช่วงที่ฝนตกหนักและอาจเกิดน้ำท่วมขังได้เป็นระยะ การเดินลุยน้ำอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับหลายคน สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การ ลดการสัมผัสน้ำสกปรก ดูแลความสะอาดหลังลุยน้ำ และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย และหลังกลับถึงบ้านควรรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกายและเท้า เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียก และรักษาร่างกายให้แห้งและอบอุ่น

โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลควรตรวจดูบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาการบางอย่างในระยะแรกอาจดูเหมือนอาการป่วยทั่วไป หากมี ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือมีแผลบริเวณเท้าที่บวม แดง เจ็บ และไม่ดีขึ้น หลังจากมีประวัติลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา

ข้อมูลโดย : คลินิกอายุรกรรมโรงพยาบาล พญาไท นวมินทร์


รู้จัก อีแก แฝดคนละฝากับ อีกา

สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้โพสต์ เรื่องราวของ อีแก นกชนิดหนึ่ง ที่หลายคนยังไม่ทราบว่า เป็นแฝดคนละฝา กับอีกา เนื้อหา มีดังนี้

“ อีกา ” ถ้าพูดถึงใคร ๆ ต่างก็รู้จัก เพราะไม่ว่าจะเป็นตำนาน เรื่องเล่า ความเชื่อ หรือแม้แต่ละคร ต่างก็มี อีกา เป็นองค์ประกอบในนั้น ส่วนอีกตัวคือ “ อีแก ” ชื่อนี้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จัก นิสัยของพวกมันจะคล้าย ๆ กัน แต่จะต่างกันแค่รูปร่างภายนอก คือขนตรงบริเวณท้ายทอยและรอบคอของอีแกจะเป็นสีเทาและมีรูปร่างที่ผอมเพรียวกว่า ส่วนอีกามีขนที่ดำสนิททั้งตัวและรูปร่างใหญ่ ถ้าให้เปรียบเทียบกันอีแกก็เป็นแฝดคนละฝาของอีกาดี ๆ นี่เอง

อีแก Corvus splendens (Vieillot,1816) เป็นนกที่อยู่ในวงศ์เดียวกันกับอีกา (Corvidae) อีแก เป็นนกที่ปรับตัวได้ดีจึงสามารถอาศัยได้ในหลายพื้นที่ การแพร่กระจายของนกอีแก จึงส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสัตว์ป่าในเมือง เนื่องจากมันมี นิสัยที่ก้าวร้าวชอบแย่งพื้นที่และอาหารของนกตัวอื่นๆ แถมยังชอบขโมยลูกของนกตัวอื่นมากินด้วย เพราะพวกมันมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง แถมยังมีกรงเล็บและขาที่แข็งแกร่ง …. นิสัยไม่ดีเลยนะ ไอ่ต้าวอีแก

ที่บอกว่านิสัยของอีแกคล้ายกับนิสัยของอีกานั้น เริ่มจากตำนานที่เล่าต่อกันมาว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่มีความฉลาด และมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว จากตำนานเลยกลายมาเป็นการพิสูจน์และทดลอง นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้นำอีกามาทดลองและพบว่ามันสามารถทำภารกิจสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการคาบก้อนกรวดโยนลงในท่อน้ำให้อาหารลอยขึ้นมา หรือแม้แต่การฉลาดใช้อุปกรณ์รอบตัวในการหาเศษอาหาร

เมื่อพูดถึงตำนานและความเชื่อของอีแกกับอีกาก็ต่างกันไปอีก เพราะอีกา ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพพระเจ้า เอาไว้บอกเหตุหรือเตือนลางร้าย ถ้าแฟนเพจคุ้นเคยกับหนังต่างประเทศแนวสงครามอย่าง game of thrones หรือว่า ไวกิ้ง แอดเชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยเห็นฉากที่มีคนสื่อสารกับเทพโอดินและจะมีอีการ้องพร้อมบินไปมาเป็นฝูง หรือแม้แต่ตอนก่อนและหลังออกรบก็จะมีกาอยู่ในฉากเหล่านั้นด้วย เพราะคนยุโรปสมัยนั้นเชื่อว่าอีกาเป็นสัตว์ที่ให้คำปรึกษากับเทพโอดินที่พวกเขานับถือกัน

ส่วนอีแก เป็นเรื่องเล่าของเมืองในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เขาว่ากันว่า อีแกเป็นนกกตัญญู เมื่อแม่มันหาอาหารมาป้อน ลูกก็จะแบ่งอาหารกลับไปป้อนคืนให้แม่มันด้วย ซึ่งแอดคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่ารัก และทำให้เราลืมภาพจำที่โหดร้ายจากพฤติกรรมที่เล่ามาข้างต้นนั้นได้เลยนะน้องนะ...


อายุ 45 ปี จุดเริ่มต้นของการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนมีอาการ

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ และนี่คือเหตุผลที่แนวทางคัดกรองทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่อายุ 45 ปี

“ผมไม่มีอาการอะไรเลย ทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” นี่คือคำถามที่แพทย์ระบบทางเดินอาหารได้ยินอยู่บ่อย หลายคนเข้าใจว่าการตรวจคัดกรองเป็นเรื่องของผู้ที่มีอาการผิดปกติแล้ว เช่น

ถ่ายเป็นเลือด

ปวดท้องเรื้อรัง

น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

แต่ในความเป็นจริง มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มต้น รวมถึงติ่งเนื้อบางชนิดที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งในอนาคต มักไม่แสดงอาการใดๆ เลย

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่แนวทางการดูแลในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การค้นหาความผิดปกติก่อนเกิดอาการมากขึ้น

มะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นจากอาการ

สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง มักมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุลำไส้เกิดขึ้นเป็นลำดับ เริ่มจากติ่งเนื้อขนาดเล็ก (Polyp) บางชนิดที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็น

ความผิดปกติระยะก่อนมะเร็ง และอาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเวลาต่อมา กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายปี นั่นหมายความว่า หากสามารถค้นพบและกำจัดความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะต้น ก็อาจช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้

ตั้งแต่ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นด้วยเหตุนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่จึงเป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่การตรวจคัดกรองสามารถมีบทบาททั้งในการค้นหาโรคและการป้องกันโรคไปพร้อมกัน

ทำไมอายุ 45 ปีจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มพบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ข้อมูลดังกล่าวทำให้แนวทางคัดกรองในหลายประเทศเริ่มแนะนำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มประเมินความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี โดย American Cancer Society (ACS) และ U.S. Preventive Services Task Force (USPSTF) เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้ปรับคำแนะนำดังกล่าว

แม้ว่าทุกคนอาจไม่ได้จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจแบบเดียวกัน แต่ช่วงอายุ 45 ปีถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มพูดคุยกับแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงของตนเอง

กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ

มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

เคยพบติ่งเนื้อในลำไส้

มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

มีปัจจัยเสี่ยงอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์

เป้าหมายของการคัดกรองในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ค้นหามะเร็ง

เมื่อพูดถึงการตรวจคัดกรอง หลายคนมักคิดถึงการค้นหาโรค แต่ในมุมมองทางการแพทย์สมัยใหม่ เป้าหมายสำคัญไม่ได้มีเพียงการค้นหามะเร็งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

สิ่งที่แพทย์พยายามค้นหาคือความผิดปกติที่อาจกลายเป็นมะเร็งในอนาคต ยิ่งตรวจพบได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสจัดการกับปัญหาได้ก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะที่ซับซ้อนขึ้น

แนวคิดนี้ทำให้การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในปัจจุบันเป็นมากกว่าการวินิจฉัยโรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคด้วย

เมื่อ AI ช่วยให้การค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทายสำคัญของการตรวจคัดกรองคือ ติ่งเนื้อบางชนิดอาจมีขนาดเล็กมาก หรือมีลักษณะแบนราบจนสังเกตได้ยาก

ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการช่วยวิเคราะห์ภาพระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) แบบเรียลไทม์ เพื่อสนับสนุนการประเมินของแพทย์ระหว่างการตรวจ

ที่ศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีการนำระบบ AI-assisted Colonoscopy หรือ EndoBRAIN-EYE มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจคัดกรอง

AI สามารถช่วยสนับสนุนการตรวจคัดกรองได้ในหลายด้าน

ช่วยระบุติ่งเนื้อขนาดเล็ก

ช่วยสังเกตความผิดปกติที่อาจมองเห็นได้ยาก

วิเคราะห์ภาพแบบเรียลไทม์ระหว่างการตรวจ

สนับสนุนการประเมินของแพทย์ระหว่างการส่องกล้อง

คุณภาพของการตรวจคัดกรอง วัดได้มากกว่าการตรวจพบโรค

ในวงการส่องกล้องทางเดินอาหาร มีตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินคุณภาพการตรวจ เรียกว่า Adenoma Detection Rate (ADR)

ADR คืออัตราการตรวจพบติ่งเนื้อชนิด adenoma ซึ่งเป็นความผิดปกติที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ในอนาคต

เหตุผลที่ตัวชี้วัดนี้ได้รับความสำคัญ เพราะยิ่งตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะต้น โอกาสในการป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

... American Society for Gastrointestinal Endoscopy (ASGE) กำหนด benchmark สำหรับ ADR ไว้ที่ 35% โดยข้อมูลของศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อยู่ที่ 40%

นอกจากตัวชี้วัดด้านการตรวจพบแล้ว ยังมีการติดตามตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางคลินิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในระยะยาว

เมื่อการตรวจพบเร็ว สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้

เป้าหมายสำคัญของการคัดกรองไม่ใช่เพียงการพบโรคให้เร็วขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเส้นทางของโรคก่อนที่จะลุกลาม

ข้อมูลจากศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท พบว่า การใช้ AI-assisted Colonoscopy เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการตรวจคัดกรองที่ช่วยเพิ่มการตรวจพบ adenoma ได้ถึง 2 เท่า และช่วยเพิ่มการตรวจพบติ่งเนื้อในกลุ่มเสี่ยงได้มากขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การลดลงของการตรวจพบโรคในระยะลุกลามถึง 60% พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น

ลดความซับซ้อนของการรักษา

ลดโอกาสต้องได้รับการรักษาที่รุนแรงขึ้น

ช่วยรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

เพราะการป้องกันที่ดี เริ่มต้นก่อนวันที่ผู้ป่วยจะมีอาการ

แนวทางการดูแลของศูนย์ดูแลสุขภาพลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มคุณภาพของการตรวจคัดกรอง

ผลลัพธ์ที่รายงานในช่วงปี 2017–2024 ได้แก่

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 94%

ลดการตรวจพบโรคในระยะลุกลามลง 60%

เพิ่มการตรวจพบ adenoma ด้วย AI-assisted Colonoscopy ได้ถึง 2 เท่า

แนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ได้รับรางวัล Colorectal Cancer Service Provider of the Year in Asia-Pacific 2026 จาก Global Health Asia-Pacific Awards 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการป้องกัน การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการดูแลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดเส้นทางการรักษา

ขอบคุณข้อมูล : นพ. เรวัฒน์ บุญอนุวัฒน์ ว.37004 อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ชำนาญการด้านการส่องกล้องขั้นสูง รพ.สมิติเวช สุขุมวิท